ตอนที่ 16จากนักมวยสู่นักเต้น!
แม่ชบาชี้ไปที่พ่อผัน“ในฐานะที่เป็พ่อ แต่ปกปิดความจริงไม่ให้แม่รู้ แถมหลอกแม่มาได้ตั้งหลายเดือนงั้นจะลงโทษยึดเงินที่ขายภาพวาดได้ พร้อมหักเงินประจำเดือน” แน่นอนเธอเป็คนคุมบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว
“ปิดฉันได้นานขนาดนี้ไม่รู้ลับหลังคุณไปแอบมีเมียเล็กเมียน้อยหรือเปล่า?” ก่อนเดินไปบิดหูสามีหล่อนเค้นเสียงเ็าถาม
พ่อผันรีบตอบทันควันโบกมือพัลวัน “ไม่มีแม่…ไม่มีเลยจริง ๆ” โทษนี้อย่างเบาก็แค่เจ็บตัวเล็กน้อยแต่ถ้าไปมีเมียน้อยโทษตายสถานเดียว
จากนั้นแม่ก็ประกาศลั่นเสียงดังฟังชัด “งดทำการบ้าน...หนึ่งเดือน!”
“หา!!!”พ่อผันร้องเสียงหลง
แม่ชบามันเขี้ยวพูดต่อ“ทำไมหรือสองเดือนดี?”
จากนั้นเสือน้อยก็เห็นพ่อผันพูดเสียงอ่อนบอก“เดือนเดียวก็พอแล้วครับ” ก่อนจะบอกต่ออีกว่า “ต่อไปนี้ไม่ทำอีกแล้วครับ!”
แน่นอนเสือน้อยรู้ดีว่า‘ทำการบ้าน’ มันหมายถึงอะไร แต่โทษของเขากำลังรอประกาศอยู่จึงไม่ได้มีกะจิตกะใจไปแสดงความเสียใจกับพ่อมากนัก
แม่ชบาเดินมาที่ด้านหลังและจับไหล่ของเด็กหนุ่มที่กำลังตัวสั่นระริก พร้อมพูดว่า “ว่าไงจ๊ะพ่อตัวดีอยากออกกำลังกายมากนักใช่มั้ย? ได้เลยเดี๋ยว ‘อีชบา’ แม่ของเอ็งจะจัดการให้!”เธอพูดพร้อมดึงหูของเสือน้อยขึ้นมา เด็กหนุ่มร้องคล้ายแมวถูกเหยียบหาง
แม่ชบาพูดชัด ๆที่ข้างหูว่า “ห้ามขึ้นเวทีชกมวยอีกเด็ดขาด! และจากนี้ไปจะส่งไปเรียนเต้นลีลาศ!”
อาทิตย์ก่อนเธอไปงานเลี้ยงราตรีมีการเต้นลีลาศ ก็ใคร่นึกถึงลูกชายตัวแสบ ทั้งเธอและสามีเต้นลีลาศเป็หมดมีแต่เ้าเสือน้อยที่วัน ๆ เอาแต่เตะกระสอบทราย วิ่งลากยางไม่รู้จักถึงความงดงามอ่อนช้อย
เธอจึงคิดหาวิธีกล่อมให้เ้าเสือไปเรียนอยู่นานสองนานจวบจนกระทั่งวันนี้พอมานั่งคิดบทลงโทษของเสือน้อย จึงได้ผุดไอเดียนี้ขึ้นมา!
เสือน้อยบ่นอิดออดเขาไม่ชอบเต้นอะไรนั่นเลย! "แม่มียื่นอุทธรณ์ได้มั้ย?"
แม่ตอบสวนโดยไม่ทันคิดเลย“ไม่ได้!” เห็นเสือน้อยทำทีไม่ยอมเธอจึงขู่อีกว่า“หรือเพิ่มอีกอย่างคือห้ามชกมวยอีกตลอดไป…ฮึ?”
เสือน้อยอ้าปากค้าง“แปลว่ายังชกกระสอบทราย เตะเป้าล่อได้อยู่ใช่มั้ยแม่?”
“ก็ถ้ามันเป็การออกกำลังกายป้องกันตัวเองก็ได้อยู่แล้ว” เธอไม่ได้อยากบีบให้ลูกชายอ่อนปวกเปียกถึงขนาดสู้ลมสู้ฝนไม่ได้ พอคิดดังนั้นจึงบอกต่อไปว่า“ถ้าอยากกลับไปซ้อมมวยได้เต็มร้อยแบบเดิม เหมือนที่ผ่าน ๆ มามีเงื่อนไขว่าต้องชนะประกวดเต้นลีลาศ”
“มันไม่ยากไปหน่อยเหรอแม่!อย่างน้อยก็เอาแค่ลงแข่งหรือไม่ก็ได้รางวัลก็พอ” พ่อผันก็พูดช่วยเขารู้ดีว่ามันยากแค่ไหน
“งั้นเอาแบบนั้นก็ได้เดี๋ยวแม่จะมาเพิ่มกฎให้มาคุยกันทีหลัง หลังจากไปจ้างครูมาสอนเต้น!”เธอตอบแบบไม่ยินดียินร้าย
จากนั้นเธอก็มองดูนาฬิกาพร้อมชี้นิ้วไปที่สามีของตน “ไปขนผ้าห่มเสื้อผ้าของคุณไปไว้ห้องอื่นด้วยส่วนจะไปนอนห้องไหนก็เลือกเอา!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
พ่อผันได้แต่อ้าปากคิดจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก ยามเมื่อได้เห็นสายตาพิฆาตของแม่ชบาที่ส่งออกมาเขาจึงยอมสยบโดยดี
สองพ่อลูกจึงได้แต่เดินคอตกกลับห้องของตัวเองไป…
……
วันเวลาผันผ่านเสือน้อยก็ขึ้น ป.6 หลังจากเรียนเต้นลีลาศมาได้เทอมกว่า ๆก็พอมั่นใจว่าจะลงประกวดแข่งขันได้บ้าง แม่จ้างครูมาสอนเต้นให้เขากับลูกหมีและยังแถมสองแฝดนรกั์-ใหญ่เป็เพื่อนเรียนอีกด้วย
จริง ๆ แล้วแม่ชบาก็รักลูกหมีเหมือนลูกในไส้คนหนึ่ง เหตุผลก็ง่าย ๆเลยเพราะเป็ลูกเพื่อนสนิทของเธอ เพื่อนตายของเธอ
ส่วนเสือน้อยไม่ได้อิจฉาอะไรเลยกลับดีใจด้วยซ้ำกลัวว่าถ้าแม่จะใส่ใจเขามากเกินไป ถ้าเป็เช่นนั้นคงอึดอัดแย่โดยเฉพาะเสื้อผ้าลวดลายน่ารักต่าง ๆ ที่แม่ซื้อมาให้เขาใส่ ครั้นจะไม่ใส่ก็ไม่ได้เขาได้แต่ถอนหายใจเอามือกุมหน้าผาก...
หลังจากเรียนมาหลายเดือนตอนนี้ตัวเขาเต้นเป็รูปเลข 8 ได้แล้ว ด้วยมีกล้ามเนื้อที่ดีเลิศทั้งยืดหยุ่นบวกกับเป็คนหัวไว เรียนรู้ได้เร็ว ปิดเทอมนี้ครูสอนเต้นจึงส่งให้เขากับลูกหมีไปเต้นตามงานต่าง ๆ หรือพาไปดูงานต่าง ๆ เพื่อเปิดประสบการณ์
หลังจากรู้ว่าต้องเรียนเต้นลีลาศทางพ่อผันก็เข้ามาปรับทัศนคติของเขา พรรณนาเื่การเต้นรำซึ่งมันเป็เื่ปกติของอารยธรรมมนุษย์
ั้แ่โบราณมาการเต้นเป็ส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตแต่ก่อนก็ใช้เต้นบูชาเทพ หรือเต้นเพื่อเลือกคู่มีพบได้เห็นได้ในทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ
การเต้นลีลาศจะช่วยพัฒนาหลายๆ ด้านของเขา ทั้งได้รู้จังหวะ การพัฒนาบุคลิกภาพ
พ่อบอกว่า“มีแต่ข้อดี…ถ้าทำแล้วมีแต่ข้อเสีย แม่เขาจะยอมเปลืองเงินจ้างครูมาทำไม จริงมั้ย?”เพราะฉะนั้นจึงทำให้เสือน้อยคิดบวก และคิดในแง่ดีเป็หลัก
พ่อผันมักอธิบายถึงจุดประสงค์ของวิชาความรู้ที่เสือน้อยได้เรียนทำไม เพราะอะไร ฯลฯ พ่อมักบอกว่า “มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าพอจะใช้แล้วไม่มี”หรือคำพูดอีกอย่างก็คือ “เรียนไว้เป็วิชาติดตัว”
ย่างเข้า ป.6มาได้หลายเดือน ที่คาดไม่ถึงคือมีวิชาเต้นลีลาศด้วย ทำให้เขาสบายตัวไม่ต้องสนใจมากนักแม่ก็ประสานกับทางโรงเรียนนำเสนอลูกชายของตัวเอง กับลูกหมีลงแข่งเต้นลีลาศ
เพราะเธอสืบรู้มาว่ามีการจัดประกวดกีฬาเต้นลีลาศระดับประถมศึกษา ประจำจังหวัด หากชนะในนามโรงเรียน และถ้าได้รางวัลกลับไปมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาจะได้โควตานักกีฬา เข้าโรงเรียนมัธยมโดยตรงเลย
ไม่นานหลังจากเตรียมตัวอยู่พักใหญ่ๆ วันแข่งก็มาถึง
เสือน้อยกับลูกหมีที่เรียนเต้นลีลาศมาตลอดหกเดือนกว่า ต่างก็เตรียมพร้อมเต็มที่จะลงชิงชัยในสนาม
พวกเขาเคยไปลองเวทีเล็กๆ มาแล้ว เต้นมาแล้วหลายที่ เสือน้อยคุยกะหนุงกะหนิงอยู่กับลูกหมีเพราะทั้งคู่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน นี่เป็เวทีใหญ่แถมมีคู่ต่อสู้มากมายไม่เหมือนแข่งมวยที่สู้กันตัวต่อตัว
พอเริ่มแข่งเสือน้อยและลูกหมีก็เริ่มเต้นตามที่ซ้อมกันมาพอมีประสบการณ์แล้วก็ดูมีความมั่นใจมากขึ้น
คู่ของตัวเขาแตกต่างจากคู่อื่นๆ อย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ยืนนิ่งเป็หุ่นตายด้าน การเต้นลีลาศจังหวะพื้นฐานเพียงแค่โยกนิดสะบัดสะโพกหน่อย ก็เพียงพอแล้วที่จะเพิ่มความเย้ายวนใจและเสน่ห์ของตัวมันเอง
คู่ของเสือน้อยกับลูกหมีนั้นฝึกเต้นมานาน แถมยังจัดหนักจัดเต็ม เต้นจนเอวเป็เลข 8 บนสนามแข่งจึงกลายเป็ที่จับตามองของเหล่าผู้ชม และกรรมการอย่างสะดุดตา…เรียกได้ว่าชนะขาดลอยไม่ค้านสายตาเลยแม้แต่น้อย
ทั้งครู ผอ.และแม่ของทั้งคู่ ต่างยิ้มแย้มกันใหญ่ ภูมิใจในทั้งสองคนเป็อย่างมาก
……
ตอนประกาศผลการตัดสินก็เป็ไปตามคาดคนเตรียมตัวเตรียมใจ ฝึกซ้อมมาดีมีชัยไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว!พวกเขาได้ที่หนึ่งในนามโรงเรียนเป็รางวัลกลับบ้านไป
วันต่อมา ผอ.ยังประกาศหน้าเสาธง ชื่นชมอยู่ยกใหญ่
หลังจากนั้นพอมีโควตานักกีฬาเข้ามาทั้งคู่ก็ได้รับ…แต่เป็คนละโรงเรียนต่างให้แต่ละคนเลือกว่าจะไปเข้าเรียนต่อที่ไหน
ในตัวเลือกนี้ไม่มีโรงเรียนปทุมวิไลที่พ่อ้าให้เรียนเสือน้อยจึงบอกปฏิเสธไปในวันถัดมา ส่วนลูกหมีได้โรงเรียนคณะราษฯ
โรงเรียนหญิงล้วนที่แม่ของเธอกับแม่ของเสือน้อยจบมาจึงดีใจมากเป็พิเศษไม่ปฏิเสธเลย
ส่วนที่ว่าเธอจะไปสมัครที่อื่นอีกหรือเปล่าไว้ค่อยว่ากันอีกทีลูกหมีคิดในใจ แต่ว่าจริง ๆ แล้วได้โควตาก็คงไม่สมัครที่อื่นแล้วแหละเธอคิด
หลังจากแข่งขันเสร็จเสือน้อยก็สามารถกลับไปชกมวยได้อย่างเต็มอัตรา แถมยังขอแม่ไปเรียนกระบี่กระบองฟันดาบ ตามวิถีของเขา เรียนทั้งทีก็เอาให้ครบหลักสูตรไปเลย
โชคดีที่แม่ชบาอารมณ์ดีหลังเห็นเสือชนะเต้นลีลาศ ซึ่งเป็กิจกรรมที่เธอเป็ตัวตั้งตัวตีได้สำเร็จจึงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
เสือน้อยก็หาที่เรียนได้แล้วเขาขอให้แม่ช่วยติดต่อจ้างครูมาสอนพิเศษ ดูว่าสามารถมาสอนแถวนี้ได้มั้ยในค่ายมวยได้มั้ย?
จนถึงปิดเทอมใหญ่เตรียมขึ้นม.1
เขาจำต้องหยุดพักก่อนเพราะต้องอ่านหนังสือสอบ และหาที่เรียนเป็สำคัญ ทุกวันยามว่างนอกจากชกมวยเขาก็จะเอายางรถมาทำเป็หุ่นผูกไว้กับต้นไม้ ซ้อมฟาดดาบฟาดกระบี่ไปพลาง ๆ
เื่เรียนเวลาเรียนคนเดียวมันรู้สึกไร้สีสันจึงได้ขอให้แม่พาแฝดนรกลูกสมุนของตัวเองมาเรียนด้วยเพื่อจะได้มีคู่ซ้อมเหมือนตอนเต้นลีลาศ
ส่วนช่วยแม่ขายกับข้าวนั้นั้แ่ขึ้น ป.3 มา ลูกหมีคอยเป็ลูกมือแม่ชบาเสมอแทบไม่เคยขาด ไม่เหมือนเสือน้อยที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไม่มา
ั้แ่แม่สั่งให้มาช่วยขายกับข้าวลูกหมีกับเขาก็ไม่เคยขาดเงินซื้อของเล่น จึงทำให้เสือน้อยไม่อาจขาดงานได้บ่อยนัก เพราะว่าแม่ขู่ไว้มากอีกอย่างถ้าไม่ทำงาน เช่นนั้นตนเองก็จะไม่มีเงินซื้อของอะไรที่อยากได้
เงินหลัก ๆที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปเติมเงินในเกมคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็เป็พวกเกมคอนโซลหนังสือการ์ตูน หนังเก่าหนังใหม่ออกโรง
และก็ของเล่นใหม่ ๆตามสมัยนิยม เช่นพวกดิจิไวซ์ การ์ดยูกิ โยโย่ ลูกข่างเบย์เบลดฯเขาไม่เคยขาดความทันสมัย ตามเทคโนโลยีอยู่ตลอด…