เซวียนซือซือที่กำลังเครียดกับการหาเหตุผล รู้สึกขอบคุณป้าเฉินในทันที “ฮ่าๆ น่าจะอย่างนั้นมั้งคะ พอพลังฉันตื่นขึ้นก็เหมือนว่าจะมีความรู้มากมายอยู่ในหัวราวกับคนรู้แจ้งในทันที แต่คิดว่าเื่แบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนนะคะ ฉันเดาว่าผู้ปลูกแต่ละคนน่าจะมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไป ดูอย่างฉันกับน้องชายถึงแม้จะปลุกพลังได้ทั้งคู่ แต่ความสามารถของเราก็ไม่เหมือนกัน”
“แล้วผักพวกนี้มันจะโตจริงๆ ไหม สิ้นเดือนต้องส่งส่วยให้กับทางการแล้วนะ”ป้าเฉินรู้สึกเป็กังวลแทน แม้จะฟังและเข้าใจที่เซวียนซือซือพูด แต่สิ่งนี้มันขัดกับประสบการณ์ทางการเกษตรที่เคยทำมามาก เธอไม่มั่นใจว่ามันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีนัก
เฉินเสี่ยวโม่รีบสะกิดมารดาแล้วขอโทษแทน “อย่าถือสาเลยนะ แม่ก็เป็แบบนี้ล่ะชอบห่วงไม่เข้าเื่”
“เสี่ยวซือคืออย่างนี้ กะหล่ำปลีั์เมื่อวานทีแรกป้าว่าจะปรุงอาหารแต่ก็จนใจเพราะทำไม่เป็ จะกินสดๆ ก็เสียดาย มีแต่องุ่นที่ลองชิมไป มาเถอะเปิดกำไลข้อมือป้าจะโอนเงินที่ขายกะหล่ำปลีได้ อย่างน้อยๆ ถ้าเมล็ดพวกนี้ไม่โตก็จะได้เอาเงินไปเหรียญดวงดาวไปจ่ายแทน”
เซวียนซือซือจับมือที่หยาบกร้านของคนตรงหน้าแล้วเอ่ยว่า “โถ่ว ป้าเฉินคะ ฉันให้ป้าแล้วจะรับคืนได้อย่างไร บอกแล้วไงว่าให้ก็คือให้ ไม่ต้องคิดมากไม่ต้องไม่สบายใจหรอกค่ะ ป้าช่วยฉันเยอะมาก ฉันตอบแทนป้าก็เหมาะสมแล้ว”
“แต่ว่า” ป้าเฉินยังคงลังเลใจ
“เอาน่า คนกันเองทั้งนั้น เอาเป็ว่าถ้ามีอะไรก็พึ่งพากันเรียกหาพวกเราได้ตลอดเลยนะไม่ต้องเกรงใจ ใช่ ลืมบอกเลยว่าองุ่นเมื่อวานอร่อยมาก” ลุงเฉินพูดขึ้นเพื่อแก้ไขบรรยากาศที่กระอักกระอ่วนนี้
“อร่อยจริงๆ ฮะ ผมเองก็ชอบมันมาก” เซวียนหยูที่ยืนฟังเงียบๆ ได้ฟังหัวข้อที่พอจะมีส่วนร่วมได้จึงรีบพูดขึ้น
“ฮ่าๆ ฉันดีใจที่ทุกคนชอบมันค่ะ”
“เอ้อว่าแต่ขวดสีน้ำตาลนั่นคืออะไร พวกเราไม่รู้ว่ามันคือสารสังเคราะห์ที่ใช้ทำอะไร รดพืชหรือว่าให้ดื่มกินหรือว่าใช้อาบ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
คำพูดของเฉินเสี่ยวโม่ทำให้เซวียนซือซือหัวเราะเหอะๆ อย่างประหลาด ตัวเธอเมื่อครู่พูดอะไรออกไปนะ ของที่ให้ไปแล้วไม่รับคืนอย่างนั้นเหรอ?
‘ซวยชิบ’
ไม่แปลกที่ครอบครัวเฉินจะไม่ทราบว่าขวดสีน้ำตาลของกระทิงแดงคืออะไร ของทุกชิ้นที่ถูกนำออกมาจากคู่มือออนไลน์จะไม่มีฉลาก มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น ในสายตาของเฉินเสี่ยวโม่จึงเห็นเพียงขวดสีน้ำตาลที่ข้างในเป็ของเหลวเท่านั้น
“ป้าเฉิน ลุงเฉิน พี่ชายเฉินฉันว่าเราเข้าไปคุยข้างในบ้านกันดีกว่าค่ะ”
น้ำเสียงของเซวียนซือซือจริงจังเป็พิเศษ ป้าเฉินและครอบครัวจึงไม่รีรอเดินตามเธอเข้าบ้านไปในทันที
“มันคือเครื่องดื่มชูกำลังค่ะ บอกตามตรงว่าฉันให้ป้าเฉินไปด้วยความบังเอิญเพราะคิดว่าสรรพคุณมันคือการช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าหลังจากที่เหนื่อยๆ จากการทำงาน อย่างงานของลุงเฉินนั้นเหมาะมากที่จะดื่มมัน แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่นั้น…”
“มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าหนูดื่มไปแล้ว?” ป้าเฉินถาม
เซวียนซือซือพยักหน้า “ฉันถือว่าครอบครัวเฉินคือกัลยาณมิตรดังนั้นฉันจะไม่ปิดบัง ฉันดื่มมันไปแล้วจริงๆ ค่ะ และมันทำให้พลังจิติญญาของฉันตื่นขึ้นมา สรรพคุณของมันคล้ายกับยาปลุกพลังที่ขายในเขต A”
เธอใช้คำว่า “คล้าย” ไม่ใช่ “เหมือน” แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่เข้าใจจึงได้อธิบายเื่ของการปลุกพลังจิติญญาให้พวกเขาฟังโดยละเอียด
“ฉันไม่มีอะไรมายืนยันว่าเครื่องดื่มชูกำลังขวดนั้นคือยาปลุกพลังและไม่มีผลข้างเคียง นั่นขึ้นอยู่ที่ทุกคนแล้วล่ะค่ะว่าจะเชื่อฉันหรือเปล่า จะดื่มไม่ดื่มก็ไม่เป็อะไรเลย ที่ฉันพูดให้ฟังไม่ใช่เพื่อบังคับแต่เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าในเขต A นั้นมีของคล้ายๆ กันแบบนี้ขายอยู่ด้วย”
“เสี่ยวซือเื่นี้พวกเราต้องคุยกันก่อน ไม่ใช่ว่าป้าไม่เชื่อใจหนูนะ หนูเข้าใจป้าใช่ไหม” ป้าเฉินพูดด้วยความลำบากใจ
“ฉันเข้าใจทุกคนค่ะ เจตนาเดิมของฉันคือแค่ให้ลุงเฉินหายเหนื่อย”
หลังจากที่สนทนากันอยู่พักหนึ่ง ครอบครัวเฉินก็ขอตัวจากไปด้วยหัวใจที่สับสน
ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงบ้าน ป้าเฉินก็ถอนหายใจพรืดใหญ่
“คุณคะ เื่น้ำยานี่เราจะเอาอย่างไรกับมันดี”
“เสี่ยวซือไม่ใช่อาชญากร ครอบครัวเธอและครอบครัวไม่ได้รู้จักกันและไม่เคยมีเื่เคืองแค้นกันมาก่อน เป็ไปไม่ได้ที่จะวางกับดักให้เรากระโจนเข้าไป” ลุงเฉินเอ่ย
“เฮ้อ ไอ้ตัวฉันน่ะไม่กังวลเื่นั้นหรอก ฉันเฝ้าดูเด็กสองคนนั้นมา่หนึ่งก็เห็นแล้วว่าเป็เด็กดี แต่ที่ห่วงน่ะคือผลข้างเคียงของยาปลุกพลังนี่ต่างหากล่ะ”ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจของหล่อนเต้นแรงเมื่อได้ยินเื่การปลุกพลังจิติญญาจากปากของเซวียนซือซือ ใครบ้างที่ไม่อยากให้ลูกเจริญก้าวหน้า ถ้าเพียงเฉินเสี่ยวโม่ปลุกพลังจิติญญาได้เขาจะสามารถเข้าเรียนที่สถาบันศึกษาแห่งชาติและได้ลงหลักปักฐานในเขต A ต่อไป
ซึ่งนั่นหมายความว่าต่อไป ลูก หลาน เหลนเด็กๆ รุ่นต่อไปของตระกูลเฉินจะเปลี่ยนสถานะเป็พลเมืองชั้นหนึ่ง นี่เป็จุดพลิกผันของวงศ์ตระกูลเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวเธอกับสามี เธอไม่ได้สนใจอะไรมาก จะเป็ทาสเป็อะไรก็ยอมขอแค่ให้ลูกชายเป็อิสระ
“ว่าไงเสี่ยวโม่ ลูกอยากลองมันหรือเปล่า” ป้าเฉินถามลูกชาย
ตัวเฉินเสี่ยวโม่เองยังคิดไม่ตก นี่คือการเดิมพันเกี่ยวกับชีวิตของเขาทั้งชีวิต ถ้าน้ำยามีผลข้างเคียงครอบครัวคงไม่สามารถสรรหาอาหารและวัตถุดิบที่มีดัชนีพลังงานมาช่วยได้ ชีวิตของเขาก็คงจบเห่ แต่ถ้ามันไม่มีผลข้างเคียงล่ะก็... ชายหนุ่มเองก็มีความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคตไม่ต่างจากมารดา
“เมื่อครู่เสี่ยวซือให้น้ำยามาอีกกี่ขวด?” จู่ๆ ลุงเฉินก็ถามขึ้น
“มีอีก 5 ขวดค่ะ”
ผู้เป็สามีเคาะโต๊ะพลางใช้ความคิด พวกเขาต้องเป็พลเมืองชั้นสามไปอีก9 ปี แต่ไม่รู้ว่าใน่ระยะเวลา 9 ปีนี้จะมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นหรือเปล่า มันจะเป็อย่างไรถ้าจู่ๆ วันหนึ่งการเพาะปลูกไม่ได้ผลผลิต เกิดโรคร้าย มีสัตว์อสูรต่อสู้ เื่แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ และทางรัฐบาลเองก็จะไม่เยียวยาทาสอย่างพวกเขาแน่นอน แล้วต่อจากนั้น... ครอบครัวไม่มีเงินหรือผลผลิตมาจ่ายส่วย ทำให้โดนข้อหาเพิ่มขึ้นและจำนวนปีในการเป็ทาสก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
เอาเถอะ แม้ทุกวันนี้ทั้งครอบครัวจะประหยัดอดออมเพื่อหาเงินไถ่ตัวแต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือเปล่า สู้ลองพนันกับเซวียนซือซือสักตั้งหนึ่ง
หลังจากที่ตรึกตรองดีแล้ว ลุงเฉินก็หยิบกระทิงแดงสองขวดออกมาดื่มทันที ไม่ทันเปิดโอกาสให้ลูกชายและภรรยาห้ามปรามด้วยซ้ำ
“อ่า เอาน่า ทางการบอกว่าคนปลุกพลังได้ต้องอายุ 18-20 ปี ฉันอายุเท่าไหร่แล้ว ก็แค่ทดลองว่ามันปลอดภัยไม่ใช่ยาพิษก็เท่านั้นเอง แจ๊บๆ รสชาติดี!” ลุงเฉินดวงตาเป็ประกายเมื่อได้ลิ้มรสชาติของเครื่องดื่มชูกำลัง
เฉินเสี่ยวโม่ที่ใจหายใจคว่ำเมื่อครู่นี้กัดฟันเอ่ยบางอย่างออกมา “พ่อแม่ครับ ผมจะลอง!”
“โถ่ ตาแก่บ้าไปแล้วหรืออย่างไร ไม่เห็นเสี่ยวหยูเรอะ อายุ 18 ซะที่ไหนยังปลุกพลังได้เลย” ป้าเฉินน้ำตาไหลที่เห็นลูกชายและสามีตัดสินใจเสี่ยงดวงแบบนี้ ถ้าพวกเขาทั้งคู่เป็อะไรไปเธอจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นก็...
“เอาก็เอาวะ ดื่มกันทั้งหมดทุกคนเนี่ยแหละ! ถ้ารอดก็รอดด้วยกัน ถ้าตายก็ตายด้วยกัน”
สุดท้ายแล้ววันนั้นทั้งวัน คนบ้านเฉินต่างดิ้นทุรนทุรายและผลัดกันเข้าห้องน้ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนอาการเ่าั้จึงหายไป แน่นอนว่าเื่นี้เซวียนซือซือไม่ได้รู้เื่รู้ราวเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะดื่มมันในวันนี้ อีกทั้งยังดื่มกันทั้งสามคนอีกด้วย