ชีเหนียงยื่นมือออกไปเดิมทีมือที่ยื่นออกไปกะจะลูบหัวแต่กลับเปลี่ยนเป็นวางที่แขนของจิ่งเฉินแทนแล้วตบเบาๆ “แม่เชื่อเจ้า! แม้ฟ้าถล่มลงมาแม่ก็จะช่วยค้ำไว้ตราบใดที่บ้านนี้มีแม่อยู่ เจ้าไม่ต้องคิดอันใดมากแน่นอนว่าแม่ไม่สามารถช่วยประคับประคองพวกเจ้าไปได้ชั่วชีวิตรอพวกเจ้าเติบใหญ่และมีกำลังพอ แม่ก็จะส่งมอบหน้าที่เหล่านี้คืนให้พวกเจ้า”
“ท่านแม่วางใจได้วันนั้นจะมาถึงในอีกไม่นาน”
ดวงตาของสองแม่ลูกเผยความวาดหวังอันสุกสกาวต่ออนาคตในภายภาคหน้าไม่รู้เพราะเหตุใด ลั่วจิ่งซีเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา
นับตั้งแต่วันนั้นลั่วจิ่งเฉินก็ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่าเรียน ส่วนทางชีเหนียงนั้นก็ห่วงไหลไหลน้อยที่อยู่อำเภอเฉาตอนนี้คนสกุลลั่วออกจากอำเภอเฉาหมดแล้ว รวมถึงผู้เฒ่าหลิงด้วยลั่วจิ่งไหลต้องคิดว่าถูกทอดทิ้งแล้วแน่ๆ ดังนั้นชีเหนียงจึงอยากไปรับไหลไหลน้อยมาแล้วค่อยให้กลับไปพร้อมกับผู้เฒ่าหลิง
หลังจากจ้าวจือชิงรู้แผนการของนางเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ “ชีเหนียงเรื่องนี้ง่ายนักข้าฝีเท้าว่องไว ให้ข้าไปรับไหลไหลน้อยก็พอ”
“ท่านแม่ข้าจะไปกับลุงจ้าวด้วย!”
จ้าวจือชิงเหล่มองลั่วจิ่งซีเขาจะกลับไปทำธุระสำคัญที่อำเภอเฉา แล้วจะพาลั่วจิ่งซีไปด้วยได้อย่างไร
“ไม่ต้องเรื่องเล็กแค่นี้ข้าคนเดียวก็พอ เจ้าอยู่คุ้มครองแม่เจ้าที่นี่ที่นี่มีทั้งคนแก่และคนอ่อนแอ หากเจ้าก็ไปด้วย ใครจะปกป้องพวกเขา!” จ้าวจือชิงจับจุดอ่อนนิสัยของจิ่งซีได้พูดเพียงไม่กี่คำก็ดับตั้งใจของลั่วจิ่งซีลงได้
เดิมทีชีเหนียงก็คิดเช่นนี้เพียงแต่จ้าวจือชิงกระตือรือร้นเกินไป จนทำให้นางรู้สึกว่าเขามีจุดประสงค์อื่น
“ชีเหนียงเหตุใดเจ้าถึงไม่พูดอะไรเลย หรือว่าไม่ไว้ใจข้า? เช่นนั้นข้าไม่ไปก็ได้?” จ้าวจือชิงจงใจกระตุ้นชีเหนียง “หรือไม่เจ้าลองดูว่าใครเหมาะสมอีกบ้าง?”
ใครเหมาะสมไม่มีใครเหมาะสมทั้งนั้น! ไหลไหลน้อยรู้จักแค่จ้าวจือชิงจ้าวจือชิงออกเดินทางตามลำพังก็สะดวกกว่าจริงๆ ตอนนี้โจวย่าอวิ๋นเองก็กำลังยุ่งกับกิจการที่เรือนพักผ่อนจนปลีกตัวไม่ได้ผู้ดูแลที่เพิ่งได้รับการอบรมใหม่ไหลไหลน้อยก็ไม่รู้จักพอไตร่ตรองรอบด้านแล้วก็มีเพียงให้จ้าวจือชิงไปจะเหมาะสมที่สุด
“เจ้าอยากกลับไปก็กลับสิจะเล่นลูกไม้มากมายเพื่ออะไร”
หลังจากชีเหนียงพยักหน้าจ้าวจือชิงก็เตรียมเสบียงอาหารแห้งและออกเดินทางกลับอำเภอเฉา
ลั่วจิ่งเฉินเหมือนจะสังเกตเห็นเช่นกันว่าพักหลังมานี้ท่านแม่ของเขามักจะจับตาดูจ้าวจือชิง เหมือนจะไว้ใจแต่ก็ไม่ไว้ใจส่วนจ้าวจือชิงกับหลิงชางไห่ก็เห็นได้ว่ามีความลับระหว่างกันและกัน เพียงแต่เขาลองหยั่งเชิงถามหลายครั้งจนส่งผลให้ท่านตาเริ่มระแวงช่วงนี้ถึงกับเริ่มหลบหน้าเขาด้วย
ส่วนท่านแม่เหมือนจะเก็บซ่อนเรื่องบางอย่าง เกรงว่าความระแวงของนางเมื่อเทียบกับความระแวงของท่านตาดูเหมือนจะมากกว่าอีกด้วย อีกทั้งช่วงนี้ก็เข้าใกล้การสอบมากขึ้นเรื่อยๆ ชีเหนียงเองก็ไม่มีเวลาไปสนใจผู้อื่นมากนักจึงได้แต่กำชับลั่วจิ่งซีว่าช่วงนี้หากว่างก็คอยสังเกตเรื่องราวให้มาก
ส่วนหลิงชางไห่ก็เริ่มรักษาอาการป่วยของเฝิงเจิ้งชูอย่างจริงจังรายการอาหารทุกวันก็ต้องหารือกับชีเหนียงก่อนแล้วค่อยทำให้เฝิงเจิ้งชู
“คนอย่างเขาไม่ชอบกินยาหากไม่เช่นนั้นอาการป่วยคงไม่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้การรักษาเขามีเพียงรักษาด้วยโภชนาการ”
การรักษาด้วยโภชนาการหลิงชางไห่ก็เพิ่งเคยได้ยินมาจากชีเหนียง ทำให้การวิจัยของหลิงชางไห่เพิ่มขึ้น ตอนที่อยู่อำเภอเฉายังมียายโจวคอยช่วยเขาเขาทำอาหารไม่เป็น จึงได้แต่บอกวิธีกับตัวสมุนไพรที่ต้านกันให้กับยายโจวและให้ยายโจวลงมือทำ
ชีเหนียงแสดงท่าทีเข้าใจคนแก่ก็เหมือนเด็ก ยิ่งอายุมากก็ยิ่งเหมือนเด็กน้อย
เริ่มแรกเฝิงเจิ้งชูเห็นว่าอาหารของตนเองไม่เหมือนกับผู้อื่นก็โมโหอยู่สักพักใหญ่ ต่อมาพอหลิงชางไห่แกล้งทำเป็นจะแย่งอาหารของเขาเขามีหรือจะยินยอม หลังจากได้ทานก็พบว่ารสชาติไม่เลวโดยเฉพาะเมื่อทานไปหลายวันก็พบว่าอาการไอนั้นลดลง จึงยอมทานอย่างง่ายดาย
ก่อนลั่วจิ่งเฉินจะสอบในที่สุดไหลไหลน้อยก็มาถึงอำเภอเฉา เมื่อเห็นชีเหนียง ก็โผเข้าหาอ้อมกอดของชีเหนียงราวกับลูกนก
“ท่านแม่! ท่านแม่...” ใบหน้าที่ยิ้มร่าเริงในชั่วพริบตาที่เจอพอได้กลิ่นไออุ่นจากตัวท่านแม่ไม่ทันไรก็เบะปากสะอื้นร้องไห้ทันที
ชีเหนียงมองดูเด็กน้อยที่ก่อนจากกันยังสูงถึงแค่ช่วงเอวแต่ตอนนี้สูงขึ้นมาคืบใหญ่ ชีเหนียงรู้สึกเศร้าเล็กน้อยเพราะกลัวว่าทั้งครอบครัวจะตกหลุมพรางในคราวเดียวดังนั้นจึงทิ้งลูกคนเล็กไว้ที่อำเภอเฉา โดยไม่รู้เลยว่ามันกลับเป็นการทำร้ายเด็กคนนี้อย่างมาก
“ไหลไหลแม่ขอโทษทั้งหมดเป็นความผิดของแม่เอง! แม่ไม่ควรทิ้งเจ้าไว้ที่อำเภอเฉาคนเดียว” ชีเหนียงขอบตาแดงก่ำส่งเสียงสะอื้น น้ำเสียงของนางปะปนไปด้วยความรู้สึกผิดจนทำให้ไหลไหลน้อยที่อ่อนไหวรับรู้ว่าการร้องไห้ของตนเองสร้างความกดดันให้กับมารดา
เขารีบปาดน้ำตา “ข้าก็แค่คิดถึงท่านแม่มากเกินไปกลัวว่าท่านแม่จะคิดถึงแต่พี่ชายและไม่คิดถึงข้าแล้ว”
ขณะพูดเขาก็มุดเข้าอ้อมกอดของชีเหนียงอย่างเขินอายชีเหนียงยังไม่ทันได้อุ้มเขา ไหลไหลน้อยก็ถูกกระชากออกจากอ้อมอก
ไหลไหลน้อยถูกห้อยกลางอากาศและเตะขา “ท่านลุงจ้าวท่านดึงข้าทำไม ข้าจะอยู่กับท่านแม่”
“ตอนมาข้าบอกกับเจ้าว่าอย่างไรห้ามเจ้าทำให้แม่ร้องไห้ เจ้าเป็นเด็กอายุเจ็ดหนาวแล้ว ยังมุดอยู่ในอ้อมกอดแม่ไม่รู้จักอายบ้างหรือ!” จ้าวจือชิงไม่มีทางยอมรับว่าตนเองหึงหวงเขาวางลั่วจิ่งไหลลงบนพื้น แล้วเอ่ยเตือนว่าห้ามมุดเข้าอ้อมกอดชีเหนียงอีก
ไหลไหลเบะปากและยืนอยู่อีกทางฮึ ไม่มุดก็ไม่มุด อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นสายตาอิจฉาของท่านลุงจ้าวนะขณะคิดลั่วจิ่งไหลก็วิ่งไปข้างกายท่านแม่และจับมือของนางแล้วบอกเล่าเรื่องในหมู่บ้านกับความก้าวหน้าของตนเอง
หลานคนเล็กที่เป็นที่รักที่สุดหลิงชางไห่ไม่มีเวลาสนใจทะเลาะกับเฝิงเจิ้งชูจากนั้นทั้งครอบครัวก็พากันเข้าบ้านอย่างมีความสุข
เฝิงเจิ้งชูที่ถูกทิ้งไว้ด้านนอกประตูลูบจมูกในภาพจำของครอบครัวเขาไม่เคยมีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าไม่เจอกันนาน เมื่อเจอกันก็แค่คำนับทักทายแล้วถามไถ่มากกว่าปกติสักหน่อย ไหนเลยจะมีภาพทั้งหัวเราะร้องไห้และโอบกอดกันเช่นนี้
แต่เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองทั้งเจ็บในใจและริษยาทว่าเมื่อเห็นจ้าวจือชิงที่ถูกขังไว้ด้านนอก เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย
คนผู้นี้ติดตามพวกเขามานานเพียงนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับตนเองเพิ่งมาไม่กี่วันจะมีอะไรน่าเศร้ากว่าเจ้าหนุ่มนั้น ดั่งคาดความสุขของคนเราเกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบจริงๆ!
“ในเมื่อท่านแม่ไม่ไว้ใจให้น้องสามอยู่อำเภอเฉาเหตุใดจึงไม่ให้เขาอยู่กับเราที่เมืองหลวงเล่า? หากเพราะห่วงเรื่องปฐมวัยของเขาในเมืองหลวงย่อมต้องมีอาจารย์ที่ดีกว่า ข้าเองก็สามารถช่วยสอนน้องสามได้” หลังจากสังเกตชีเหนียงลั่วจิ่งเฉินก็พินิจและตัดสินใจถามท่านแม่
ชีเหนียงอุ้มลั่วจิ่งไหลไว้โดยไม่รู้จะตอบอย่างไรดี “เรื่องเหล่านี้มิใช่ปัญหาแม่ก็แค่เป็นห่วงก็เท่านั้น”
“ท่านแม่ห่วงอะไรห่วงว่าจะมีคนรู้หรือ?” ลั่วจิ่งเฉินไม่ได้ไร้เดียงสาถึงเพียงนั้นท่านแม่ก็แค่กังวลเรื่องคนสารเลวนั่นไม่ใช่หรือ
ชีเหนียงเงยหน้าขึ้นทันใดเมื่อเห็นความหลักแหลมในดวงตาของลูกชายคนโต ก็รู้ว่าเด็กคนนี้ที่นางคิดว่าไม่รู้อะไรเลยกลับล่วงรู้ยิ่งกว่าที่นางคาดคิดไว้
“ใช่ข้าห่วงว่าพวกเจ้าจะถูกคนเห็น เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะมาเมืองหลวงแต่ตอนนี้พอมาจริง กลับพบว่าแม่เริ่มมีความกลัวขึ้นมา ก่อนหน้านี้แม่คิดว่าขอแค่เรามีกำลังก็ไม่ต้องกลัวพวกเขาแต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่มั่นคงและไม่สบายใจ!”
“หากพวกเจ้าต้องพบเจออันตรายแม่ยินดีให้พวกเจ้าเป็นแค่คนธรรมดาดีกว่ามีเพียงความสงบสุขและปลอดภัย!”
คำพูดของชีเหนียงทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบผ่านไปเนิ่นนาน ลั่วจิ่งเฉินก็เป็นผู้ทำลายความเงียบ
-----