ปืนพก!
อาวุธควบคุมที่สหพันธรัฐสั่งห้ามครอบครองอย่างเคร่งครัด
เดิมทีควรเป็นเช่นนั้นทว่าเมื่อยุคฟื้นคืนพลังวิญญาณมาถึงเพื่อรับมือกับเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่ดาหน้าเข้ามาสหพันธรัฐจึงได้ปรับเปลี่ยนกฎหมายอนุญาตให้บุคคลบางกลุ่มสามารถพกพาอาวุธขนาดเล็กอย่างปืนพกติดตัวได้
อย่างไรก็ตามการพกพาอาวุธย่อมต้องมีใบอนุญาตพกปืน และยังต้องผ่านการทดสอบอันซับซ้อนอีกหลายด่าน
กล่าวโดยสรุปคือ ขั้นตอนนั้นยุ่งยากยิ่งนัก
ทว่าสำหรับคนอย่างชายสวมแว่นตาหากใช้เงินเป็นตราเบิกทางได้ ทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย
และนี่ก็เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุตสาหกรรมสีเทาของสหพันธรัฐเติบโตเฟื่องฟูราวกับดอกเห็ดที่ผุดขึ้นหลังฝนตก
เมื่อเผชิญหน้ากับการรุกรานของพลังเหนือธรรมชาตินโยบายบางอย่างในยุคเก่าก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
อาทิเช่น กฎหมายห้ามพกอาวุธปืนหรือแม้แต่กฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า
แต่ถึงอย่างนั้น...
การคุ้มครองสัตว์ป่านับเป็นถ้อยคำที่น่าขบขันที่สุดในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริง
เมื่อแรกเริ่มที่พลังวิญญาณฟื้นคืน ณเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าขนาดเล็กแห่งหนึ่งของสหพันธรัฐ สิ่งที่รู้จักกันในชื่อ 'หมีแพนด้า' อันเป็น 'สมบัติของชาติ'ได้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมนุษย์ล่วงรู้และเริ่มทำการตอบโต้ชื่อเก่าของหมีแพนด้าก็ได้ถูกผู้คนขุดคุ้ยขึ้นมาจดจำขึ้นมาอีกครั้ง
‘อสูรกินเหล็ก’
เขี้ยวเหล็กฟันทองแดงสามารถกลืนกินโลหะกระทั่งแร่ธาตุได้ขณะที่กรงเล็บแหลมคมราวมีดผ่าตัดก็สามารถฉีกกำแพงที่กักขังมันได้อย่างง่ายดาย
กระทั่งปัจจุบันนี้หมีแพนด้ากลายพันธุ์ตัวแรกก็ยังคงเป็นปริศนา
รู้เพียงว่ามันมุดหายเข้าไปในป่าลึกแต่ไม่ว่ามนุษย์จะสำรวจอย่างไรก็ยากที่จะค้นพบการมีอยู่ของมัน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนสันนิษฐานว่ามันอาจมุดเข้าไปในเหมืองแร่บางแห่งจึงสามารถป้องกันวิธีตรวจจับด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์
ทว่ารายละเอียดที่แน่ชัดนั้นยังไม่มีใครทราบ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่กรณีหมีแพนด้าตัวแรกหลุดไปสหพันธรัฐได้ควบคุมหมีแพนด้ากว่าสองพันตัวเข้ามาอยู่ในการดูแลโดยกองทัพอย่างเข้มงวด
ถึงขนาดมีข่าวลือหนาหูว่าเผ่าพันธุ์ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูนี้อาจมีโอกาสหวนคืนสู่สมรภูมิรบอีกครั้ง
ใช่แล้ว หวนคืนสู่สมรภูมิรบ
ในสมัยโบราณหมีแพนด้าเคยเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรในสนามรบ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในยุคโบราณ ซือโหยวผู้กรำศึกทั่วทุกสารทิศก็ขี่หมีแพนด้าออกรบ
จึงสามารถจินตนาการถึงความดุร้ายของเผ่าพันธุ์นี้ได้ไม่ยาก
และในตอนนี้จากคำยืนยันของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเนื่องจากสหพันธรัฐได้ทำการฝึกฝนมาเป็นเวลานับร้อยปีเผ่าพันธุ์นี้จึงมีความผูกพันกับมนุษย์มากแม้จะเกิดการกลายพันธุ์ก็ยังมีโอกาสที่จะนำมาฝึกฝนได้
หากสามารถฝึกฝนได้จริงหมีแพนด้ากลายพันธุ์ย่อมเป็นกำลังรบทรงอานุภาพที่สหพันธรัฐขาดไม่ได้อย่างแน่นอน
ถึงขั้นที่ว่าสหพันธรัฐทั้งหมดอาจจะอาศัยเผ่าพันธุ์นี้พุ่งทะยานขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งในบรรดาร้อยประเทศของมนุษย์ในยุคแห่งวิวัฒนาการอันยิ่งใหญ่นี้ก็เป็นได้
....
ในขณะนั้นท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
ชายสวมแว่นตาถือปืนพกจ้องมองเหลิ่งเฟิงที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาเยือกเย็น
เพียงแค่เขากดไกปืนเบาๆเมื่อสิ้นเสียงที่ดังขึ้น เลือดสีแดงฉานก็จะไหลทะลักออกมาจากปากแผลและไอ้สารเลวเบื้องหน้าก็จะล้มลงทันที
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติแต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากระบอกปืน เขาก็ทำได้เพียงแค่สั่นสะท้านด้วยความกลัวเท่านั้น
ชายสวมแว่นตาคิดอย่างชั่วร้ายนิ้วของเขาถึงกับวางอยู่บนไกปืนแล้ว
ในวินาทีนั้นเอง
“ปัง!”
เสียงปืนอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นกลิ่นดินปืนอันเข้มข้นคละคลุ้งไปทั่ว
“พวกคุณทำอะไรกัน!”
ซูหู่คำรามด้วยความโมโหมือที่กำลูกซองล่าสัตว์ไว้สั่นเทาด้วยโทสะ
ไอ้พวกงี่เง่าพวกนี้ไม่รู้จักดูสถานการณ์เลยหรืออย่างไร?
ที่นี่คือขุนเขาแห่งหมอกนะไม่ใช่เรือนกระจกที่จะมาเล่นสนุกได้
คิดได้ดังนั้นซูหู่ก็ตวัดสายตาอันเย็นชาไปที่ชายสวมแว่นตาอีกครั้งจนกระทั่งชายสวมแว่นตาตัวสั่นด้วยความกลัวและวางปืนพกในมือลงซูหู่จึงหันกลับไปมองเหลิ่งเฟิงและถามว่า
“เหลิ่งเฟิง เกิดอะไรขึ้น?”
“ลางสังหรณ์ของเชียนฉินแม่นยำมากเธอพูดว่ามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี นั่นหมายความว่าพวกเรากำลังเจอกับปัญหาใหญ่แล้ว”
เหลิ่งเฟิงที่เคยร่วมงานกับเชียนฉินมาแล้วหลายครั้งเดินไปยืนซ้อนหลังเชียนฉินอย่างชำนาญ ทำหน้าที่อารักขาโดยไม่รอคำสั่ง
นี่คือข้อตกลงระหว่างเขาและเชียนฉิน
หากพบเจออันตรายเหลิ่งเฟิงจะต้องปกป้องความปลอดภัยของเธอถึงที่สุด
และการตอบแทนย่อมคือเชียนฉินจะใช้สัมผัสที่หกอันเฉียบคมของเธอนำพาเหลิ่งเฟิงให้พ้นจากวิกฤตความตาย
ทว่าในเวลานี้เมื่อมองไปยังหญิงสาวที่ใบหน้าซีดเผือดราวกับหวาดกลัวคิ้วของเหลิ่งเฟิงก็ขมวดแน่นเป็นปม
ไม่เคยเห็นแบบนี้เลย
หญิงสาวคนนี้ไม่เคยเผยสีหน้าหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
ภัยใหญ่เหรอ?
ชายหนุ่มร่างกำยำกระชับแขนที่ใหญ่ราวต้นขากอดอกพึมพำด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย
จากนั้น ราวกับฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้เขาก็เลียริมฝีปากและพูดอย่างตื่นเต้นว่า
“นี่หมายความว่าเรากำลังจะเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแล้วใช่ไหม?”
“น่าจะใช่”
ในเวลานั้นเหลิ่งเฟิงก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แม้จะไม่ชอบนิสัยของชายหนุ่มร่างกำยำแต่พลังของอีกฝ่ายก็คือของจริง เชื่อถือได้มากกว่าคนบางคนเยอะ
“ดี ดี”
ชายหนุ่มร่างกำยำลดแขนลง และขยับแข้งขาเขากลับมีสีหน้าคาดหวัง
มาถึงภูเขาลูกใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่เพื่อตามหาคู่ต่อสู้ที่สามารถสู้กับเขาได้หรอกหรือ?
และตอนนี้คู่ต่อสู้ที่ว่ากำลังจะปรากฏตัวออกมาแล้ว
ชายหนุ่มร่างกำยำจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
....
แต่ในเวลานั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งชายหนุ่มร่างกำยำและเหลิ่งเฟิงมองหน้ากันทันทีดวงตาของพวกเขากวาดไปที่มุมหนึ่งของม่านหมอกหนาทึบ
“ตึก ตึก ตึก...”
ราวกับกำลังเหยียบลงบนอกของใครบางคนแม้จะยังไม่ทันได้เผยร่างออกมา แต่แรงกดดันบางๆ ก็พุ่งเข้าใส่แล้ว
“มันมาแล้ว”
เหลิ่งเฟิงกำมีดสั้นแน่นพร้อมกับเอ่ยเตือนเสียงต่ำ
ในขณะเดียวกันชายหนุ่มร่างกำยำก็สูดหายใจเข้าลึก...
“ฉันอยากรู้นักว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่!”
ชายหนุ่มร่างกำยำหัวเราะร่าพลางกระทืบเท้าอย่างรุนแรง
“ครืน!”
พร้อมกับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินเขากระโดดพุ่งตัวเข้าไปในม่านหมอก
“เจ้าบ้านี่”
ใบหน้าของเหลิ่งเฟิงแข็งค้างไปชั่วขณะแต่เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างกำยำที่พุ่งเข้าไปในม่านหมอกโดยไม่สนใจผลที่ตามมาเขาก็กัดฟันเตรียมจะตามไปเสริม
แต่พริบตานั้นเขาก็รู้สึกว่าแขนเสื้อถูกดึงรั้งไว้แน่น
เมื่อก้มหน้ามองเขาก็พบว่าเชียนฉินกำลังจับแขนเสื้อของเขาไว้แน่นราวกับเด็กไร้ที่พึ่งพิง
“ไม่ได้นะ ไม่ได้...”
“วิ่ง พวกเราต้องรีบหนี...”
เสียงที่ร้อนรนและตื่นตระหนกจนสั่นไปหมดทำให้เหลิ่งเฟิงและซูหู่ที่อยู่ไม่ไกลถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
พวกเขาไม่เคยเห็นเชียนฉินแสดงท่าทีเสียขวัญเช่นนี้มาก่อนเลย