“ตอนถัดไปจะเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ
โดยจะปรับอัปเป็ 3 ตอน/week ทุก พฤ/ ศ /ส ค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านและอยู่ด้วยกันมาถึงตรงนี้ค่ะ^^”
*************
“เอ่อ… ประทานโทษเถอะ ท่านจับข้ามาทำไม…”
หลังถูกแบกมายังห้องเล็กๆ ในตรอกแคบแห่งหนึ่ง เซียวอวี้ฉีถูกโยนลงบนเก้าอี้ ตามมาด้วยโซ่เส้นหนาที่สลักอักขระมารตลอดเส้น พันธนาการรัดแน่น ก่อนที่คนปริศนาผู้นั้นจะคลายจุดเสียงให้เขา
ั้แ่พาเขามา ชายคนนั้นก็ไม่ส่งเสียงสักคำ เอาแต่เงียบงัน ทำหน้านิ่งเฉย
เ้าตัวดีดนิ้วจุดโคมในห้องให้พอมีแสง ก่อนจะก้าวมายืนค้ำอยู่ตรงหน้าเขา
“เ้าตามมามีจุดประสงค์ใด”
ในที่สุดอีกฝ่ายก็เอ่ยปาก
“ท่านเป็พวกเดียวกับคนพวกนั้นสินะ”
เซียวอวี้ฉีสงสัยมาแต่แรกว่าตนน่าจะถูกจับได้ว่าสะกดรอยตาม คนผู้นี้จึงจับเขามาสอบปากคำ
“ข้ากำลังถามเ้า”
ชายคนนั้นไม่ตอบคำถาม แต่กดดันกลับมาแทน
“ไม่ถูกสิ โซ่นี่มีอักขระมาร หรือว่าพวกท่านจะเป็ชาวแดนมาร?”
ฉะนั้นที่เขาเห็นกลุ่มคนในหมอกดำนั่น ก็เป็พรรคพวกของอู๋จื่อหานหรือไม่?
ชายคนนั้นยังคงนิ่งเฉย ทว่าภายในกลับประหลาดใจที่บุรุษตรงหน้ามองปราดเดียวก็รู้ที่มาที่ไปของโซ่เส้นนี้
“พวกท่านกำลังหา…ท่านอ๋องของพวกท่านอยู่หรือไม่?”
เซียวอวี้ฉีระมัดระวังคำพูด เรียกอู๋จื่อหานอย่างนอบน้อม
“ตอบคำถามของข้า”
ชายคนนั้นไม่แย้มพรายสิ่งใด เพิ่มแรงกดดันด้วยการแผ่ไอเย็นจากร่าง
พื้นที่ที่เขาเหยียบอยู่ค่อยๆ กลายเป็น้ำค้างแข็ง ไอน้ำในอากาศหลอมรวมกัน จ่อปลายแหลมคมกริบเข้าหาเรือนร่างของเซียวอวี้ฉี
วิชาซวงเหยี่ยนของพวกมารจริงๆ ด้วย
เซียวอวี้ฉีเห็นเช่นนั้นก็ได้ข้อสรุป เมื่อมั่นใจแปดส่วนว่าคนผู้นี้น่าจะเป็ชาวมาร เขาควบคุมความแตกตื่นไว้ ส่งยิ้มเป็มิตรออกไป
“พวกท่านหาตัวเขาไม่พบกระมัง แต่ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”
“เ้ารู้?”
บุรุษผู้นั้นแสดงความประหลาดใจ หยุดอาคมไว้ชั่วขณะ
“พูดมา แล้วข้าจะให้เ้าตายสบาย”
เอ่อ…
นี่เขายังต้องตายอีกหรือ?
เซียวอวี้ฉีคิดว่า ในเมื่อตนรู้ที่อยู่ของอู๋จื่อหาน น่าจะพอซื้อเวลาให้ตนเองไม่ถูกสังหารในเวลานี้
กลายเป็ว่าคนตรงหน้าจะเอาข้อมูลแล้วสังหารเขาเดี๋ยวนี้เลย!
“เื่นี้ย่อมแน่นอนว่าข้าต้องเป็คนพาท่านไป”
เซียวอวี้ฉียิ้มแห้งต่อรอง
“ไม่จำเป็ แค่บอกมาก็พอ”
ได้ข้อมูลมาแล้ว จะจริงหรือไม่ เขาไปตรวจสอบเองก็พอ หากไม่จริงก็สืบหาต่อไปเท่านั้น
เห็นชัดว่าฝ่ายนั้นเกลี้ยกล่อมไม่ได้ง่ายๆ สมเป็ชาวมารที่สะกดคำว่า ‘เมตตาปรานี’ ไม่เป็ เซียวอวี้ฉีก็รู้แล้วว่าตนไม่ควรเสียเวลาพล่ามต่อไป
เขาจึงสลับสีหน้ามาเป็จริงจัง
“ในเมื่อท่านไม่เห็นว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ เราคงไม่มีอะไรต้องพูด เพียงแต่ท่านคงสังหารข้าไม่ได้”
“เหตุใดไม่ได้?”
“ข้าคือคนสกุลเซียว บุตรแม่ทัพเซียว”
ในเมื่อหนทางเดียวที่จะรอด คือการหยิบยกอำนาจบารมีของบิดามาข่ม เซียวอวี้ฉีย่อมไม่ลังเล
ขอเพียงอีกฝ่ายไม่เสียสติ คิดอยากหาเื่ใส่ตัวย่อมไม่ลงมือกับเขา
โชคดีที่เซียวอวี้ฉีวางเดิมพันถูก
ชายคนนั้นเมื่อทราบตัวตนของเขาพลันชะงักไป
เ้าตัวสำรวจตรวจตราเขาั้แ่ศีรษะจรดเท้า ก่อนจะไล่สายตากลับขึ้นไปอีกสามสี่รอบ
รูปโฉมสง่างาม
ั์ตาซึ้งสีเขียวเข้ม
เส้นผมดำยาวต้องแสงไฟ สะท้อนประกายสีมรกตอันเป็เอกลักษณ์…
คุณชายใหญ่แห่งสกุลเซียว คล้ายจะมีรูปลักษณ์เช่นนี้จริงๆ
แม้จะยังไม่เชื่อสนิทใจนัก ทว่าท่าทีของเขาก็อ่อนลง น้ำค้างแข็งในอากาศพลันสลายเป็ไอ จากนั้นจึงเอ่ยถาม
“วันนั้นเ้าไปหาข้าที่ใด”
คำถามที่คล้ายเป็การหยั่งเชิงนั้น ทำให้เซียวอวี้ฉีกระจ่างแจ้งในทันที
“หอของแม่นางหลีไป๋ไป๋ นี่…ท่านคืออู๋เจี๋ยหรือ?”
เมื่อเื่ราวมาถึงจุดนี้ ทั้งสองก็เข้าใจกัน
วันนั้น ผู้ที่ถือเทียบเชิญไปยังหอโคมเขียวก็คือเซียวอวี้ฉี ขณะที่อู๋เจี๋ยออกไปตามหาท่านอ๋องของตน พอกลับมาก็ได้รับรายงานจากแม่เล้าว่ามีคนมาขอพบ เป็คุณชายสกุลเซียว เซียวอวี้ฉี
ในที่สุด ทั้งสองก็ได้พบกัน
แม้จะยังไม่เข้าใจนักว่าองค์ชายของเขาไปเกี่ยวข้องกับเซียวอวี้ฉีได้อย่างไร แต่การที่อีกฝ่ายถือรหัสลับซึ่งมีเพียงเขาและองค์ชายเท่านั้นที่รู้ มาหา ก็เพียงพอจะยืนยันได้ว่า ท่านอ๋องน่าจะอยู่กับชายหนุ่มผู้นี้จริง
“ต้องขออภัยที่ข้าเข้าใจว่าท่านเป็พวกเดียวกับกลุ่มคนเ่าั้ จึงจับท่านมา รบกวนคุณชายเซียวบอกข้าว่าท่านอ๋องอยู่ที่ใด”
อู๋เจี๋ยประสานมือให้ชายหนุ่มด้วยกิริยาสุภาพนอบน้อม
ที่แท้…ก็เป็ความเข้าใจผิดกันจริงๆ
ท่าทีที่เปลี่ยนไปของอู๋เจี๋ยช่วยให้เซียวอวี้ฉีเบาใจ เขายกยิ้มขึ้นกล่าวว่า
“ไม่ต้องรีบร้อน ท่านช่วยปล่อยข้าก่อน แล้วข้าจะบอกแผนการให้ฟัง”
อู๋เจี๋ยเองก็เหมือนเพิ่งนึกได้ เงยหน้าขึ้น ลดมือลง ก่อนจะทำมุทราปลดโซ่ออก
เมื่อโซ่คลาย เซียวอวี้ฉีจึงค่อยๆ ยืนขึ้นมา
“ตอนนี้ข้าให้ท่านอ๋องหลบอยู่ในเรือนของข้า”
เซียวอวี้ฉีเล่าที่มาที่ไป โดยเว้นเื่ค่ายกลไว้ เพียงบอกว่าอู๋จื่อหานถูกพิษ ขยับตัวไม่ได้ จึงให้เขามาพบอู๋เจี๋ยเพื่อพาตัวออกไป
“คุณชายพอจะบอกอาการของท่านอ๋องอย่างละเอียดได้หรือไม่”
เมื่อทราบว่าเ้านายถูกพิษ อู๋เจี๋ยก็มีสีหน้าครุ่นคิด
“เขาบอกว่าชาไปทั้งร่าง แต่ก่อนจะล้มไปก็ยังดูปกติดีอยู่”
เซียวอวี้ฉีนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น พลางเล่าออกมา
จากนั้นก็รู้สึกขึ้นมาว่า… บางทีอาจเป็เขาเองที่ทำให้อู๋จื่อหานเป็เช่นนั้น…
แต่เื่เช่นนี้ เซียวอวี้ฉีย่อมไม่เอ่ยปาก
ดังนั้น อู๋เจี๋ยที่ยังดูงงงวย จึงได้แต่คาดเดาไปเองว่า ระหว่างถูกไล่ล่านั้น ท่านอ๋องคงไปโดนพิษบางอย่างเข้าจริงๆ
“เช่นนี้ ท่านอ๋องมีแผนการอย่างไร”
ในเมื่อให้มาตามเขา ท่านอ๋องคงคิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร
“ตอนแรกเขาให้ข้าหากล่องขนาดใหญ่ใส่เขาออกมา แต่เื่นี้ข้าคิดว่าจะใช้ถุงหอมวิเศษพาเขาออกมาจะสะดวกกว่า”
เซียวอวี้ฉีหยิบถุงหอมของเจิ้งเฟยยี่ออกมาให้อู๋เจี๋ยดู
“ถุงหอมนี่…”
อู๋เจี๋ยรับถุงหอมมาพิจารณา ก่อนจะย่นคิ้วเข้าหากัน
เพื่อความแน่ใจ เขาค่อยๆ ดึงผ้าปิดหน้าออก เผยใบหน้าเรียบคมสุภาพดวงหนึ่ง
ดวงตาสีนิลพินิจถุงหอมอย่างละเอียด จากนั้นจึงยกขึ้นไว้ใต้จมูกคมสัน คราวนี้เขาถึงกับย่นคิ้วหนักขึ้นกว่าเดิม
“มีอันใดหรือ”
นี่เป็ครั้งแรกที่เซียวอวี้ฉีเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้า ทั้งยังเป็สีหน้าที่ดูไม่ดีเอาเสียเลย คล้ายรังเกียจเดียดฉันท์ถุงหอมใบนั้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าคิดว่าท่านอ๋องไม่น่าจะยอมเข้าไปในถุงหอมใบนี้”
ในที่สุด อู๋เจี๋ยก็ทนไม่ไหว ต้องเมินหน้าหนี ก่อนจะยื่นถุงหอมคืนให้เซียวอวี้ฉี
“เพราะเหตุใด”
เขาคิดว่านี่เป็วิธีที่สะดวกและปลอดภัย หลีกเลี่ยงสายตาจากผู้คนได้อย่างแยบคายที่สุดวิธีหนึ่ง
อู๋เจี๋ยมองเซียวอวี้ฉีคล้ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกริ่นขึ้นว่า
“ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่เซียวเคยทราบหรือไม่ว่า มารที่มีสายเืสูงศักดิ์มักจะไม่ชอบเซียนเท่าใด”
“พอจะได้ยินมาบ้าง”
เื่นี้เขาเคยได้ยินผู้คนเล่าลือกัน
มารกับเซียนไม่ถูกกันตามกฎแห่งฟ้า พลังที่ขัดแย้งกันแต่คอยประคองสมดุลนี้ ไม่อาจแยกจากกันได้
เพียงแต่ ทั้งที่รูปลักษณ์ของมารสายเืบริสุทธิ์กับเซียนที่เกิดจากฟ้าดินคล้ายคลึงกัน เซียวอวี้ฉีก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ชอบขี้หน้ากันถึงเพียงนี้
“ที่จริงแล้ว สิ่งที่พวกเราไม่ชอบ และยังรู้สึกไม่ดีอย่างมาก ก็คือกลิ่นของพวกเขา”
อู๋เจี๋ยเล่าต่อ
“กลิ่น? ท่านหมายถึงกลิ่นแบบใด”
เซียวอวี้ฉีไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อน จึงทำหน้าฉงน
จากประสบการณ์ที่อยู่ใกล้เจิ้งเฟยยี่ เขาไม่เคยรู้สึกถึงกลิ่นประหลาดใดๆ
ตรงกันข้าม อีกฝ่ายกลับมีกลิ่นสะอาด ราวกับต้นสนที่อาบน้ำทิพย์มาเนิ่นนานเสียด้วยซ้ำ
“กลิ่นนี้พวกเราก็บอกไม่ถูก แต่ถ้าอธิบายในภาษาง่ายๆ พวกเราจะเรียกว่า ‘เหม็นโฉ่ว’ ราวกับเต้าหู้เน่าที่พวกท่านรับประทานกัน”
กลิ่นเหมือนเต้าหู้เหม็น?
เมื่อทราบเช่นนั้น เซียวอวี้ฉีก็ย่นจมูกนิดๆ เช่นกัน กระนั้นก็ยังแก้ต่าง
“แต่ข้าไม่ได้กลิ่นเหล่านี้เลย”
“นั่นไม่แปลก เพราะกลิ่นนี้มาจากปราณของพวกเขา”
อู๋เจี๋ยแจกแจงเพิ่มเติม พลางสูดจมูกเบาๆ คล้ายกำลังได้กลิ่นเซียนหน้าขาวพวกนั้นจริงๆ
“แต่ถึงอย่างนั้น เื่นี้ก็น่าจะไม่เป็อุปสรรคต่อแผนการถึงเพียงนั้นกระมัง”
ในเมื่อเป็เพียงเื่กลิ่น แผนการก็น่าจะยังเดินหน้าต่อได้
“หาไม่แล้ว ท่านมีวิธีดีๆ อะไร ลองเสนอมา แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า ในจวนข้ามีฮูหยินใหญ่ที่มาจากตระกูลโจว พวกเขาวางกลไกไว้เพื่อตรวจจับอาคมหรือวิชาแปลกปลอม โดยเฉพาะวิชามาร หากท่านจะเสนอ ก็ขอเป็วิธีที่หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้
ส่วนถุงหอมใบนี้ เป็สหายเซียนมอบให้ ของหลายอย่างในจวนก็มาจากแดนเซียนอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่เคร่งครัด ต่อให้ใช้ก็ไม่ถูกตรวจจับได้”
อู๋เจี๋ยฟังคำอธิบายของชายหนุ่มแล้วนิ่งไป ใคร่ครวญตาม ก่อนจะคิดว่าทางเลือกที่เหลืออยู่… ดูเหมือนจะมีไม่มากนัก
“ที่จริง สิ่งที่ข้ากังวลก็คือ ท่านอ๋องจะไม่ยอมใช้วิธีนี้”
“เื่นี้เดี๋ยวข้าจะลองเกลี้ยกล่อมดู”
เซียวอวี้ฉีอาสา แม้ในใจจะหวั่นๆ ที่ต้องเจรจากับคนอันตรายเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะผูกใจเจ็บกับเื่ที่พวกเขา… จุด จุด จุด …กันหรือไม่
“ถ้าอย่างนั้น ขอให้ท่านเร่งมือหน่อย ข้าเกรงว่าพิษในกายท่านอ๋องจะลุกลาม”
“เข้าใจแล้ว”
ในเมื่อนี่เป็เื่เร่งด่วน เซียวอวี้ฉีจึงไม่ชักช้า
ทั้งสองนัดแนะกันว่า หากวันพรุ่งนี้สภาพร่างกายของเขาพร้อม เขาจะกลับจวนไปพาอ๋องมารผู้นั้นออกมา
********************************
(^•ﻌ•^)จิ้งจอกกระซิบ : บางทีปัญหาไม่ใช่แผนการ… แต่อาจเป็ “ท่านอ๋อง”