ติงเหว่ยกำลังจะปฏิเสธแต่ก็ถูกแม่นางหลี่ว์ตำหนิและดึงแขนเสื้อเอาไว้ “เจ้าเป็นลูกสาวของข้านะจะเกรงใจอะไรขนาดนั้น? เสบียงอาหารเหล่านี้ก็เป็นเงินเจ้าซื้อมาวันนี้ให้เจ้าเก็บไว้ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว!”
ผู้อาวุโสติงแขวนปล้องยาสูบไว้กับสายคาดเอวแล้วพูดว่า“ในวันหน้าพวกเราต่างก็ไปกันหมดแล้ว เจ้าเองก็ไม่มีใครคอยดูแลหากว่าถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจใครจะออกหน้าให้เจ้า? เสบียงอาหารพวกนี้ก็เพียงพอให้พวกเจ้าสองแม่ลูกมีกินไปสองสามปีในเวลาที่จวนตัวอาจได้ใช้ก็เป็นได้”
ติงเหว่ยได้ฟังแล้วก็ใจเต้นรัวบางทีอาจเป็นความเข้าใจผิดของนางก็ได้ดูเหมือนว่าหลังจากที่ท่านพ่อของนางพบกับกงจื้อหมิงครั้งที่แล้วก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกสามส่วนทั้งภาษาพูดและภาษากายต่างก็กังวลเรื่องทางหนีทีไล่ของนางอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้การจากลาใกล้เข้ามาแล้วนางก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากนัก จึงทำได้เพียงตอบรับด้วยความจริงใจเท่านั้น
จู่ๆแม่นางหวังก็พูดออกมาว่า “อันที่จริงฝากเสบียงอาหารไว้ที่น้องสาวมิสู้เอาไปขายแลกเป็นเงินดีกว่า ยังไงเก็บเงินทองก็ดีกว่าเก็บเสบียงอาหารก็เหมือนที่ย้ายไปทางใต้เอาของไปมากก็ไม่สะดวกเท่าเงินทอง พอถึงที่นั่นค่อยซื้อ…”
นางยังไม่ทันพูดจบพี่รองสกุลติงก็ขมวดคิ้วและจ้องไปที่นางด้วยความโกรธ แล้วตำหนิออกมาอย่างรุนแรงว่า“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!”
แม่นางหวังรู้สึกน้อยใจเล็กน้อยนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วหมุนตัวไป แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
แม่นางหลิวแอบถอนหายใจออกมาน้องสะใภ้คนนี้ปกติดูแล้วก็ฉลาดเฉลียว แต่ใครจะนึกว่านางชอบทำแต่เรื่องโง่ๆในเวลาที่สำคัญๆ
สีหน้าผู้อาวุโสติงกับแม่นางหลี่ว์ก็ไม่น่าดูยิ่งขึ้นไปอีกสะใภ้รองแสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ลูกสาวให้เงินมากสักหน่อยเพื่อใช้เป็นค่าเดินทาง
ติงเหว่ยเองก็วางแผนไว้แล้วและนางก็เข้าใจในนิสัยของพี่สะใภ้รองเป็นอย่างดีมาโดยตลอดดังนั้นก็เลยพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ที่พี่สะใภ้รองพูดมาก็มีเหตุผลข้าเตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้พ่อแม่พกติดตัวเมื่อถึงทางใต้แล้วหากมีอะไรขาดเหลือจะได้ซื้อเพิ่มเติมได้”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็หยิบกระเป๋าใส่เงินใบหนึ่งออกมาจากในมือของอวิ๋นอิ่งกระเป๋าใบนั้นมีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ ภายในใส่เงินไว้จนเต็มหากใส่ตำลึงเงินเข้าไปอย่างไรก็มีสักร้อยตำลึง
ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงแม่นางหวังที่กำลังแอบมองอยู่แม้แต่แววตาของแม่นางหลิวก็เต็มไปด้วยความสุขอยู่หลายส่วน จากบ้านเกิดเมืองนอนไม่รู้หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรครอบครัวมีเงินติดตัวไปมากสักหน่อยอย่างไรก็รู้สึกอุ่นใจมากกว่า
แม่นางหลี่ว์เกรงว่าลูกสาวของนางและหลานชายจะน้อยใจจะให้เอาเงินที่ลูกสาวหามาได้อย่างยากลำบากได้อย่างไรกัน?แต่ในขณะที่นางกำลังจะยัดใส่มือลูกสาวคืนไปหลินลิ่วที่ยืนอยู่ไม่ไกลมาโดยตลอดกลับก้าวเข้ามาหา
“ท่านผู้อาวุโสและฮูหยินโปรดวางใจสถานที่ที่พวกท่านไปอยู่นั้นมีภูเขาและสายน้ำสวยงามวิจิตรตระการตาพวกท่านสามารถปลูกพืชได้ปีละสองครั้งและยังไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งครั้งก่อนอีกด้วย อีกอย่างตอนนี้เสบียงอาหารก็ได้ใส่ไว้จนเต็มกินยังไงก็กินไม่หมด รับรองว่าพวกท่านจะไม่หิวแม้แต่นิดเดียว”
ครอบครัวสกุลติงได้ยินแล้วต่างก็สงสัยที่พวกเขากังวลอย่างหนักเรื่องการย้ายบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะภาวะขาดแคลนของทางใต้และข้าวยากหมากแพงทุกวันนี้แต่ละคนต่างก็อพยพขึ้นเหนือเพื่อลี้ภัย แต่พวกเขากลับเลือกที่จะ “เผชิญหน้ากับความยากลำบาก”ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าสกุลอวิ๋นจัดเตรียมที่อยู่อาศัยที่ดีเช่นนี้เอาไว้ให้ พวกเขาก็ไม่อยากจะเชื่อจริงๆแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุข
ในทางกลับกันติงเหว่ยเคยได้ยินกงจื้อหมิงพูดอย่างเร็วๆเอาไว้ นางเชื่อใจในกำลังทรัพย์ของสกุลอวิ๋นเป็นอย่างมากโดยไม่สามารถอธิบายได้อย่างไรแล้วในคราแรกที่สกุลอวิ๋นตกที่นั่งลำบากจนมาอยู่ที่นี่ ของกินของใช้และเสื้อผ้าก็ไม่เคยขาดแคลนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อคิดได้เช่นนี้นางก็ยิ้มและพูดออกมาว่า“ท่านพ่อท่านแม่ ในเมื่อผู้ดูแลหลินพูดเช่นนี้แล้วพวกท่านเองก็รีบเดินทางอย่างสบายใจเถิด ไม่แน่ว่าพอผ่านไปสองปีพวกท่านอยู่ที่นั่นอย่างสุขสบายแล้วอาจจะไม่อยากย้ายกลับมาที่นี่ก็เป็นได้”
ผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ต่างก็หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเช่นนี้และก็พูดตำหนิออกมาว่า “ห่างไกลบ้านเกิดย่อมต่ำต้อย [1] ใบไม้ร่วงคืนสู่ราก [2]ที่ไหนก็ไม่ดีเท่าบ้านเกิด ยังไงก็ต้องกลับมา”
สองสามีภรรยาพูดอย่างมั่นใจโดยไม่คาดคิดว่าคำทำนายของลูกสาวจะเป็นเรื่องจริงการไปของครอบครัวสกุลติงในครั้งนี้ได้ไปตั้งรกรากที่ทางใต้จริงๆเต็มไปด้วยลูกหลานมากมาย กิจการของครอบครัวเจริญรุ่งเรืองและพวกเขาก็ไม่เคยกลับมาที่อำเภอชิงผิงอีกเลย
แน่นอนว่านี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภายหลังต่อให้จะอาลัยอาวรณ์สักแค่ไหน แต่อย่างไรการจากลาก็ค่อยๆ มาถึงอยู่ดี
ข้าวของและสัมภาระของครอบครัวสกุลติงถูกใส่ไว้ครึ่งหนึ่งของรถม้าส่วนรถม้าอีกคันหนึ่งก็เต็มไปด้วยบุรุษ สตรี คนแก่และเด็กหลินลิ่วพาองครักษ์จำนวนสิบกว่าคนไว้คอยปกป้องทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มออกเดินทาง
ติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้และพาอวิ๋นอิ่งที่อยู่ในรถม้าของสกุลอวิ๋นมาส่งจนถึงประตูอำเภอเมืองหลินลิ่วถึงได้เอ่ยปากเร่งเร้า พวกเขาบอกลาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา
จนกระทั่งรถม้าวิ่งห่างออกไปไกลแม่นางหลี่ว์ก็ยังคงชะเง้อออกมานอกหน้าต่างรถม้านางหวังว่าจะเก็บภาพของลูกสาวและหลานชายเอาไว้ในดวงตาและพาไปด้วย
ติงเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปและหลั่งน้ำตาไหลอาบเต็มใบหน้าอันเกอเอ๋อร์อายุยังน้อย เขายังไม่เข้าใจความเจ็บปวดของการจากลา มือน้อยๆของเขาโอบไปที่คอของแม่ จากนั้นก็เช็ดน้ำตาให้นางอย่างสะเปะสะปะ
อวิ๋นอิ่งทนดูไม่ไหวนางรีบเดินเข้าไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์ แล้วพูดเกลี้ยกล่อมเบาๆ ว่า “แม่นาง ยามนี้ลมเย็นนิดหน่อยมิสู้เราพาอันเกอเอ๋อร์กลับไปกันเถอะ ไม่แน่ว่าอีกสองปีก็เจอกันแล้ว ยังไงก็ดีกว่าอยู่ที่อำเภอชิงผิงและต้องคอยหวาดระแวงทั้งวัน”
ติงเหว่ยใช่ว่าจะไม่รู้ความจริงในข้อนี้แต่สองปีที่นางใกล้ชิดสนิทสนมกัน แล้วจู่ๆ ก็แยกจากกันในใจของนางยังรับไม่ไหวในทันที
เมื่อได้ยินเช่นนี้นางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้แห้งแล้วก็พูดว่า “ตกลง ข้าทำให้เจ้าต้องมาตากลมกับข้าอยู่ตั้งนาน พวกเรากลับกันเถอะ!”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็ขึ้นไปในรถก่อนอวิ๋นอิ่งเองก็รีบส่งสายตาให้ลุงหลี่ที่ขับรถม้าอย่างรวดเร็วจากนั้นก็รีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์กระโดดขึ้นไปเด็กน้อยรักสนุกและเขาชอบการกระโดดมากที่สุดเป็นอย่างที่คาดไว้อันเกอเอ๋อร์มีความสุขจนปรบมือน้อยๆ ของเขา ทำให้อวิ๋นอิ่งยังต้องกระโดดขึ้นลงต่อไป
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของลูกชายเป็นยารักษาความเจ็บปวดที่ดีที่สุดของแม่ติงเหว่ยรับลูกชายไปแล้วตีที่ก้นอวบๆ ของเขาหนึ่งที และดุว่า“อย่าก่อกวนป้าอิ่งของเจ้า พวกเราควรจะกลับบ้านกันได้แล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ในใจของติงเหว่ยก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่นางนับจวนสกุลอวิ๋นเป็นบ้านหลังหนึ่งไม่ว่าจะสุขใจหรือเศร้าใจ เรือนแห่งนั้นก็เป็นท่าเรืออันอบอุ่น [3] ที่สุดของนางเสมอ...
……
ในลานของจวนสกุลอวิ๋นก็ยังคงเงียบสงบอย่างที่เคยเป็นมาหลังจากที่กงจื้อหมิงตอบจดหมายในมือเสร็จแล้ว เขาก็หันไปมองทางลานที่ดูว่างเปล่าและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมาว่า “พวกนางยังไม่กลับมาอย่างนั้นหรือ?”
เฟิงจิ่วทั้งฉลาดเฉลียวและมีไหวพริบเขาจะไม่เข้าได้อย่างไรว่า “พวกนาง” ในคำพูดของนายท่านหมายถึงใคร ดังนั้นก็เลยรีบตอบว่า“เรียนนายน้อย แม่นางติงยังไม่กลับมา แต่ดูจากเวลาแล้วคาดว่าใกล้จะมาแล้ว”
และเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้นเขายังไม่ทันพูดจบ ที่ประตูเรือนก็เริ่มคึกคักขึ้นมา
ในไม่ช้าติงเหว่ยก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้ามาเป็นคนแรก
เสี่ยวชิงวิ่งออกมาจากห้องครัวอย่างรวดเร็วนางตะโกนอย่างมีความสุขว่า “ไอ๊หยา พี่ติงในที่สุดท่านก็กลับมาสักทีข้าเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้วหากท่านไม่กลับมาข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทำกับข้าวอะไรให้นายน้อยกินดี!”
ติงเหว่ยตีไปที่หน้าผากของนางหนึ่งทีและตำหนิออกมาว่า“มีลูกศิษย์เช่นเจ้าอาจารย์อย่างข้าไม่โกรธจนตายก็ถือว่าสวรรค์เมตตาแล้วปกติข้าก็สอนเจ้าไปไม่น้อยแล้วทำไมถึงไม่สามารถจัดเตรียมอาหารกลางวันสักมื้อได้เสียแล้ว?”
เสี่ยวชิงหน้าแดงขึ้นมานางเกาหลังศีรษะอย่างเขินอายและอธิบายออกมาว่า “กับข้าวข้าทำได้แต่ว่านายน้อยชอบเฉพาะที่พี่ทำข้าก็เลยไม่มีความมั่นใจถึงได้ไม่กล้าตัดสินใจต่างหาก!”
สาวใช้ตัวน้อยพูดความจริงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้ติงเหว่ยหน้าแดงเล็กน้อย นางหันไปมองทางห้องหนังสือข้างในโดยไม่รู้ตัวและเป็นอย่างที่คาดไว้ นางเห็นกงจื้อหมิงในชุดสีเขียวกำลังยิ้มและมองมาทางนี้นางหน้าแดงก่ำขึ้นมาในทันที ติงเหว่ยส่งอันเกอเอ๋อร์ให้อวิ๋นอิ่งจากนั้นก็หมุนตัวและลากเสี่ยวชิงเข้าไปในห้องครัว
อันเกอเอ๋อร์ที่จู่ๆก็ถูกแม่ของเขาทอดทิ้ง เขารู้สึกน้อยใจเล็กน้อย โชคดีที่ในไม่ช้าเขาก็พบกับ“เพื่อนเล่น” ที่ดีกว่า ดังนั้นเขาจึงแบมือน้อยๆ แล้วตะโกนเสียงดังว่า “เต่ยเต่ย!”
ใบหน้าของกงจื้อหมิงที่แต่เดิมสงบนิ่งและเย็นชาพลันเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาในทันทีราวกับพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว ที่จู่ๆ ก็ละลายหิมะเหล่านั้นไป
“อันเกอเอ๋อร์มานี่มา!”
อวิ๋นอิ่งไหนเลยจะกล้าอิดออดนางรีบส่งคุณชายน้อยไปในทันที
หลังจากที่ติงเหว่ยทำอาหารกลางวันเสร็จนางเข้าไปในห้องก็เห็นว่าลูกชายกำลังนั่งอยู่ในอ้อมแขนของกงจื้อหมิงเขากำลังถือพู่กันทำลายกระดาษและแท่นหมึกเล่น นางอดไม่ได้ที่จะถลึงตามองไปหนึ่งทีจากนั้นก็ตำหนิกงจื้อหมิงออกมา “หากว่าเด็กคนนี้โตขึ้นแล้วไม่มีอนาคตที่ดีทั้งหมดล้วนเป็นเพราะถูกท่านคอยตามใจ!”
กงจื้อหมิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วยิ้มเขาอุ้มเจ้าเด็กอ้วนแล้วโยนขึ้นไปสูงๆ เขาประมาณการแล้วพูดออกมาว่า“อันเกอเอ๋อร์หนักขึ้นอีกแล้ว!”
อันเกอเอ๋อร์ตื่นเต้นจนกรีดร้องออกมาทำให้ติงเหว่ยรีบเข้าไปรับเพราะเกรงว่าลูกชายสุดที่รักของนางจะได้รับบาดเจ็บ
กงจื้อหมิงก็เลยหยุดมือและอุ้มอันเกอเอ๋อร์ให้นั่งอยู่บนตักของเขาขอบตาด้านล่างของเขามีรอยดำคล้ำขนาดใหญ่มากอยู่สองรอยสีหน้าก็มีความเหนื่อยล้าบางๆ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พักผ่อนดีๆ มาเป็นเวลานาน
แต่เพียงเห็นอันเกอเอ๋อร์ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็ปวดใจนางอยากจะพูดเกลี้ยกล่อมอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปากออกไป โลกของบุรุษแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ได้มีเพียงสตรียังมีทั้งความทะเยอะทะยานและภาระที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คือไม่เป็นภาระให้เขาและจะเป็นการดีที่สุดที่จะพอช่วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้
กงจื้อหมิงเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนางแล้วเหตุใดเขาจะเดาความคิดของนางไม่ออกในใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ดังนั้นเขาจึงดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขนโดยไม่สนใจว่ารอบตัวยังมีคนอื่นอยู่
ติงเหว่ยตกใจและคิดอยากจะดิ้นรนออกมาแต่เมื่อคิดไปคิดมาช่วงหลายวันมานี้ได้เจอกันน้อยและแยกจากกันเยอะนางก็เลยยอมทำเรื่องไร้ยางอายสักครั้งอย่างหาได้ยากใบหน้าของนางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่อบอุ่นข้างหูของนางก็เป็นเสียงหัวใจที่เต้นอย่างมั่นคงและทรงพลัง ไม่รู้ว่าเหตุใดสิ่งนี้กลับช่วยบรรเทาและปลอบโยนความตื่นตระหนกและหวาดกลัวในใจของนางที่ต้องพลัดพรากกับครอบครัวได้อย่างน่าอัศจรรย์
แม้แต่กลิ่นหอมจางๆที่ลอยเข้าจมูกของนางก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจเป็นพิเศษ
อันเกอเอ๋อร์ไม่รู้ว่าแม่ของเขามีเรื่องในใจเขายื่นมือน้อยๆ ออกไปจับที่ใบหน้าของแม่เขาไม่รู้ว่าแววตาของเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้หัวเราะคิกคักออกมาไม่หยุด
ติงเหว่ยเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามออกมานางกุมมือน้อยๆ ของเขาเอาไว้อย่างแผ่วเบา และโยกไปมาอย่างนุ่มนวล
กงจื้อหมิงก้มศีรษะลงและมองไปที่สองแม่ลูกด้วยรอยยิ้มในใจของเขาเองก็รู้สึกนิ่งสงบเช่นกัน ไม่ว่าสายลมกับน้ำค้างจะเหน็บหนาวสักแค่ไหนเขาก็จะมอบท้องฟ้าอันอบอุ่นให้กับสองแม่ลูกได้อย่างแน่นอน
“เหว่ยเอ๋อร์ตามข้าไปที่เฉียนโจวเถอะ ที่นั่นถูกกองทัพควบคุมไว้ได้แล้วต่อไปข้าเองก็จะตั้งทัพใหญ่เอาไว้ที่นั่น ถึงแม้ที่นี่จะปลอดภัยแต่ว่าข้าอยากให้เจ้ากับอันเกอเอ๋อร์ไปอยู่ข้างกายข้า!”
เขาไม่รอให้ติงเหว่ยตอบออกมาและรีบพูดเสริมไปว่า“เจ้าไม่มีอะไรต้องกังวลที่อำเภอชิงผิงอีกแล้ว ครอบครัวของเจ้าก็ย้ายไปในที่ที่ปลอดภัยแล้วต่อไปไม่ว่าข้าจะไปที่ไหนเจ้าก็พาอันเกอเอ๋อร์ตามข้าไปด้วย”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำคาดว่าน่าจะเป็นเพราะต้องเร่งเดินทางติดต่อกันหลายวัน จึงยังมีความแหบแห้งเล็กน้อยแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน
ติงเหว่ยเงียบไปเป็นเวลานานนางรู้สึกหวาดกลัวเกี่ยวกับอนาคตที่เปรียบเสมือนลูกธนูอันแหลมคมทิ่มแทงทะลุความอบอุ่นและความสบายใจเมื่อครู่นี้ร่างกายของนางก็แข็งทื่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
กงจื้อหมิงรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นการตอบสนองใดๆดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลงและมือใหญ่ของเขาที่โอบผู้หญิงอันเป็นที่รักเอาไว้ก็อดไม่ได้ที่จะใช้แรงมากขึ้น
“ทำไมเจ้าไม่พูดอะไร?”
ติงเหว่ยกลับยืดตัวนั่งหลังตรงแล้วค่อยๆ จัดผมที่ยุ่งเหยิงของนาง และพูดออกมาอย่างจริงจังว่า“ในเมื่อข้าเลือกที่จะอยู่แล้วแน่นอนว่าข้าต้องการเดินหน้าหรือถอยหลังไปพร้อมกับท่านแต่ว่าข้าขอถามสักอย่างหนึ่ง ข้าจะไปอยู่ข้างกายท่านในฐานะอะไร?”
ในเมื่อเริ่มเอ่ยปากไปแล้วคำพูดต่อๆ มาก็พูดได้ไหลลื่นมากขึ้น “เมื่อก่อนเราตกลงที่จะเป็นคนรักกันแต่กลับไม่สามารถบอกให้คนนอกรู้ได้อย่างชัดเจน หากข้าไปอยู่ข้างกายท่านนานวันเข้ายังไงก็ต้องมีคนนอกพูดนินทาท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังจะยกทัพขึ้นเหนือ แต่กลับพาสตรีไปด้วย ยังไงก็คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร”
-----------------------------------------
[1] ห่างไกลบ้านเกิดย่อมต่ำต้อย 人离乡贱 หมายถึงคนที่จากบ้านเกิดไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จักหรือสนิทสนมทำให้ไร้ที่พึ่งและถูกผู้อื่นละเลย
[2] ใบไม้ร่วงคืนสู่ราก 落叶归根หมายถึงคนที่พยายามไปให้ไกลสักเท่าไร สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่เดิมหรือกลับมาที่บ้านนั่นเองเปรียบดังใบไม้ที่ขึ้นสูงถึงปลายยอด สุดท้ายก็ร่วงลงสู่ราก ในบางบริบทใช้อุปมาถึงการกลับบ้านเกิดเมืองนอนในวัยชรา
[3] ท่าเรืออันอบอุ่นที่สุด 最温暖的港湾หมายถึงสถานที่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นและสามารถหลีกหนีจากลมและฝนในทะเลได้นอกจากนี้ท่าเรืออันอบอุ่นยังถูกใช้เรียกสถานที่ที่ให้หวนกลับหรือที่พักพิงเวลามีความรักอีกด้วย