“ใครขาว ใครดำ ใครดี ใครชั่ว ใครไป์ ใครไปนรก ใครเล่าจะกำหนด ศิษย์ทั้งหลายจงฟัง ในโลกมนุษย์ หามีผู้ใดดีเลิศเสียทุกอย่าง อย่าทะนงตน อย่าเปรียบเทียบ จงยึดมั่นในเส้นทางของตน” เสียงหย่อนยานของอาจารย์ผู้าุโกล่าวสั่งสอนลูกศิษย์ที่มาร่ำเรียนวิชาจากเมืองต่างๆ “อาจารย์....ข้ามีคำถาม” เด็กหนุ่มรูปโฉมสง่างามบ่งบอกถึงชาติตระกูลที่สูงส่งได้อย่างดียกมือขึ้นถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็มิตร “เชิญกล่าว” ผู้าุโตอบอนุญาตอย่างสุขุม “คำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ศิษย์น้อมรับอย่างสุดซึ้ง แต่ในโลกแห่งความเป็จริง มีนักพรตมากมายยังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แยกขาว แยกดำ แยกยศถาบรรดาศักดิ์อย่างชัดเจน เหตุใดคำสั่งสอนของท่านจึงแตกต่างจากสำนักอื่นยิ่ง ข้าฝากตนเป็ศิษย์หลากหลายสำนัก คำสอนล้วนคล้ายคลึงกัน นักพรตถูก หมู่มารผิด ตระกูลใหญ่มีสิทธิ์มีเสียง ชาวบ้านธรรมดาถูกกดขี่เยี่ยงทาส ค้านหน่อยก็ว่าฏ ถูกรังแกไม่เว้นแต่ละวัน แต่เหล่าตระกูลเล็กๆ ยังยกย่องว่าเป็ผู้มีศีลธรรม เมื่อเป็เช่นนี้พวกข้ายังต้องเคารพอยู่หรือไม่ ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ” ผู้าุโกว่ายิ้มเล็กน้อยท่ามกลางสายตาไม่พอใจของศิษย์จากตระกูลต่างๆ ที่รู้สึกว่าคำพูดของเด็กหนุ่มผู้นี้พาดพิงถึงตระกูลของตน เขาคนนี้คือทายาทตระกูลลู่ผู้ร่ำรวยที่สุดในบรรดาเซียนต่างๆ ที่มารับการฝึกวิชาในสำนักเฟิง แห่งเขาเฟิงหลิน ‘ลู่ ไป่หยาง ตระกูลลู่ แห่งอิ๋งอี๋’ อาจารย์ผู้าุโ ‘เฟิง ยี่ถง’ ครุ่นคิดในใจ ...เ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองคิด หากโตขึ้นคงยากที่ชายแก่เยี่ยงข้าจะตามทัน หึๆ ...
“อ๋า... เ้าพูดเช่นนี้ราวเหน็บแนมเหล่าตระกูลเซียนตระกูลอื่นๆ ชาวบ้านพวกนั้นอาศัยแผ่นดินในเมืองของพวกข้าอยู่ ย่อมมีค่าแลกเปลี่ยนเป็ข้าวของ และแรงงาน เมื่อเจอประมุขก็ต้องเคารพ ไม่ถูกหรือไง ต่อให้ประมุขจะเดินเหยียบเท้าใครก็ไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน บุญคุณประมุขต้องทดแทน บ้านเมืองเ้าก็เป็เช่นนี้ไม่ใช่หรือ” องค์ชาย ‘ิ่ หลาง ตระกูลิ่ แห่งเมืองอินทรีย์’ กล่าวค้านไป่หยางด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “ิ่หลาง เ้าพูดเช่นนี้ก็ถูก แต่ก็ไม่ทั้งหมด ใช้ข้าวของ ใช้แรงงานแลกแผ่นดินให้ซุกหัวนอนที่เ้าว่า บ้านเมืองของเ้าไม่เก็บส่วยหรือไง ชาวบ้านพวกนั้นเป็คน ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แม้บ้านเมืองของข้าจะปกครองบ้านเมืองเหมือนกับเมืองอื่นๆ แต่ไม่เคยให้อำนาจแก่ทหารไปข่มเหงผู้อื่น ได้ยินว่าเมืองอินทรีย์ของเ้า ปีนี้แห้งแล้ง แต่เส้นทางเข้าออกระหว่างเมืองต่างๆ กลับมีฝนพายุไม่เว้นแต่ละวัน จนไม่สามารถไปทำการค้าขายกับเมืองอื่นๆ ได้ ทหารบีบเคล้นรีดไถพืชพรรณจากชาวบ้านเข้าไปถวายประมุข ผู้คนในตระกูลเ้าอิ่มท้องในขณะที่ชาวบ้านธรรมดาเริ่มอดอยากล้มตายกันนับร้อย ...ข้าว่าอาเพศเช่นนี้คงเกิดจากเบื้องบนลงโทษพวกไม่รู้จักบุญคุณชาวบ้านกระมัง” ประโยคท้ายไป่หยางจงใจพูดด้วยท่าทางเยาะเย้ย “มีเื่เช่นนี้ด้วยหรือ” “ปีนี้ตระกูลิ่ถูกเลือกให้เป็ประมุขใหญ่ ตระกูลเล็กๆ อย่างข้าก็เคยถูกบังคับถวายเสบียงไปไม่น้อยใน่ต้นปี” “ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน” “โเี้เกินไปแล้ว” เสียงเล็กเสียงน้อยจากบรรดาทายาทเซียนจากตระกูลต่างๆ เริ่มส่งเสียงพูดคุยกันถึงพฤติกรรมของตระกูลิ่ที่เห็นแก่ตัวเกินใคร “เอาล่ะ ทุกคนหยุดโวยวายได้แล้ว ไป่หยาง...คำถามของเ้า เ้าย่อมรู้คำตอบดีที่สุด อาจารย์บอกได้เพียงว่า จงยึดมั่นในเส้นทางของตน ตะวันขึ้นทางทิศตะวันออกทุกวัน แต่ท้องฟ้ากลับไม่เหมือนกันเลยสักครา ก็เหมือนคำสอนของข้า สอนพวกเ้าไปเหมือนกัน แต่ความเข้าใจของพวกเ้าล้วนต่างกัน” อาจารย์พูดด้วยท่าทีนิ่งสงบ ราวแม่น้ำที่ไร้คลื่นลม ไป่หยางพยักหน้าตอบรับ “ิ่หลาง ตอบคำถามข้าสักข้อเถิด” ผู้าุโลุกขึ้นเดินเข้าไปยืนประจันหน้ากับิ่หลางในระยะที่เหมาะสม ท่าทีเรียบเฉยยากจะคาดเดาความรู้สึก ิ่หลางรู้สึกประหม่าเล็กน้อยจึงหลบสายตาของท่านอาจารย์ “เ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงไม่เข้าร่วมงานชุมนุมของตระกูลใดเลย” ิ่หลางเงยหน้ามองอาจารย์ พลันสงสัยว่าทำไมถึงถามคำถามนี้กับตน “ยศถา ชื่อเสียง ล้วนนำมาซึ่งความวุ่นวาย คนหมู่มากเป็เช่นไร ไม่จำเป็ต้องทำตาม” อาจารย์ยกยิ้มพอใจกับคำตอบของเด็กหนุ่มผู้นี้ ยี่สิบปีมานี้หลังจากที่ตนขึ้นเป็ประมุขของเฟิงหลินก็ไม่เคยเข้าร่วมงานชุมนุมของสำนักใดๆ เลย เพราะจะนำมาซึ่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กำหนดมิตรและศัตรูให้ตนโดยปริยาย ...ใครขาว ใครดำ ข้าล้วนรู้ได้ด้วยตนเอง เด็กคนนี้ดูเหมือนเข้าใจข้า แต่จะเข้าใจตนเองหรือไม่ก็ยากเกินจะคาดเดา คงแล้วแต่ลิขิต์กระมัง... “เลิกเรียน” อาจารย์กล่าวก่อนเดินออกจากสำนักฝึกหน้าตาเฉย ปล่อยให้ผู้เป็ศิษย์งุนงงกับคำถามที่ได้คำตอบแต่ไม่ได้ความเห็นกลับมา “องค์ชาย เชิญกลับที่พักเถอะขอรับ” ศิษย์น้องจากลูกๆ ของคนใช้ในบ้านที่ติดตามมาคอยรับใช้ิ่หลางกล่าวเมื่อเห็นว่าองค์ชายของตนไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ ในขณะที่คนอื่นเริ่มทยอยกลับที่พักกันหมดแล้ว “อย่าเรียกข้าว่าองค์ชาย ก่อนมาที่นี่ข้าบอกว่าเยี่ยงไร” ิ่หลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ใช่ข่มขู่ ไม่ใช่ไม่พอใจแต่อย่างใด “ขอรับ ศิษย์พี่” ศิษย์น้องกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะให้ความเคารพต่อิ่หลางอยู่ไม่น้อย ราวกับว่าิ่หลางที่พวกเขารู้จัก กับิ่หลางที่คนอื่นรู้จัก เป็คนละคนกัน 16ปีที่ผ่านมา ิ่หลางถูกเลี้ยงดูโดย ิ่เส้าฟาน พ่อบุญธรรมหลังจากที่พ่อที่แท้จริงของิ่หลางถูกลอบสังหารจากเผ่าผีสิง เผ่าที่ขึ้นชื่อในเื่ของมาร เป็จุดรวมบรรดาผู้ฝึกมนต์ดำ วิชามาร และภูตผีปีศาจต่างๆ ท โดยมีประมุขเป็ชายแก่ที่ได้รับฉายาว่า ตาเฒ่ากินคน เนื่องจากสมัยก่อนในยุคที่พ่อของิ่หลาง ิ่ลี่อุนยังเป็ประมุขอยู่นั้น ตอนที่เขายังมีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปี ได้รับชายเร่ร่อนเข้าสำนักของตนเพราะรู้สึกเวทนาในสภาพปางตายเพราะถูกทหารทำร้ายเนื่องจากขโมยเสบียง ชายเร่ร่อนผู้นี้มีแซ่นามเดียวว่า ผาง ที่มาที่ไปเป็อย่างไรไม่มีใครรู้แน่ชัด เ้าผางผู้นี้เมื่อรักษาตัวหายดี ก็เข้าฝึกวิชาในสำนักของิ่ลี่อุน หน่วยก้านดี ฉลาดหลักแหลม และยังขยันจนได้รับความยกย่องจากลี่อุน สองปีให้หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็มือขวาคนสนิทของลี่อุน ไปทำภารกิจต่างๆ แทนหลายโอกาส จนมีชื่อเสียงไม่น้อย จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมุขลี่อุนได้สมรสกับบุตรสาวของประมุขตระกูลหลี่ ในเวลานั้นหลี่ชื่อมิน ตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนกว่าแล้ว ก่อนิ่หลางจะคลอดเพียงหนึ่งวัน ิ่ลี่อุนถูกลอบสังหาร โดยคำให้การของทหารยามต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า เ้าผางมือขวาคนสนิทของลี่อุนได้ใช้วิชามารทำร้ายลี่อุนด้วยการแทรกแซงิญญา และใช้ดาบดูดิญญามารแทงลี่อุนจนร่างกายสลายเป็ผุยผง และหลบหนีไป ในเวลาที่ลี่อุนสิ้นใจเป็เวลาเดียวกับที่ชื่อมินเจ็บท้องใกล้คลอด เส้าฟานผู้เป็น้องชายของลี่อุนขึ้นรับตำแหน่งประมุขแทน ได้ทำการสอบสวนทหารยามอย่างเข้มข้น และประกาศออกไปทันทีว่า เ้าผางมือขวาคนสนิทของลี่อุนก่อฏ สังหารประมุขและหลบหนี หากผู้ใดพบเห็นให้ฆ่าได้ทันที หลังจากิ่หลางเกิด ชื่อมินก็สิ้นใจทันทีด้วยอาการเสียเือย่างหนัก ผู้คนทั้งตระกูลต่างร่วมไว้อาลัยสองผัวเมียผู้สูงศักดิ์ และปฏิญาณตนรับใช้ิ่หลางจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ด้วยเพราะตอนมีชีวิตอยู่ได้ทำความดีไว้มากมาย รวมถึงลี่อุนยังเป็เซียนที่ชื่อเสียงโด่งดังในเื่ของการปราบหมู่มารอีกด้วย เรียกได้ว่าเมืองอินทรีย์ในตอนนั้นต่างจากอินทรีย์ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง จากเมืองที่เคยสงบสุข รุ่งเรือง กลับกลายเป็เมืองที่วุ่นวาย แห้งแล้ง ทุรกันดาร สิบปีต่อมาเ้าผางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเมืองอินทรีย์ และได้ตามฆ่าทหารที่ให้การในวันที่ลี่อุนถูกสังหารทั้งหมดด้วยการตัดลิ้นและเสกมารใส่ร่างจนสิ้นใจตายอย่างโเี้เมื่อข่าวนี้แพร่งพรายออกไปเ้าผางจึงถูกขนานนามว่า ตาเฒ่ากินคน ิ่หลางหลับตาลงเก็บความรู้สึกที่มีต่ออดีตที่ถูกพ่อบุญธรรมเล่าให้ฟังในวัยเด็กและฝังใจเสมอมา รวมถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ของเหล่าทหารตนก็รับรู้ถึงความเกลียดชังที่มากขึ้นต่อตาเฒ่ากินคนผู้นี้ อดีตที่แสนเ็ป ที่ใครไม่เจอกับตัวคงไม่มีวันรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉย ยิ่งยโสที่ผู้คนติฉินนินทากันสนุกปาก มีเื่ราวซ่อนอยู่มากมายไร้คนเข้าใจ.....
2เดือนต่อมา
“นายท่าน ชาวบ้านร้องเรียนมาว่า พักนี้มนุษย์วานรออกอาละวาดทำร้ายผู้คนจนาเ็ไม่น้อย จึงไหว้วานให้ส่งเซียนในสำนักไปช่วยกำราบให้มาสักพักแล้ว ศิษย์เห็นว่าพักนี้นายท่านสุขภาพไม่ค่อยดีเลยพึ่งมารายงานวันนี้ขอรับ” คำรายงานของศิษย์ในสำนักดังขึ้นรบกวนการนั่งสมาธิของผู้าุโ “มนุษย์วานร?” อาจารย์เฟิงทำสีหน้าครุ่นคิด ตนเองนั้นแก่เกินกว่าจะลงเขาไปปราบมารด้วยตนเองแล้ว “เฟิงอี้ เ้านำคนลงเขาไปสักสิบคน และหมอสักสองคนลงเขาไปช่วยเหลือชาวบ้าน นำศิษย์ที่ส่งเข้ามาฝึกเมื่อสองเดือนที่แล้วไปด้วยสักสองคน ควบคุมให้ดีล่ะ” เฟิงอี้ศิษย์มือขวาคนสนิทของยี่ถงน้อมรับคำสั่ง “นายท่านขอรับ ศิษย์ใหม่เมื่อสองเดือนที่แล้ว ยังน้อยประสบการณ์เกรงว่าจะ...” เฟิงอี้ยังพูดไม่ทันจบยี่ถงก็ยกมือขึ้นปราม “ไป่หยางกับิ่หลาง” เฟิงอี้คำน้อมรับคำสั่ง “ขอรับ” และเดินออกไปด้วยท่าทีสง่างามสมกับที่เป็ศิษย์โปรดที่ยี่ถงฝึกฝนด้วยตัวเองมาั้แ่เด็ก เฟิงอี้เป็เด็กหนุ่มอายุ รุ่นราวคราวเดียวกับไป่หยาง พ่อแม่เสียชีวิตั้แ่เด็กด้วยโรคติดต่อ ยี่ถงจึงอุปการะเป็ลูกบุญธรรม แต่ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรมากกว่าศิษย์คนอื่นๆ นักนอกจากจะได้รับอนุญาตจากยี่ถงเป็บางโอกาส แต่ในเื่ฝีมือนั้นถือได้ว่ายากหาคนต่อกร เพลงกระบี่รวดเร็วและงดงามราว์ส่งมาจุติบนโลกมนุษย์ “พวกเ้าสองคนไปเตรียมตัว นายท่านรับสั่งให้ติดตามข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ด้านล่างเขา” เฟิงอี้กล่าวเรียบๆ “อ๋า...ท่านพี่เฟิง พอจะบอกได้หรือไม่ว่าเื่อะไร” ไป่หยางถามด้วยสีหน้าทะเล้นตามแบบฉบับของตนที่เป็คนขี้เล่น ร่าเริง เสเพลตามประสาเด็กหนุ่มทั่วไปแต่ฝีมือนั้นไม่เป็สองรองใครเรียกได้ว่าพอๆ กับเฟิงอี้เลยทีเดียว “ข้าไม่อยากไป” ิ่หลางพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีหยิ่งยโสเล็กน้อยตามประสาคนชอบวางมาดของตน “ปราบมนุษย์วานร” เฟิงอี้ตอบคำถามของไป่หยางสั้นๆ “อีกหนึ่งชั่วยามพบกันหน้าประตูกล” ว่าจบก็เดินออกไปทันทีโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของิ่หลางแม้แต่น้อย “เ้าบ้านี่ หูหนวกรึไง” ิ่หลางสบถ ทำให้ไป่หยางที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แสยะยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาิ่หลางแบบทีเล่นทีจริง “ทำไม เ้ากลัวรึไง อย่ากลัวไปเลยเดี๋ยวข้าปกป้องเด็กน้อยอย่างเ้าเอง” พูดพลางกอดคอิ่หลางแบบไม่เกรงใจความไม่สนิทของตนเลยแม้แต่น้อยจะว่าน่ามึนก็ไม่น่าเกลียดสำหรับท่าทางของไป่หยางในตอนนี้ ิ่หลางแทงศอกไปที่ท้องของไป่หยางออกแรงเพียงเล็กน้อย “ใครจะอยากให้เ้าปกป้องกัน วรยุทธ์ของข้าไม่แพ้เ้าเลยสักนิด” ว่าจบก็เดินหนีกลับที่พักของตน ไป่หยางยิ้มพลางส่ายหัวให้กับคนทั้งคู่ที่เดินจากไป “เฟิงอี้คร่ำครึ สุขุม เ็า ิ่หลางอวดเก่ง ดื้อรั้น ถ้าข้ามีสองคนนี้เป็สหายคงปวดหัวแย่” ไป่หยางบ่นพึมพำอยู่คนเดียวก่อนจะเอาถั่วลิสงที่ซ่อนไว้ในเสื้อผ้าออกมาเคี้ยวเล่นราวกับว่าที่นี่ไม่มีกฎห้ามแอบกินอาหารในเขตสำนักฝึกวิชา แหงแหละเขามันนอกกรอบมาั้แ่เด็กอยู่แล้วนี่
“คนพร้อมหรือยัง” เฟิงอี้เอ่ยถามเหล่าศิษย์น้องที่ตนให้ติดตามมาด้วย “ของพร้อมแล้วขอรับ แต่คนยังขาดศิษย์ใหม่ ิ่หลางกับลู่ ไป่หยาง...นั่นิ่หลางมาโน่นแล้วขอรับ เหลือลู่ ไป่หยางผู้เดียว” ศิษย์น้องรายงานด้วยท่าทางเรียบสงบสมกับเป็ศิษย์ตระกูลเฟิง เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับ และหันไปมองิ่หลางที่เดินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมาแต่ไกล “ไปช่วยเหลือชาวบ้านควรวางท่าทีให้ดี” เฟิงอี้กล่าวเตือน “รู้แล้วน่า” ิ่หลางตอบปัดๆ “เฮ้ยข้ามาแล้ว มาแล้วๆๆ” เสียงสดใสดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปมองเ้าของเสียง แน่นอนว่าเป็ใครไปไม่ได้นอกจากไป่หยางที่ถือถุงเกาลัดวิ่งหน้าตั้งมาเหมือนเด็กๆ “อย่าวิ่งและอย่าส่งเสียงเอะอะ” เฟิงอี้ทำหน้าขรึมใส่ไป่หยางทันที “อ่า เ้านี่ทำตัวเป็คนแก่ไปได้” ไป่หยางยักไหล่กวนๆ ไม่สนใจสีหน้าของเฟิงอี้เลยแม้แต่น้อย เฟิงอี้ไม่ต่อปากต่อคำเดินนำหน้าลงเขาทันที “ท่านพี่เฟิง กินเกาลัดไหม” ไป่หยางถามพร้อมหยิบเกาลัดขึ้นมายิ้มๆ “ไม่” เฟิงอี้ตอบทำหน้าเอือมระอา ในบรรดาศิษย์ที่เขานำติดตามมา ไป่หยางนับได้ว่าซนที่สุด พูดมากตลอดทางจนเขาเกือบจะหลุดท่าทีไปหลายหน “ิ่หลาง...” ไป่หยางเรียกชื่อพลันยื่นเกาลัดไปตรงหน้าิ่หลาง “มะ...” ิ่หลางยังไม่ทันได้พูดไป่หยางก็ยัดเกาลัดเข้าปากเขาและหัวเราะชอบใจ “เ้านี่มัน...” ิ่หลางทำหน้าไม่พอใจเคี้ยวเกาลัดเสร็จและเตรียมว่าไป่หยางทันที แต่ทว่าถูกเฟิงอี้ปปรามไว้ก่อน “มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” ไป่หยาง ิ่หลางและเหล่าศิษย์หยุดเดินทันที ทุกคนเหลือบมองไปรอบตัวมองหาสิ่งผิดปกติรอบตัว “มีกลิ่นมาร” ิ่หลางกล่าวทำให้ทุกคนแปลกใจ “อ้อ เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟังทีหลังเื่การได้กลิ่นของปีศาจ” ิ่หลางรีบพูดตัดเมื่อเห็นทีท่าสงสัยของไป่หยาง “ตลอดทางลงเขา ป่ารอบๆ เงียบผิดปกติ” เฟิงอี้สาธยายต่อ
พรึบ!!!
มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในป่า ไป่หยางร่ายคาถาเหยี่ยวขาวทันที (เป็คาถาที่ใช้จับตัวเป้าหมายที่ผู้ร่ายกำหนดไว้ เป็คาถาวิเศษประจำตระกูลลู่ ลักษณะของคาถาเมื่อร่ายจะมีเหยี่ยวขาวปรากฏตัวขึ้นและบินไปจับสิ่งที่ผู้ร่ายกำหนดออกมา)
ตุบ! “โอ๊ย ไอ้นกบ้านี่” เหยื่อสบถทันทีหลังจากถูกเหยี่ยวขาวของไป่หยางปล่อยลงพื้น “สตรี?” เฟิงอี้ ไป่หยาง และิ่หลางพูดพร้อมกันทันที เหยื่อตรงหน้าเป็เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวน่าจะพอๆ กับิ่หลาง “เ้าเป็ใคร ตามพวกเรามาทำไม” เฟิงอี้ถามเด็กสาวตรงหน้า “ข้าชื่ออาซุน เป็ลูกแม่ค้าธรรมดา ข้ามาเก็บผลไม้ป่าเห็นพวกท่านเลยมาดูเฉยๆ” อาซุนกล่าวด้วยท่าทีลกรน “กลิ่นมาร” ิ่หลางกล่าว ทำให้เหล่าศิษย์ที่ติดตามมาชักกระบี่ออกมาล้อมอาซุนทันที “เดี๋ยว” ไป่หยางปราม หลังเห็นที่ขาของอาซุนมีาแ บริเวณเท่ามีขนของลิงติดอยู่เป็หย่อมๆ “มนุษย์วานร” อี้เฟิงกล่าวแต่ไม่ได้มีท่าทีจะทำร้ายอาซุนแต่อย่างใด เพราะเห็นท่าทีหวาดกลัวของมนุษย์วานรตรงหน้าแล้วคงไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้ จึงไม่ต้องรีบร้อน “เฟิงอี้ นางทำร้ายผู้คนต้องรีบฆ่านาง” ิ่หลาง กล่าวเตือนเฟิงอี้หลังเห็นท่าทีนิ่งเฉยของเขา อาซุนร้องไห้และคุกเข่าลงต่อหน้าพวกเขา “อย่าทำร้ายข้าเลย ข้าไม่ได้ทำร้ายพวกมัน พวกมันต่างหากที่ทำร้ายข้า” อาซุนร้องไห้อย่างหนัก พลางยกมือไหว้ขอชีวิต “ข้าว่านางพูดเื่จริง” ไป่หยางกล่าวพลางเพยิดหน้าไปที่แขนของอาซุนที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา มีร่องรอยของมีคมอยู่เต็มแขนทั้งสองข้าง “รอยมีด?” ิ่หลางขมวดคิ้วทันที ผู้ใดกันถึงได้โเี้เช่นนี้ ถึงนางจะเป็มาร แต่ดูท่าทางคงไม่ได้ทำร้ายใครอย่างที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งยังเป็สตรียิ่งไม่สมควรถูกข่มเหง “ไม่ใช่มีด แต่เป็ร่องรอยของแส้อาคม” อาซุนพยักหน้าทั้งน้ำตาทันทีที่เฟิงอี้พูดจบ นึกถึงความเ็ปที่ตนเองพึ่งพบเจอมาเมื่อไม่นานมานี้ “ในเมื่อเ้าบอกว่าไม่ได้ทำร้ายใคร เหตุใดจึงถูกทำร้ายเช่นนี้เล่า” ไป่หยางถาม เฟิงอี้โบกมือส่งสัญญาณให้หมอที่ตนนำติดตามมาเข้ามาทำแผลให้อาซุน แม้จะเป็มาร แต่สรรพสัตว์บนโลกเลือกเกิดไม่ได้ “ข้าเคยมีครอบครัววานรอยู่จำนวนหนึ่ง เราอาศัยกันอยู่บนูเาถัดจากที่นี่ไปทางทิศเหนืออีกห้าสิบลี้ เดิมทีเก็บพืชพรรณกินประทังชีวิต ไม่เคยทำร้ายมนุษย์และไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับผู้ใด วันนั้นมีนักพรตสิบกว่าคนจับกลุ่มกันขึ้นไปล่าสัตว์ พ่อกับแม่ข้าแก่ชรานักถูกจับได้จึงไร้หนทางหนี ไม่นานก็ถูกคนพวกนั้นปลิดชีพ จากนั้นพวกมันก็ไล่ฆ่าวานรตัวอื่นๆ จนหมด ข้าแอบอยู่ด้านหลังก็ถูกพวกมันจับได้ ข้าร้องไห้วิงวอนขอชีวิตกับพวกมัน มีนักพรตผู้หนึ่งบอกว่า ไว้ชีวิตย่อมได้แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายนิดหน่อย พวกมันยิ้มและพาข้ากลับมาที่เฟิงหลิน พยายามจะล่วงเกินข้า ข้าไม่มีทางเลือกจึงต่อสู้ แต่ก็ถูกตีด้วยแส้อาคมทั้งตัวจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง ข้าถูกขังไว้ในห้องเก่าๆ เหม็นๆ เมื่อมีคนมาส่งอาหารข้าจึงตัดสินใจทำร้ายคนผู้นั้นแล้วหลบหนีขึ้นมาบนเขาลูกนี้มาเจอพวกท่าน แต่ข้าไม่ได้ทำร้ายคนผู้นั้นจนตายนะ าเ็เพียงเล็กน้อยใครจะคิดว่าเมื่อข่าวแพร่งพรายออกมา ข้าจะถูกใส่ร้ายว่าทำร้ายผู้คนหลายสิบชีวิต” อาซุนกล่าวทั้งน้ำตา “ทั้งที่เป็มิตร แต่เกิดในชาติตระกูลมารจึงถูกทำร้ายอย่างไร้ความปรานี” อาซุนก้มหน้าลง น้ำตาแห่งความเศร้าโศกไหลเป็สายเื เพราะเลือกเกิดไม่ได้จึงต้องมีจุดจบเช่นนี้หรือ นักพรตเ่าั้ยังกล้าเรียกตัวเองว่านักพรตอยู่โดยไร้ความละอาย ไม่แปลกที่ท่านอาจารย์เฟิงพร่ำสอนให้ยึดมั่นในเส้นทางของตน มารทุกตนไม่ใช่ศัตรู ไม่ผูกมิตรก็ไม่จำเป็ต้องทำร้าย....