ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 29 หอฝันเมามาย 1

    ระหว่างเดินกลับเข้าเมืองจงกั๋ว จี๋ฮ่าวเงยหน้ามองท้องฟ้าเห็นดวงดาราส่องประกายล้อมรอบดวงจันทร์ยามค่ำคื่น เสียงจิ้งหรีดเรไรขับร้องประสานเสียง ชวนให้จิตใจสงบลงได้อย่างแปลกประหลาด หากไม่ติดว่าตนมีภาระที่ต้องทำอยู่ในมือ ยามนี้คงปลีกวิเวกฝึกฌาณไปแล้ว
    ทันทีที่เดินเข้าสู่เขตเมือง เสียงฆ้องลั่นพร้อมกับเสียงตะโกนจากคนประกาศเวลาว่าเป็นเวลาตีสองแล้ว ซินหยูลืมตาขึ้นมาจ้องมองใบหน้าจี๋ฮ่าวไม่กระพริบตา จนตนเองไม่อาจทนเฉยได้ จึงถามออกไปว่า
    “เจ้าจะจ้องมองข้าอีกนานไหม?” 
    จี๋ฮ่าวก้มหน้าลงมองนางครู่หนึ่งด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ส่วนอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมามอง จ้องหน้ากันและกันอยู่เนินนาน เกิดเป็นความรู้สึกกระอักกระอ่วนบางอย่างขึ้นมา ตนเลยเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนมาถึงหน้าโรงเตี๊ยมที่เช่าพักไว้ นางเคาะประตูเรียกให้คนมาเปิด เห็นเป็นเสี่ยวเอ้อรีบมาเปิดประตูให้อย่างไว ในใจสงสัยจึงถามไปว่า
    “เจ้ายังไม่นอนอีกรึตงกวน?”
    อีกฝ่ายได้ยินก็ยิ้มแก้มแทบปริ เพราะไม่คิดว่านางจะจำชื่อของเขาได้
    “มิได้ มิได้ ข้าเป็นห่วง เห็นว่าท่านยังไม่กลับ ข้าจึงไม่กล้ากลับไปนอน”
    “อ่อ เช่นนั้นข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ไม่คิดว่าจะสร้างความลำบากให้เช่นนี้ คราวหลังข้าจะไม่กลับดึกดื่นเช่นนี้อีก” จี๋ฮ่าวแอบรู้สึกผิดในใจเล็กน้อย
    “มิได้ มิได้ แม่นางคงเหนื่อยแล้ว เชิญกลับห้องไปพักผ่อนกับ….”
    จี๋ฮ่าวเห็นว่าตงกวนจ้องมองหมิงซินหยูที่กำลังแกล้งหลับ จึงอธิบายไปว่า “อ่อ นางเป็นสหายของข้าเอง นางดื่มหนักไปหน่อย เลยพากลับมานอนด้วยกัน”
    “อ่อ เช่นนั้นท่านต้องการผ้าและกาละมังน้ำหรือไม่ ข้าจะไปต้มมาให้”
    “ไม่ต้องหรอก ข้าเช็ดตัวให้นางมาแล้ว เจ้าไปพักเถอะ” กล่าวจบจี๋ฮ่าวก็เดินอุ้มร่างซินหยูขึ้นชั้นบนและเข้าห้องปิดประตูนอนทันที
    นางวางร่างซินหยูลงบนเตียง จากนั้นจึงถอดผ้าปิดหน้าออก หมิงซินหยูจ้องมองจี๋ฮ่าวมานานตั้งแต่ออกมาจากคณะละครเหลียนจื่อแล้ว สงสัยและเอ่ยถามขึ้นว่า “พี่สาว ท่านนี่แรงดีใช่เล่นเลย อุ้มข้ามาตั้งไกล ไม่เห็นท่านเหนื่อยเลยสักนิด” พูดจบนางก็ลุกขึ้นมานั่งเทน้ำชาดื่มที่โต๊ะ
    “ถ้าเจ้าฟื้นแล้ว ทำไมไม่เดินมาเองตั้งแต่แรก?” จี๋ฮ่าวแย่งถ้วยชาในมือของนางมาดื่มแทน ก่อนจะถามขึ้น
    หมิงซินหยูจิกสายตาใส่นางอยู่แปปนึง จากนั้นก็หยิบถ้วยชาอีกใบมาเทน้ำชาดื่ม ก่อนจะตอบไปว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว เรามานอนกันเถอะ” หมิงซินหยูพูด พร้อมกับกวักมือเรียกจี๋ฮ่าวมาที่เตียง
    “เจ้านอนบนเตียงนั่นแหละ ข้าจะนั่งฝึกวิชาเสียหน่อย” จี๋ฮ่าวพูดตัดบทแล้วนั่งทำสมาธิทันที ไม่เสวนาใด ๆ กับนางอีก
    แม้นางจะพยายามชวนพูดคุยเท่าไหร่ จี๋ฮ่าวก็ไม่ตอบกลับ ดังนั้นนางจึงยอมแพ้และหลับไปด้วยอาการมึนเมาที่หลงเหลืออยู่ ส่วนจี๋ฮ่าวก็นั่งทำสมาธิจนถึงเช้า
    ในช่วงเวลาเช้า แสงตะวันสาดส่องทะลุม่านหน้าต่างเข้ามา ได้สักพักแล้ว ก็มีเสียงตงกวนเคาะประตูแล้วเรียกเสียงดังขึ้น
    “แม่นาง!! ข้าต้มน้ำวางเอาไว้ให้ท่านหน้าห้องแล้วนะ!”
    จี๋ฮ่าวลืมตาขึ้น ภายในใจอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดตงกวนผู้นี้ถึงดูใส่ใจตนเองเป็นพิเศษนัก แต่ก็ลุกขึ้นหยิบผ้าปิดหน้าแล้วเปิดประตูออกไปดู เห็นกาละมังทองเหลืองที่มีผ้าขนหนูสีขาวสะอาดวางอยู่ นางจึงเงยหน้าขึ้นไปมองตงกวนที่หันกลับมาค้อมศีรษะยิ้มให้ ตนเลยพยักหน้าตอบกลับไปเป็นเชิงขอบคุณ
    นางยกกาละมังกลับเข้าห้องไปวางไว้ที่ข้างเตียง เห็นสภาพซินหยูที่นอนแตะผ้าห่มออกและนอนอยู่ในท่าที่ไม่น่าดูนัก
    จี๋ฮ่าวจะส่ายหน้ายิ้มเล็กน้อย แล้วนั่งลงข้างเตียงจับซินหยูมาเช็ดหน้าเช็ดตา ระหว่างนั้นซินหยูก็เหมือนจะยังไม่ตื่นดี ตนจึงหยิบกาละมังออกไปคืนให้กับตงกวนและขออาหารเช้าเป็นน้ำแกงแก้เมาและโจ๊กสองที่ ตงกวนก็ยิ้มรับปากและรีบไปทำมาให้นางทันที
    เมื่อตงกวนนำชามน้ำแกงมาส่งที่หน้าประตู จี๋ฮ่าวที่ติดใจอยู่นานจึงตัดสินใจถามออกไป
    “ทำไมเจ้าถึงปฏิบัติต่อข้าดีนัก ไม่เห็นเหมือนลูกค้าท่านอื่นเลย?”
    ตงกวนยิ้มและตอบกลับว่า “อย่างนี้ขอรับ หลายวันก่อนมีคุนชายท่านหนึ่ง ผมยาวดำสวมชุดสีขาว มีผิวสีน้ำผึ้ง ได้มาหาและมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ข้า พร้อมทั้งกับกำชับว่าให้ดูแลท่านเป็นอย่างดี” 
    ตงกวนกล่าวจบก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้ เป็นผลึกสีดำก้อนหนึ่ง “นี่คือสิ่งที่คุณชายผู้นั้นทิ้งเอาไว้ให้ เผื่อท่านมาถามเอาความข้อรับ”
    นางรับมันขึ้นมาดูด้วยท่าทางตกใจ ตงกวนเห็นว่าตนเองหมดธุระแล้วจึงขอตัวไปทำงานต่อ ทิ้งให้จี๋ฮ่าวยืนขมวดคิ้วอยู่ที่หน้าประตู ก่อนจะปิดประตูห้องกลับเข้ามา
    นางพลิกดูไม่นานก็มั่นใจได้ว่ามันคือ ผลึกรัตติกาล ที่มีอยู่ในทวีปมืดเท่านั้น เป็นผลึกจากตำหนักของจักรพรรดิมารไม่ผิดแน่
    “จักรพรรดิมาร เจ้าคิดการอะไรอยู่กันแน่?” 
    นางเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจุดประสงค์ของจักรพรรดิมารแท้จริงคืออะไร แต่ที่แน่ ๆ คือวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เกิดพระอาทิตย์สีดำขึ้น นั่นจะเป็นเวลาที่จักรพรรดิมารเคยบอกกับตนว่าจะต้องไปจุติ
    นางนั่งลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าจะครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่พบคำตอบ  ถึงอย่างไรการคิดอ่านของจักรพรรดิมารย่อมลึกล้ำสุดจะพรรณนา เป็นตัวตนที่เหนือล้ำกว่าตนเองไปไกลโข 
    ‘ผู้ที่สามารถขับไล่พวกเซียนทั้งหมดให้กลับไปมุดหัวอยู่ในแดนเซียนและไม่กล้าโผล่หัวออกมาอีกเลยในรอบหลายพันปีมานี้ ไหนเลยจะคิดทำการง่ายดาย...’
    จี๋ฮ่าวคิดได้ดังนั้นตนจึงทำได้แค่ปล่อยวาง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด 
    นางปรายตามองร่างซินหยูที่กำลังนอนอยู่บนเตียงคราหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเจ้าไม่ตื่น ข้าจะสาดน้ำแกงปลุกเจ้าแล้วนะ” 
    นางไม่พูดเปล่า มือหยิบถ้วนน้ำแกงขึ้นมาจริง ๆ ทำให้ซินหยูรีบสะดุ้งตัวขึ้นมาทันที “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าตื่นแล้ว?”
    “เจ้าตื่นตั้งแต่ข้าเช็ดตัวให้แล้วมิใช่เหรอ อย่ามาทำเป็นไขสือ”
    “แหะ ๆ พี่สาว ทำไมท่านดีต่อข้านัก” ซินหยูลุกขึ้นมานั่งที่โต๊ะอย่างว่าง่าย ก่อนจะรีบตักน้ำแกงซดอย่างหิวโหย
    “เจ้าดูน่าสงสารดี ฝืนยิ้มเช่นนี้ไม่เหนื่อยบ้างรึ?” จี๋ฮ่าวเอ่ยถามขึ้น จากรอยยิ้มที่มีอยู่บนใบหน้าซินหยู พลันหุบลงทันควัน
    จี๋ฮ่าวมองนางและตักน้ำแกงมาดื่มบ้าง “อืม ไม่เลว อร่อยดีเหมือนกัน เจ้ากินเยอะ ๆ เสียหน่อย จะได้สร่างเมาไว ๆ วันนี้เราจะไปข้างนอกกัน”
    “ท่านจะไม่ถามข้าหน่อยหรือว่าทำไม?” ซินหยูเงยหน้าขึ้นถามนาง
    “ไม่ล่ะ นั่นมันปัญหาของเจ้า มารีบกินเถอะ เดี๋ยวน้ำแกงจะเย็นเสียก่อน”
    “หึ!! ใจจืดใจดำ!” ซินหยูส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ นั่งหันหลังให้จี๋ฮ่าว
    จี๋ฮ่าวหัวเราะก่อนจะสะกิดไหล่นางว่า “นี่ ต้องให้ข้าป้อนเจ้าด้วยหรือไม่ แม่หนูน้อย?”
    “ท่านไม่สนใจข้าอยู่แล้วนี่” ซินหยูทำแก้มป่องเชิดหน้าหนี 
    จี๋ฮ่าวเห็นแล้วหมั่นไส้ จึงเขกมะเหงกใส่ไปหนึ่งที ทำให้นางรีบหันมากินเองแต่โดยดี
    “เจ้าเด็กน้อยคนนี้นี่” จี๋ฮ่าวส่ายหน้าระอา
    “เมื่อครู่ท่านบอกจะพาไปข้างนอก ท่านบอกข้าได้ไหมว่าจะไปไหน”
    “ไปซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าไง เหม็นอวกจะตายอยู่แล้ว ทนอยู่ไปได้ไง”
    ซินหยูทำจมูกฟุดฟิด “อี๋ยย ข้าก็นึกว่าท่านตดเสียอีก”
    “เจ้านี่มัน...” จี๋ฮ่าวถลึงตากัดฟันใส่เพราะหมั่นเขี้ยว ทำท่าจะเขกกะโหลกนาง ซินหยูจึงลุกขึ้นวิ่งแจ้นทั่วห้อง พลางหัวเราะคิกคักอีกครั้ง
    หลังจากที่ทั้งคู่นั่งทานโจ๊กและน้ำแกงจนหมดแล้ว จี๋ฮ่าวจึงหยิบสัมภาระในห่อผ้าของตนใส่เข้าไปในถุงวิเศษที่ยึดมาจากกลุ่มของจ้าวเฟิง 
    “นี่ท่านมีถุงจักรวาลด้วยหรือ” ซินหยูทำตาเหมือนเด็กน้อยเห็นของเล่นถามขึ้น
    “ถุงจักรวาล?” จี๋ฮ่าวทำหน้าสงสัย
    “ใช่ มันคือถุงวิเศษสำหรับเก็บของที่พวกนักผจญภัยมักจะพกกัน ว่าแต่ท่านไปได้มาอย่างไร?”
    “ข้ายึดมันมาจากคนเลวผู้หนึ่ง” นางตอบพร้อมกับยัดมันใส่ลงในเสื้อตัวใน แล้วจูงแขนนางลุกขึ้น
    “ไปกันเถอะ….”
    ……………….
    ซินหยูและจี๋ฮ่าวเดินออกมาหยุดอยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้าของนักผจญภัยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นโต๊ะตั้งแผงขายอย่างง่ายที่ตั้งอยู่ด้านนอก ไม่มีรวงร้านหรือห้องหับใด ๆ นางเห็นว่าร้านนี้มีชุดดี ๆ วางขายเรียงรายอยู่ไม่น้อย สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ชุดใหม่มาเพิ่มคนละ 5 ชุด จากนั้นก็ไปเดินเลือกซื้ออาหารแห้งและผลไม้มาเก็บตุนไว้หลังจากที่จี๋ฮ่าวและซินหยูเสร็จธุระแล้ว ทั้งคู่ก็พากันเดินตระเวนชมไปทั่วเมือง ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าร้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บนป้ายเขียนชื่อตัวใหญ่เบ้อเร่อว่า --หอฝันเมามาย--
    “เย็นนี้เรามาเที่ยวที่นี่กันดีกว่า” จี๋ฮ่าวเงยหน้ามองสำรวจหน้าร้าน ในใจก็คิดไปว่า
    ‘กลิ่นอายปีศาจอีกแล้ว? เมืองนี้ปีศาจเยอะเกินไปหรือเปล่า?’
    ซินหยูมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะถามย้ำไปว่า “หะ?! เมื่อกี้ท่านว่าไงนะ?”
    “ข้าบอกว่าเย็นนี้พวกเรามาเที่ยวที่นี่กันไหม ท่าทางที่นี่น่าจะมีอาหารอร่อย ๆ ให้ทานนะ”
    “อะหะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่าฮ่า” ซินหยูพยายามกลั้นหัวเราะ ทว่าการกระทำของนางมันยิ่งทำให้ดูตลกยิ่งกว่าเก่า ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ได้สิ แต่ว่าพี่สาวต้องปลอมตัวเป็นบุรุษนะ”
    “ทำไมล่ะ? ที่นี่เขาห้ามสตรีเข้าเหรอ?”
    “ก็ไม่ได้ห้ามหรอก แต่ไม่ค่อยมีสตรีที่ไหนมาเที่ยวที่แบบนี้กันหรอก” ซินหยูตอบ แต่เห็นว่าจี๋ฮ่าวอยากมา นางก็ไม่อยากขัด เลยชวนจี๋ฮ่าวกลับไปหาซื้อเสื้อผ้าบุรุษมาเพิ่มคนละชุด และบอกว่าคืนนี้พวกนางจะต้องปลอมตัวเข้าไป พลางหันมายิ้มหัวเราะชอบใจและยกนิ้วโป้งให้จี๋ฮ่าว
    “ท่านพี่นี่สุดยอดไปเลยเชียว คืนนี้คงสนุกพิลึก”
    จี๋ฮ่าวที่เห็นสีหน้าท่าทางซินหยู ตนเองก็เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยถามกลับไปว่า “ไหนเจ้าบอกข้าสิว่าที่แห่งนั้นคืออะไร?”
    “ช่างเถอะ ๆ เดี๋ยวคืนนี้ท่านก็รู้เองแหละน่า” ซินหยูรีบควงแขนลากนางเดินไปซื้อเสื้อผ้าต่อทันที