ปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School)

    ตอนที่ 64 : สัญชาตญาณของผู้หญิง

     

    ตอนที่ 64 : สัญชาตญาณของผู้หญิง

     

    ————เช้าวันต่อมา, ชั้นสองของโรงแรมที่โรงเรียนของชินเข้าพัก

              ช่วงเช้าตรู่ของโรงแรม บรรยากาศภายในอาคารยังคงสงบเงียบแม้จะเป็นช่วงที่กลุ่มนักเรียนมาทัศนศึกษา

              แต่จะบอกว่าไม่มีนักเรียนเลยก็คงไม่ได้ เพราะคนที่ตื่นเช้ามาเตรียมตัวแต่เนิ่นและรอทานข้าวเช้าของโรงแรมก็มีอยู่บ้าง ส่วนอีกกลุ่มคือจำพวกที่ชอบสนุก คิดเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการมาเที่ยวต่างประเทศให้เต็มที่

              บ้างก็ถ่ายรูปประตูบานใหญ่ของโรงแรมกับเพื่อน บ้างก็เดินดูภาพถ่ายติดโถงทางเดิน คนกลุ่มนี้จะเดินเล่นไปที่ไหนคงไม่แปลก

     

              ต้องขอบคุณนักเรียนกลุ่มนี้ การจะแอบทำอะไรเลยไม่ดูน่าสงสัย ...อย่างเช่นชงหยวนกับจินที่นัดเจอกันตรงบันไดหนีไฟ

              หากถูกเจอตัวเข้าและรู้เรื่องไปถึงชิน พวกเขาก็แก้ตัวได้ว่ากำลังเดินเล่นไปเรื่อย

              ถึงบรรยากาศร้อนระอุที่ชงหยวนแผ่ออกมาจะไม่ใกล้กับคำว่าเล่นเลยก็ตาม

     

    “รายงานมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”

              ชงหยวนกอดอกมองค้อนจินแถมน้ำเสียงยังเข้มเค้นมากอีก จินรู้เลยว่าเธอกำลังหงุดหงิดสุด ๆ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเหงื่อที่ตกนี่มาจากความกังวลหรือร้อนจากไฟโกรธของชงหยวนกันแน่

     

    แต่มันก็แหงอยู่แล้ว... ก็ศึกที่คิดว่าจะชนะได้ง่าย ๆ ดันชนะไม่ได้นี่นา

              จินนึกถึงผลลัพธ์เมื่อวานแล้วคิ้วก็พลอยตกตาม เพราะเขาเองก็คิดว่าหลงจะชนะศัตรูได้ง่าย ๆ แต่ว่า...

     

    “จากการรายงานของหนิงอัน... เซอร์เคย์ที่เป็นศัตรูมีความสามารถในการดูดซับจิตสูงกว่าข้อมูลที่ได้รับมา จากที่ประมาณการน่าจะมากกว่าตราอัศวินทั่วไป 2-3 เท่าเลยครับ”

    “...ไม่ผิดแน่นะ”

              ชงหยวนถามย้ำจินก็พยักหน้าอย่างเกรง ๆ เธอก็มีแต่ต้องเชื่อตามนั้น

              แม้มันจะยากจนชงหยวนเผลอกัดฟันเลยก็ตาม

     

    เป็นไปไม่ได้... โดยปกติตราอัศวินจะเพิ่มอัตราการดูดซับจิตของผู้ใช้ได้ 50% ของพลังพื้นฐาน ส่วนของตราราชันย์คือ 100% หรือก็คือเพิ่มพลังพื้นฐานได้เป็นเท่าตัว

     

    แล้วถ้าตราอัศวินทำได้สองเท่ามากกว่าปกติ

    มันก็หมายความว่าเจ้าคนที่ชื่อเซอร์เคย์นั่น... ดูดซับจิตได้เท่ากับคนที่มีตราราชันย์เลยนะ!?

              ชงหยวนคิดตามจนกุมขมับเพราะปวดหัว ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเรื่องผิดปกติแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไงและด้วยสาเหตุอะไร

     

    ไม่สิ... ใจเย็นก่อน

    จะใช้วิธีไหนไม่รู้หรอก แต่เรื่องนั้นคงต้องเอาไว้ทีหลัง

              ชงหยวนตั้งสติกลับมาสนใจสิ่งที่ทำได้ เพราะนั่นเป็นปัญหาที่จะเจอในอนาคต

              ส่วนเป้าหมายของตอนนี้คือการยึดฟรองและยืนยันตราราชันย์ของชินให้ได้ต่างหาก

     

    ตอนแรกก็อยากจะยึดฟรองให้ได้ในคืนแรกอยู่หรอก

    แต่พอทำไม่ได้... ภาระมันก็จะตกมาวันนี้เพราะเป็นการทัศนศึกษาแบบสามวันสองคืน

     

    พูดง่าย ๆ คือ คืนนี้เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว

     

    “เราไม่มีเวลาพอจะสืบทริกของพวกนั้นสินะ”

    “ครับ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ” จินก้มหน้ารับสภาพเพราะเขาเองก็เข้าใจสถานการณ์

              หากจะเอาชนะศึกในตอนกลางคืน ก็ต้องใช้เวลาช่วงกลางวันในการตรวจสอบวิธีที่เซอร์เคย์ใช้เพิ่มพลังอย่างผิดปกติ ซึ่งรู้กันอยู่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลากระชั้นชิดอย่างนี้

              ชงหยวนเองก็เข้าใจเรื่องนั้นเลยตบบ่าจินที่กำลังคอตก

     

    “ช่างเถอะจิน หลังศึกค่อยไปสืบเรื่องนี้ทีหลัง”

    “ขอบคุณครับ”

              โดนราชินีตัวเองปลอบเขาก็พอคลายความรู้สึกผิดลงได้

              ส่วนชงหยวนก็ได้แต่คิดต่อไปว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายทั้งที่ไม่รู้ข้อมูลได้ยังไง

              เธอจับคางครุ่นคิดก็ได้คำตอบในชั่วอึดใจ

     

    “งั้นคืนนี้นายก็ไปร่วมด้วย...” ชงหยวนชี้ใส่จินทำเขาเลิกคิ้ว

    “มีกันตั้งหกคน เอาไม่ลงก็ให้มันรู้ไป”

              แววตาหรี่คมของชงหยวนจ้องใส่เขาจนเหมือนถูกอสรพิษจับตา เหมือนบอกว่าถ้าทำขนาดนี้ยังไม่ชนะเธอคงผิดหวังในตัวเขาแย่

     

    ทุ่มหมดหน้าตักเลยสินะ

    “เข้าใจแล้วครับ ผมจะเตรียมตัวให้พร้อมไว้ตลอด”

              จินยืดอกขันแข็ง ชงหยวนเห็นก็พลอยสบายใจบ้างด้วยความที่เชื่อใจลูกน้อง

     

    ทั้งหกคนเป็นคนที่แกร่งที่สุดของเราแล้ว

    เราปั้นพวกเขาให้ทั้งหกคนมีพลังรวมกันเท่ากับราชาหนึ่งคน เพราะงั้นชนะได้แน่!

     

    แต่ว่า... เรื่องหลังจากนั้นต่างหากที่ยัง...

              ชงหยวนคิดต่อไปจากนั้น ในอกก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา

              ไม่ใช่เรื่องของใครเลยนอกจาก...

     

    “นี่... เมื่อคืนมีข่าวอะไรเกี่ยวกับแองกริคราวน์บ้างไหม” ชงหยวนถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เปลี่ยนไป กระทั่งจินยังสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเธอเสียงเบาลง

              แต่จินเองก็เหงื่อตกเมื่อคิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน

     

    “...ครับ โรงแรมของ Singularity สาขาปารีสมีการปะทะกับแองกริคราวน์เมื่อคืน แต่เขาหนีไปได้ครับ”

    “เหรอ...”

              ชงหยวนตอบเสียงเบาอีกรอบ เธอรู้ตัวเลยว่าไหล่ของตนเองผ่อนคลายลงด้วยความเบาใจ

              ...แม้ว่าสาเหตุจะเกิดจากที่เธอตั้งค่าหัวเขาเอง

              ชงหยวนก็ได้แต่บอกตัวเองในใจซ้ำ ๆ ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นมากกว่าอยากทำ ไม่งั้นคงจำกัดความเคลื่อนไหวของชินที่นี่ไม่ได้

              เธอจึงจำต้องทำลายความเป็นห่วงในใจนี้ทิ้งไปเสีย เพราะมันไม่ได้เกิดจากใครเลยนอกจากตัวเธอเอง

     

              ...แต่พอตั้งสติได้ เธอเลยเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์มีอะไรแปลก ๆ

     

    “เดี๋ยวก่อนนะจิน แล้วเมื่อวานชินไม่ได้อยู่ที่ห้องรึไง?”

    “...ใช่ครับ ชินนอนหลับอยู่ในห้องพักทั้งคืนเลย”

              จินก้มหน้าก้มตาตอบ หรี่ตาลงปานสำนึกผิด ในที่สุดชงหยวนก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาดูหงอนัก

              ...ก็ในเมื่อเขามีหน้าที่ต้องจับตาดูชินไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการยึดดินแดน แต่จินกลับดูไม่ออกเลยว่าชินที่อยู่ด้วยกันทั้งคืนเป็นตัวปลอมเสียได้

     

    “ขอโทษด้วยนะครับ ท่านชงหยวน”

    “...ก็อยากจะโกรธอยู่หรอก แต่มันก็ช่วยไม่ได้”

              ชงหยวนส่ายหน้าปล่อยผ่าน เหมือนรู้กันดีอยู่แล้วว่าถ้าชินเอาจริงยังไงก็รับมือได้ยาก

              แม้นั่นจะไม่ทำให้จินโล่งใจเลยก็ตาม ไม่สิ... กลับกันคือมันทำให้เขายิ่งเคืองด้วยซ้ำ เพราะยังไงมันก็เป็นความพ่ายแพ้ น่าหงุดหงิดจนต้องกำหมัด

              จะชินหรือแองกริคราวน์... ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนจินก็ไม่เคยตามเขาทันเลย

     

              แต่เรื่องที่ตามชินไม่ทันมันก็สำหรับชงหยวนด้วย เธอถึงกับกัดเล็บไปปวดหัวไป

              เพราะการที่ชินมี ‘ผู้ร่วมมือปริศนา’ มันทำให้สมการเปลี่ยนไป

     

    “แย่ล่ะสิ... ต่อให้เรายึดครองฟรองได้ แต่ชินก็สามารถใช้ตัวปลอมมาหลอกเรื่องตำแหน่ง ส่วนตัวจริงที่มีตราราชันย์ก็อาจจะหนีไปอยู่ที่อื่นแทนได้เหมือนกัน”

              แผนสลับตัวนั้นเรียบง่ายแต่ได้ผลชะงัด พอเป็นแบบนั้นการยึดครองฟรองก็กลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์เสมือนหัวล้านได้หวี

              ก็ในเมื่อไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวจริงไหม ต่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีตราราชันย์ มันก็ยืนยันอะไรไม่ได้อยู่ดี

     

              จินเองก็คงเข้าใจเรื่องนั้นถึงยังทำหน้ารู้สึกผิดอยู่ แต่ก็จนปัญญาที่จะคิดวิธีรับมือเหมือนกัน

     

    “จะทำยังไงดีครับท่านชงหยวน... พอจะมีอะไรที่บอกได้ไหมครับว่าชินเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม?”

    “เทคโนโลยีสมัยนี้มันล้ำหน้าจะตาย แล้วถ้าฉันเป็นชิน ฉันคงเลือกคนที่จะมารับบทตัวเองได้เนียนที่สุดอยู่แล้ว”

     

    เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกนี่ตัดไปได้เลย ยังไงก็จับผิดไม่ได้แน่ถ้าคนปลอมตัวมีฝีมือจริง

    ส่วนพวกลายนิ้วมือหรืออะไรต่อมิอะไรก็คงเตรียมไว้แล้วด้วยเหมือนกัน

     

    ชินเค้าไม่มีทางปล่อยอะไรเล็ดลอดเป็นหลักฐานให้รู้แน่

              ชงหยวนมั่นใจความรอบคอบราวกับเป็นเจ้าตัว แต่นั่นก็เพราะเธอรู้จักเขามานาน

              ว่าไปแล้วก็แอบตลกร้ายที่ความใกล้ชิดในอดีตมันกลับเป็นสิ่งทำให้ชงหยวนเข้าใจ ว่าตัวเองไม่มีทางเอาชนะชินได้

     

              ...แต่ความใกล้ชิดในอดีตมันจะมีแต่ผลเสียแค่นั้นหรือ?

              ความรู้สึกในฐานะ ‘ผู้หญิง’ คนนึงของเธอกลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้น อันที่จริงมันรู้สึกตรงข้ามด้วยซ้ำ

              ชงหยวนใช้ตรรกะคิดมาตลอดถึงได้คิดไม่ออก แต่พออารมณ์ของผู้หญิงเข้าครอบงำ คำตอบกลับออกมาง่าย ๆ

              หลังจากหน้าบูดบึ้งมาตลอดที่ผิดแผน รอยยิ้มจึงแย้มขึ้นมุมปากของชงหยวนเป็นครั้งแรก

     

    “ถ้าเป็นเธออาจจะจับไต๋เขาไม่ได้... แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันจะรู้แน่นอนว่าชินที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม”

              ชงหยวนพูดเสียมั่นอกมั่นใจ

              จินเลิกคิ้วด้วยประโยคที่ดูส่วนตัวของเธอ เขาเข้าใจได้ทันทีว่ามันหมายความว่ายังไง

     

    “จะใช้สัญชาตญาณเหรอครับ?”

    “เรียกว่าประสบการณ์จะดูดีกว่าไหมเล่า? ฉันว่าเธอเองก็น่าจะแยกออกนะ ถ้าเฟยตัวจริงกับตัวปลอมมาอยู่ตรงหน้าน่ะ”

    “เรื่องนั้นมันก็...”

              จินถึงกับเถียงไม่ออก เหมือนกับถูกบอกว่า ‘ใครเล่าจะจำคนรักตัวเองไม่ได้’

              ...และแน่นอนว่าจินเองก็คิดว่าตัวเองทำได้ จะไปบอกเจ้านายตัวเองว่าเป็นวิธีที่ใช้อารมณ์เกินไปก็คงไม่ถูก

     

    ยังไง... ชินยะก็เป็นอดีตคู่หมั้นของคุณนี่นะ

              ช่วงเวลาในอดีตที่ใช้ร่วมกัน จินรู้สึกว่านั่นน่าจะมากพอให้จับความรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายคือตัวจริง

              ...ถึงจะมีความเสี่ยงที่ว่า ‘ชินอาจจะไม่ใช่คนเดิมที่เคยรู้จัก’ แต่ชงหยวนก็ใช้เวลากับชินหลังจากได้กลับมาเจอกันเป็นสัปดาห์ เธอคงรู้แล้วว่าชินยังเป็นคนเดิม

     

              แต่ปัญหามันก็มีอีกอย่าง... นั่นคือการไม่รู้ว่าจะยึดครองฟรองได้ตอนไหน

              หากการอยู่ใกล้ชิดกันจะทำให้มองตัวจริงออก ชงหยวนก็ต้องอยู่กับชินคืนนี้ทั้งคืนเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส

              ตรงจุดนั้นแหละที่จินกังวล เพราะไม่รู้ว่าชงหยวนจะใช้วิธีไหน

     

    “แต่จะให้อยู่กับชินทั้งคืนมันก็เกินไปนะครับ”

    “หา? นี่เธอเห็นฉันเป็นผู้หญิงไร้ยางอายขนาดไหนกันเนี่ย!!!”

    “มะ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะครับ!”

              จินถอยกรูดแทบไม่ทัน ใครจะรู้ว่าชงหยวนจะขึ้นเสียงดังเสียขนาดนั้น

              ...แต่ชงหยวนก็ต้องขอบคุณที่จินเอาแต่กลัว แก้มที่แดงระเรื่อของเธอจึงไม่ถูกเห็น

     

    “...ให้ตายสิ เธอนี่จริง ๆ เลย”

              ชงหยวนบ่นในลำคอ รีบลบภาพจินตนาการที่เธอคิดตามจินเพื่อทิ้งอาการประหม่า 

     

    “แต่ว่า... งั้นจะใช้วิธีไหนล่ะครับ” จินรีบกลับมาตั้งสติ เพราะถ้าชงหยวนพูดแบบนั้นแสดงว่าเธอมีวิธี

              แล้วพอจินได้เห็นชงหยวนฉีกยิ้มราวกับสาวน้อยแสบสัน เขาก็รู้เลยว่าเธอมีแผนจริง ๆ

     

    “เธอลืมไปแล้วรึไงจิน... ว่าคืนนี้จะมีงานอะไร?”

     

    ❖❖❖❖❖

     

              หลังจากผ่านช่วงเวลาทานอาหารเช้าและเตรียมตัว เหล่านักเรียนก็เข้าสู่การทัศนศึกษาวันที่ 2 อย่างเป็นทางการ

              ไม่เหมือนกับวันแรกที่เป็นการเที่ยวในสถานที่ที่เตรียมไว้ ในวันที่สองจะเป็นการเที่ยวกับกลุ่มแบบอิสระแทนเพื่อเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน

              ...แม้อันที่จริง ตัวเลือกนี้จะมาจากความต้องการที่อยากจะเที่ยวเถลไถลของนักเรียนส่วนใหญ่ แต่อย่างไรการทัศนศึกษามันก็เป็นการเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว พวกอาจารย์จึงไม่ขัดใจ

     

              นั่นเลยเป็นเหตุผลที่นักเรียนทั้งหลายได้ย้ายมาเดินบนถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในปารีส... ถนนฌ็องเซลิเซ่

              ด้วยอาคารพาณิชย์ที่ทอดยาวถนนสองฝั่งจนแทบจะสุดปลายฟ้า ไปยังอีกฝั่งที่จรดยังประตูชัยอันโด่งดังอย่างอาร์กเดอทรียงฟ์เดอเลตวล

              ประตูมโหฬารสูงเกือบ 50 เมตรนั่นเป็นจุดที่เหล่านักเรียนกำลังยืนถ่ายรูปกับกลุ่มเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก มีเพียงกึ่งหนึ่งที่เริ่มเดินเที่ยวตามริมอาคารพาณิชย์ก่อนกลุ่มอื่น ๆ เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นถนนคนเดินของบ้านเกิดอันน่าคิดถึง

              กลุ่มของชินเองก็จัดเป็นประเภทนั้น... ชิน โอลิเวีย เกวน เคนเนธ ซูซานและจินจึงกำลังเดินตามถนนไล่ดูร้านต่าง ๆ ด้วยอาการตื่นตาตื่นใจ

     

    “ดูนั่นสิ! นั่นมันร้านขนมชื่อดังที่เห็นในเน็ตนี่นา!”

    “เอ้ย! ร้านนั้นมีบัสท์ไลท์เยียร์อยู่หน้าร้านด้วย! ข้างในคงมีของเจ๋ง ๆ แหงแซะเลย!”

              โดยเฉพาะเกวนกับเคนเนธที่ตาเป็นประกายทุกครั้งที่เจออะไรใหม่ ๆ ชินเห็นแล้วก็ยิ้มเอ็นดูเพื่อนสนิทสองคนนี้เสียทุกครั้ง

     

    “เราค่อย ๆ เข้าไปดูทุกร้านเลยก็ได้ ยังไงก็มีเวลาทั้งวันอยู่แล้วนี่นา”

    “วู้ว! ฉันโคตรรักนายเลยเพื่อนเลิฟ!”

              เคนเนธทำปากจู๋เข้ามากอดคอชิน ดีใจยังกับพ่ออนุญาตให้ซื้อของเล่น ทำเอาซะชินเขิน (เพราะโดนคนบนถนนมอง)

              ส่วนเกวนก็เขินไปอีกคน ในแง่ที่เผลอทำตัวติดสนุกจนเกินงามไปหน่อย ...ซึ่งมันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยถ้าชินไม่ได้เห็นเธอโดดโลดเต้นเป็นเด็กผู้ชายคู่กับเคนเนธ

     

    โอ้ย! บ้า บ้า บ้า! จะดี้ด้าอะไรขนาดนี้นะตัวฉัน!

    นี่ชินจะมองเราเป็นเด็กไหมเนี่ย!!!

              คิดแบบนั้นแล้วเกวนก็ได้แต่ยกมือปิดหน้าอายม้วนต้วน เป็นที่ชื่นใจ?ของโอลิเวียยิ่งนัก

              โอลิเวียตบบ่าเกวนประหนึ่งปลอบใจ ทำเกวนกะพริบตาปริบ ๆ ดีใจยังกับแม่พระมาโปรด

              แต่ที่ไหนได้...

     

    “แค่นี้ยังอ่อนหัดนะคะ” เกวนโดนซ้ำเติมเข้าให้ คู่แข่งก็ยังเป็นคู่แข่งวันยันค่ำ ทำเอาเกวนน้อยหน้ามุ่ยไปเลย

    “งึยยยยย! อย่าให้พลาดบ้างนะโอลิเวีย”

    “ไม่มีวันค่ะ”

              โอลิเวียตอบกลับหน้านิ่งมั่นใจสุด ๆ

              ...แต่ชินเห็นเลยว่าสาวเจ้าจมูกยื่นทำเสียง ฮึ่ม! เป็นท่าทางแบบที่พยายามโอ้อวดว่าตัวเองชนะแล้ว

              ถึงชินจะไม่รู้อยู่ดีว่าแข่งอะไรกัน จนได้แต่เอียงคอก็ตาม

     

    ว่าแต่... สองคนนี้ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่นะ?

              ชินหันไปสนใจเรื่องความเป็นกันเองระหว่างเกวนกับโอลิเวียแทน ดูท่าจะมีบางอย่างระหว่างสองสาวเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้

     

              แล้วพอพูดถึงฝั่งผู้หญิง ชินก็สังเกตเห็นบรรยากาศรอบตัวของชงหยวน... ซูซานเปลี่ยนไปนิดหน่อยด้วย

              โดยเฉพาะสายตาที่กำลังจ้องเขาจากด้านข้างซ้าย และรอยยิ้มเลศนัยแบบที่อ่านเจตนาไม่ออก

     

    วางแผนอะไรไว้อีกรึเปล่า...

              ชินรู้มาจากอัลเฟรดเมื่อคืนว่าชงหยวนยึดฟรองล้มเหลว ทำให้เขาต่อลมหายใจไปได้อีกคืน แต่ในเมื่อแผนล้มเหลว ชงหยวนย่อมต้องหาทางแก้มืออยู่แล้ว

              เธอเป็นผู้หญิงเกลียดความพ่ายแพ้ ชินรู้ดี

              แต่พอหันไปมองจิน เขาก็ยังสงบเหมือนกับที่ผ่านมา ไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวอะไรเป็นพิเศษ เป็นที่น่าแปลกใจของชินอยู่เหมือนกัน

     

    ดูทรงแล้ว ฝั่งชงหยวนเองก็น่าจะมีข้อมูลของฝั่งเราเหมือนกัน

     

    ทางนั้นน่าจะรู้แล้วว่าแองกริคราวน์ปรากฏตัวในเมืองเมื่อคืน จึงน่าจะคาดเดาได้ว่าคนที่อยู่กับจินและเคนเนธในห้องพักเป็นเราตัวปลอม

    และคงคิดต่อไปด้วยว่าหากยึดฟรองแล้ว คนที่อยู่ด้วยเป็นตัวปลอม ก็คงพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรามีตราราชันย์จริงไหม

     

    งั้นหมากตาต่อไปของชงหยวน จะต้องเป็นการยืนยันให้ได้ว่าเราเป็นตัวจริงไม่ทางใดก็ทางนึงแน่

    แต่จินยังไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร... งั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าชงหยวนจะเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวเอง

     

    แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น... ฉันขอเริ่มก่อนเลยละกัน

              ชินอ่านสถานการณ์อีกฝั่งอย่างใจเย็น และเริ่มออกเดินตาแรกเพื่อหวังคุมเกม แววตาก็สบเข้ากับซูซานที่มองมาพอดี

     

    “แล้วซูซานล่ะมีร้านที่อยากไปรึเปล่า?”

    “...สุภาพบุรุษเสมอเลยนะคะ นึกว่าจะไม่ถามซะแล้ว”

              ซูซานอมยิ้มเดินเตาะแตะมือไพล่หลังเข้ามาใกล้ ท่าทางออดอ้อนเกือบจะทำให้ชินวางการ์ด คนเดินถนนอยู่รอบ ๆ เองก็คงต้องหลงความน่ารักของเธอแน่

              ...ถ้าไม่ติดเรื่องแววตาคมกริบที่เธอมองมาทางชินล่ะก็

     

              แต่สายตานั้นก็ดันเปลี่ยนกลับเป็นยกยิ้ม แล้วหันไปหาคนในกลุ่มแทน

     

    “ว่าไปแล้วนะคะทุกคน... ถึงจะเร็วไปหน่อย แต่ยังจำได้อยู่ใช่ไหมคะว่าคืนนี้เรามีกิจกรรมอะไรน่ะ!” ซูซานส่งความร่าเริงพร้อมกับมองทุกคน ตั้งแต่เกวน โอลิเวีย เคนเนธไปจนถึงจิน

              และแน่นอนว่าทุกคนรู้คำตอบ เพราะมันอยู่ในกำหนดการอยู่แล้ว

     

    “งานเต้นรำสินะ”

    “ใช่เลยค่ะชิน!”

              ซูซานชี้มาทางชินอย่างตื่นเต้น

              แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นตื่นตัวด้วยเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่ทำให้คนขี้ลืมอย่างเคนเนธร้อง อ๋อ! แค่นั้น

     

    “ว่าไปแล้วก็จริงแฮะ แต่งานนี้มันไม่ได้บังคับนี่นา” เคนเนธแบะมือ ไม่ได้มีกะใจจะเข้าร่วม

              ซึ่งอันที่จริง นักเรียนส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้สนใจกิจกรรมนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะมันเป็นธรรมเนียมของรุ่นก่อน ๆ ที่มาทัศนศึกษา ก็เลยจัดไปตามสมควรเท่านั้น

              แต่ซูซานไม่คิดอย่างนั้น เธอทำเสียง จุ๊จุ๊! พร้อมกับสะบัดนิ้วชี้ไปมา

     

    “แหม ๆ เรื่องนั้นมันก็ใช่แหละค่ะ แต่ฉันกับชินเป็นคณะกรรมการนะคะ! ถ้าพูดถึงความเหมาะสมแล้ว ยังไงก็ต้องเข้าร่วมนี่ ใช่ไหมล่ะคะชิน?” ซูซานหันมามองชินด้วยรอยยิ้ม มัดมือชกกันอย่างเห็นได้ชัด

    “...ก็น่าจะใช่แหละนะ”

              ชินตามน้ำแบบเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากจะให้นักเรียนทั่วไปเข้าร่วม คนที่เป็นหัวหอกก็ต้องเข้าร่วมด้วยจึงจะจูงใจให้คนอื่น ๆ ตามมาได้

              ...แต่ถ้านั่นเป็นสาเหตุเดียวก็คงดี

              และพวกชินรู้ว่าไม่ใช่ เมื่อซูซานพุ่งเข้ามาคล้องแขนชินตอนสบโอกาส

     

    “ “!!!?” ”

              โอลิเวียและเกวนเห็นแล้วถึงกับแผ่นหลังสะดุ้ง ยิ่งเห็นว่าซูซานยิ้มเยาะยิ่งทำเอาเส้นเลือดปูดขึ้นหน้าไปอีก

              แต่เจ้าตัวซูซานกลับไม่ยี่หระ แล้วหันไปยิ้มก้อร่อก้อติกมองช้อนอ้อนชิน เพราะรู้ว่าเขาไม่มีทางใจร้ายสะบัดเธอออกได้

     

    “เพราะงั้นแหละค่ะชิน เราไปเลือกชุดสำหรับงานเต้นรำกันดีกว่า———”

    “ “เดี๋ยวก่อน” ”

              โอลิเวียกับเกวนพูดขึ้นพร้อมกันยังกับนัดไว้

              ไม่เพียงเท่านั้น... โอลิเวียกับเกวนยังจับแขนซูซานที่กำลังคล้องแขนชินไว้ด้วย ความอดทนของพวกเธอถึงขีดสุดจนเก็บสีหน้าไม่อยู่แล้ว รอยยิ้มถึงดูไม่เหมือนยิ้มเลย

     

    รุกหนักเกินไปแล้วครับ ท่านชงหยวน

              จินเหงื่อตกอยากจะกุมขมับ เพราะรู้เลยว่าเจ้านายตัวเองเล่นแรงเกินไป

              ดูจากโอลิเวียกับเกวนที่มองแค้นยังกับจะเอามีดจ้วงก็รู้

     

    “ทำไมถึงตัดสินว่าตัวเองจะได้คู่กับชินล่ะคะคุณซูซาน”

    “ใช่แล้วค่ะ บังคับกันเกินไปแล้ว”

              ทั้งสองคนมองตาซูซานยังกับจะกินเลือดกินเนื้อ

              แน่นอนว่านั่นไม่พอให้ซูซานกลัว เธอถึงกับจ้องทั้งสองคนกลับไปตรง ๆ ด้วยซ้ำ

              แต่เธออ่านบรรยากาศเป็นและไม่อยากดึงดันจนผลออกมาตรงข้าม จึงได้ผละมือจากแขนชินก่อน

     

              ชินถอนหายใจโล่งอก รู้สึกขอบคุณที่เรื่องจบ ...แต่ที่ไหนได้

     

    “ไม่ได้เหรอคะ? ก็ชินยังไม่มีใครจองตัวนี่นา”

    “ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปมัดมือชกชินนะซูซาน” เกวนใจเย็นลงและพยายามพูดมีเหตุผล โอลิเวียเองก็พยักหน้ารับตาม

    “ถูกอย่างที่เกวนว่า ต้องถามชินด้วยนะคะว่าอยากคู่กับใคร”

    “เรื่องนั้นมันก็จริงแหละค่ะ แต่พูดกันตรง ๆ นะ... ต่อให้ไม่ถูกเลือก แต่พวกคุณจะยอมแพ้ง่าย ๆ เหรอคะ?”

    “ “...” ”

              โดนซูซานถามด้วยแววตาคมกริบราวกับแทงเข้าไปในใจ โอลิเวียกับเกวนชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอหมายถึงเรื่องเต้นรำหรือว่าเรื่องอื่น

              แต่ไม่ว่าเธอจะหมายถึงอะไร... คำตอบมันชัดเจนในใจอยู่แล้ว

              กระทั่งโอลิเวียกับเกวนยังหันมามองกันเพื่อดูท่าทีอีกฝ่าย กลายเป็นว่ายอมให้กันไม่ได้ไปอีกคู่

     

              จากศึกสองต่อหนึ่ง กลายเป็นศึกสามทาง... ชินเห็นแล้วยังทึ่งกับความสามารถด้านการชักจูงของชงหยวนไม่หาย คนทั่วไปไม่ได้เป็นอะไรนอกจากลูกไก่ในกำมือของเธอเลย

              โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับหญิงสาวในห้วงแห่งความรักยิ่งง่ายเข้าไปอีก

     

    “ใช่ไหมล่ะคะ... เพราะงั้นสุดท้ายแล้วชินจะเลือกใคร แต่เราก็ต้องพยายามอยู่ดี” ซูซานมองตาสองสาวด้วยรอยยิ้ม กลายเป็นนำหน้าหนึ่งก้าวไปโดยปริยาย

    “...นั่นสิ แต่ยังไงไปมัดมือชกก่อนก็ไม่ถูกนะ” เกวนนึกถึงตอนที่ซูซานคล้องแขนชิน รู้สึกว่ายังไงนั่นก็เกินไป

    “แล้วถ้าจะตัดสินว่าใครจะได้คู่กับชิน เราควรตัดสินอย่างยุติธรรมด้วยกฎที่สมเหตุสมผลด้วยค่ะ”

              โอลิเวียยืนยันอีกเสียง ชินจับอารมณ์เธอได้เลยว่ากำลังเร่งเร้า

     

    ว่าแต่... กลายเป็นความเห็นของเราไม่ถูกนำมาคิดแล้วสินะ

              ชินสรุปเอาจากบทสนทนา แม้จะน่าเสียดายแต่เขาก็เป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธทั้งสามคนจริง ๆ นั่นแล

              เรียกว่า ‘ตามมารยาท’ แล้ว ต่อให้ใครจะมาเต้นรำกับเขาก็รับได้ทั้งนั้น

     

              ...ส่วนตัวเลือก ‘ตามหัวใจ’ ก็น่าเสียดายอีกเหมือนกันที่ทำไม่ได้ เพราะเป็นการโจ่งแจ้งเกินไป

              สำหรับเรื่องนั้น ตอนนี้เขาคงทำได้แค่มองเอลฟ์สาวเพียงอย่างเดียว

     

    “อะแฮ่ม! ฟังมานานแล้ว ฉันขอพูดอะไรหน่อยละกันสาว ๆ”

              เคนเนธที่เงียบมาตั้งนานจู่ ๆ ก็เปิดปากขึ้นมา คงมีแต่ชินที่มองเขาอยู่เลยรู้ว่าเจ้าตัวกำลังสนุกกับสถานการณ์อย่างนี้

              แล้วดูจากรอยยิ้มของเจ้าตัว เขาน่าจะคิดอะไรแผลง ๆ อีกแน่

     

    “อะไรเนี่ย อย่าบอกนะว่าคิดอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาอีก”

    “แปลกที่ไหนเล่าเกวน! ที่ฉันคิดได้นี่มันไอเดียสุดบรรเจิดเลยนะ! แถมยังวัดความเข้ากันกับชินได้ด้วย!”

     

    ความเข้ากันกับชินเหรอ?

              สามสาวได้ยินแล้วหูผึ่ง แถมคิดเหมือนกันในเวลาเดียวกันอีก

              กระทั่งซูซานยังเผลอใจไปกับเขาด้วย ...แผนยืนยันตัวจริงของชินถึงกับปลิวหายไปจากหัวชั่วคราวเลยทีเดียว

     

              แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อความเข้ากับชินมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

              แล้วยิ่งถ้ามีวิธีพิสูจน์ความเข้ากัน พวกเธอก็ต้องอยากเป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว

     

    “...แหม ๆ ชักอยากจะฟังแล้วสิคะว่าจะใช้วิธีไหน”

    “นั่นสิคะ หวังว่าจะทำได้อย่างที่พูดนะคะเคนเนธ”

    “ถ้าเป็นวิธีพิลึก ๆ ล่ะก็ ฉันตีนายแน่!”

              สามสาวมองเคนเนธอย่างจริงจัง แต่เจ้าตัวกลับไม่เสียรอยยิ้ม

              กระทั่งชินก็มองออกเพียงแค่เจตนาแฝงที่ไม่ดีของเพื่อนสนิท

              แต่เรื่องที่เขาจะทำอะไรนั้น แม้แต่ชินเองก็ไม่อาจรู้ได้

     

    เจ้าบ้าเคนเนธ... สังหรณ์ใจไม่ดีเลย


    ❖❖❖❖❖


    คล้ายกับเรื่องปกรณัมของเหล่านักเรียน ม.ปลาย ผู้ปฏิวัติโลก (Midnight High-School) ที่คุณอ่าน