“ ว่ายังไงคนเก่ง ได้อะไรจากอาจารย์ใหม่บ้างล่ะ ”
เด็กชายกล้ามโตมองไปยังเพื่อรุ่นเดียวกันแต่อยู่คนละคลาส อีกฝ่ายเดินออกจากคลาสของอาจารย์เหวินนับตั้งแต่ชั่วโมงแรกและไม่ได้กลับมาในคลาสที่สองและคลาสที่สาม
“ นิดๆหน่อยๆ ไม่มีอะไรมากหรอก ”
“ โอ้ อาจารย์คงจะเก่งน่าดูสามารถสอนเพื่อนฉันให้เข้าใจอะไรนิดๆหน่อยๆหลังจากเลือกทักษะยากๆมาให้ฝึก หวังว่าจะใช้ได้ในวันสอบนะ ”
ไม่มีการพูดจาใดๆอีก ถึงแม้จะเป็นการพูดจาถากถางเด็กชายกล้ามโตทำเพียงเมินก่อนจะนั่งหลับตาทำสมาธิไปพร้อมๆกับเด็กสาวกอดหนังสือที่ต่อยเขาจนสลบ นับตั้งแต่ที่อาจารย์เหวินให้การบ้านพวกเขาจะหาพื้นที่ว่างชวนกันโคจรมานาให้คุ้นชิน แม้จะแปลกใจที่จดจำจุดโคจรมานาหลักๆได้หลังจากฟังอาจารย์เฉินแนะนำก็ตามที พวกเขากลับไม่สนใจหาคำตอบว่าทำไมถึงเข้าใจ หลายคนคิดเพียงแค่ว่ามันคงจะเป็นหนึ่งในวิธีที่อาจารย์เหวินใช้สอนจึงทำให้พวกเขาเข้าใจในการโคจรนั้นๆ
“ นี่ บ่ายวันนี้ฉันว่าจะไปหาอาจารย์ที่ฟิตเนส มีใครจะไปกับฉันหรือเปล่า ”
เด็กชายกล้ามโตบอกกับเพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกัน นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ที่อาจารย์เหวินเข้าสอน หรูอี้ฟิตเนสกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่พวกเขาจะต้องเดินทางไปประจำ นอกจากจะขอคำชี้แนะเล็กๆน้อยๆจากอาจารย์ได้แล้วพวกเขายังพบเจอเครื่องมือมหัศจรรย์ที่จะทำให้คะแนนสอบดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
“ งั้นไปด้วยกันเถอะ ฉันก็ว่าจะไปช่วงบ่าย ”
เด็กแต่ละคนพยักหน้าพร้อมกันก่อนจะโคจรมานาเป็นรอบสุดท้าย
---------------------------------------------------------------
ดวงตาทั้งสองมองขึ้นไปดูพระจันทร์กลมโตปลดปล่อยแสงสว่างจ้าจนทำให้เมืองสว่างจากแสงที่ส่องลงมากระทบทุกอย่าง
เจ้าของดวงตาที่มองพระจันทร์กลับรู้สึกกดดันเพราะวันที่ต้องคุยกันกับตระกูลหานได้มาถึง นับตั้งแต่เธอหายดีจนมีข่าวกระจายออกไปทางฝั่งผู้อาวุโสตระกูลเจียงและผู้อาวุโสตระกูลหานต่างก็จัดเตรียมงานเพื่อคุยกันเรื่องงานหมั้นอีกครั้ง วันนี้จึงเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกกดดันไม่น้อยเนื่องจากว่าจะต้องต่อรองเพื่อซื้อเวลาให้กับสามี
“ คุณหนูจินม่ายสวัสดีครับ วันนี้อากาศดีมากเลยนะครับว่าไหม ”
คุณชายหานเดินเข้ามาทักทายผู้อาวุโสตระกูลเจียงพลางหันมาทักทายคุณหนูจินม่ายที่มาในชุดเดรสสีขาวมัดผมหางม้าดูทะมัดทะแมง แม้น้ำเสียงที่ตอบรับคุณชายหานจะปกติราวกับคนคุ้นเคยทักทายกัน สีหน้าและท่าทางของเธอยังคงเย็นชาตายด้านราวกับไม่มีความรู้สึกใดเลย
“ ยังไงเชิญนั่งก่อนนะครับ คืนนี้คงมีเรื่องหลายอย่างที่เราต้องคุยกัน ”
คุณชายหานเชิญผู้อาวุโสแต่ละคนนั่งให้พร้อมแล้วกำชับบอดี้การ์ดห้ามไม่ให้ใครขึ้นมาบนดาดฟ้า นอกจากนั้นแล้วยังส่งบอดี้การ์ดไปยังดาดฟ้าตึกรอบๆเพื่อไม่ให้ใครลอบโจมตีที่นี่ได้ งานเลี้ยงในคืนนี้สำคัญไม่สามารถให้ใครเข้ามาขวาง
จินม่ายนั่งลงไปบนเก้าอี้ว่างที่เตรียมเอาไว้ให้ ไม่นานก็มีอาหารมากมายพร้อมกับเครื่องดื่มนำมาวางเรียงกัน เหล่าบริกรเริ่มตัดแบ่งอาหารตามลำดับพร้อมกับรินไวน์ลงไปในแก้วให้กับผู้คนที่อยู่รอบๆโต๊ะ
คุณชายหานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นว่าคุณหนูจินม่ายยังไม่ได้ตักอะไรจึงตัดเนื้อปลาชิ้นหนึ่งไปวางให้บนจาน
“ น้องจินม่ายลองทานสิ่งนี้ดูนะครับ ครั้งก่อนพี่มาที่นี่แล้วติดใจมาก นอกจากนั้นยังเป็นเมนูบำรุงหัวใจด้วยนะครับ ”
“ ขอบคุณคุณชายหานมากนะคะ เพียงแต่ว่าฉันยังไม่สามารถทานอะไรนอกเหนือจากที่หมอสั่งได้ค่ะเพราะอาจจะมีบางสิ่งออกฤทธิ์ผสมไปกับยาจนทำให้อาการกำเริบได้ ”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับคุยกับเสาไม้ ในเมื่อผู้อาวุโสตระกูลเจียงแต่งเรื่องให้ผู้คนเชื่อว่าเธอป่วย จินม่ายจึงขอใช้เรื่องนี้ปฎิเสธทุกอย่างที่คุณชายหานส่งมอบให้
“ อย่างนั้นเองเหรอครับ น่าเสียดายแย่ ”
คุณชายหานเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยแล้วบอกให้บริกรเก็บอาหารด้านหน้าของเขาออกไปให้เหลือเพียงแค่ไวน์ หากเขากินต่อไปอาจจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกหิวได้จึงนั่งรอผู้อาวุโสไปพร้อมๆกับจินม่าย
“ ผู้อาวุโส 5 ไม่คิดเลยว่าเราจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้ ”
ผู้อาวุโส 5 ของตระกูลเจียงยิ้มรับหลังจากผู้อาวุโส 1 ของตระกูลหานเป็นฝ่ายทักทาย ล่าสุดพวกเขาเจอกันที่ซากโบราณสถานเขต X เมืองหวงซี
“ ฮ่าๆๆ นั่นสินะ ครั้งก่อนวุ่นวายจนไม่มีเวลาทักทาย ว่าแต่เป็นอย่างไรบ้าง พอจะหาเบาะแสชายสวมหน้ากากไม้เจอหรือยัง ”
“ ยังเลย ไม่ว่าจะหาตัวมันยังไงก็ไม่เจอ ”
“ อย่างนั้นเหรอ น่าเสียดายที่พลาดอาวุธชิ้นนี้ไป ”
คุณชายหานยังคงยิ้มเช่นเดิมแล้วปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งสองตระกูลพูดคุยสัพเพเหระ ในระหว่างนั่งฟังเขาก็รู้สึกกลัวผู้อาวุโสจะพูดถึงเขต X แต่ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสทั้งสองฝ่ายจะรู้ดีว่าควรจะออกจากการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องซากโบราณสถานแห่งนี้ พวกเขาจึงคุยเรื่องการล่าในพื้นที่อื่นอย่างรวดเร็วจนเวลาเลยผ่านไปเป็นชั่วโมง
“ ผู้อาวุโสครับ ผมคิดว่าเราน่าจะคุยเรื่องหลักได้แล้วนะครับเพราะถ้าดึกมากไปกว่านี้จะไม่ดีต่อสุขภาพของน้องจินม่าย ”
คุณชายหานขอให้ผู้อาวุโสพูดเข้าประเด็นสำคัญในทันที ทางฝั่งผู้อาวุโสตระกูลหานจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง งานเลี้ยงในวันนี้จัดขึ้นเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับงานหมั้นที่เลื่อนมาแล้วหลายครั้ง
“ ฉันขอแทนพวกเราว่าผู้อาวุโสตระกูลหานและขอแทนพวกคุณว่าผู้อาวุโสตระกูลเจียงก็แล้วกันเพื่อให้การพูดคุยง่ายขึ้น ”
“ เชิญตามสบาย ” ผู้อาวุโส 5 ตระกูลเจียงยิ้มรับแล้วปล่อยให้งานดำเนินต่อไป
“ จากที่เราได้พูดคุยกันหลายครั้งจนมาถึงวันนี้ ทางเราตระกูลหานอยากจะขอจัดงานหมั้นระหว่างคุณชายหานของเราและคุณหนูจินม่ายตระกูลเจียงขึ้น เหล่าผู้อาวุโสตระกูลเจียงคิดเห็นเช่นไร ”
“ ดีดี ฉันก็คิดว่าดีเหมือนกัน ” ผู้อาวุโส 5 แย้มยิ้มด้วยใบหน้ามีความสุข ผู้อาวุโส 3 ของตระกูลเจียงยิ้มไม่แพ้กัน ผู้อาวุโส 1 ไม่ได้ยิ้มเพียงแต่ว่านัยน์ตาที่เขาแสดงออกมาบ่งบอกว่ากำลังพอใจกับสิ่งที่ผู้อาวุโสตระกูลหานเอ่ย
“ ในเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าสมควรจัดงานหมั้น เช่นนั้นแล้วทางเราตระกูลหานอยากให้เราทั้งสองตระกูลช่วยกันหาวันมงคลในคืนนี้เลย ทุกท่านเห็นว่ายังไง ”
“ดีดี”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหานล้วนพยักหน้า ทางฝั่งผู้อาวุโสตระกูลเจียงหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยแต่ก็มีบางคนนั่งนิ่งราวกับไม่ต้องการออกความคิดเห็นแต่อย่างใด
หลังจากนั่งสักพักอาจารย์ทำนายดวงก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าหลังจากที่ตระกูลหานทาบทามให้มาหาวันเวลาในการหมั้นหมาย เมื่อกางปฎิทินออกเผยให้เห็นภาพขนาดใหญ่ เหล่าผู้อาวุโสก็เริ่มเลือกวันมงคล
“ อีก 3 เดือนจะเป็นวันมงคลใหญ่ ท้องฟ้าเปิดโล่ง ดาวเคราะห์โคจรรอบดาวเสาพร้อมกับหันหน้ามาทางดาวโลก วันนี้จะเป็นวันที่เหมาะสมที่สุด ”
“ ผู้เฒ่า เราหมั้นเร็วกว่านั้นได้ไหม 3 เดือนทางเราคิดว่ามันนานเกินไปไหนจะต้องมาหาวันแต่งอีก ”
ผู้อาวุโส 5 ตระกูลเจียงขอให้ผู้เฒ่าหาวันใหม่ให้ เดือนที่ 3 นานเกินไป เขาจึงมองเดือนที่ 2 แต่เมื่อมองดูความมงคลของเดือนที่ 2 และเดือนที่ 1 ไม่ต่างกันเลยเขาจึงเสนอแก่ทุกคน
“ นั่นสินะ หากว่าเดือน 2 มีพลังอำนาจไม่ต่างจากเดือนที่ 1 เราก็เลือกเดือนที่ 1 เลยสิจะได้ดีเพราะจะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับงานแต่งเยอะขึ้น ”
“ ใช่ๆ ” ผู้อาวุโส 5 พยักหน้าสนับสนุนทางฝั่งผู้อาวุโสตระกูลหาน
“ เช่นนั้นเราเลือกวันที่ 29 ของเดือนหน้าก็แล้วกัน มีใครอยากจะเลือกวันอื่นหรือไม่ ”
ผู้อาวุโสตระกูลหานเป็นฝ่ายสรุป เพียงแต่ว่าหญิงสาวสวมชุดเดรสสีขาวกลับยกมือเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเธอต้องการจะเอ่ยบางอย่าง
“ ฉันมีเงื่อนไขค่ะ ”
ผู้อาวุโส 1 และผู้อาวุโส 3 แสดงใบหน้าโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าจินม่ายไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆ เธอคิดจะออกความเห็น ผู้อาวุโส 5 จึงกดเสียงให้ต่ำแล้วปลดปล่อยแรงกดดันเข้ากระแทกร่างของเธอให้หุบปากแล้วอยู่นิ่งๆ
“ เงียบซะจินม่าย ”
“ ทำไมฉันต้องเงียบ ในเมื่อนี่เป็นการวางแผนงานหมั้นของฉัน ผู้อาวุโสจะไม่ให้ฉันมีความคิดเห็นในงานหมั้นตนเองเลยอย่างนั้นเหรอ ”
“ ผู้อาวุโสใจเย็นๆกันก่อนนะครับ ค่อยๆพูดค่อยๆจา ยังไงเราก็ลองมาฟังน้องจินม่ายก่อนนะครับเผื่อเธออยากจะให้เราเพิ่มเติมอะไรสักอย่าง ”
คุณชายหานพยายามเข้าห้ามผู้อาวุโสตระกูลเจียง
“ ขอบคุณคุณชายหานที่เป็นห่วง เรื่องนี้เราขอเคลียร์กันเอง จินม่ายฉันจะพูดให้เธอฟังชัดๆ ”
ผู้อาวุโส 5 หันมองจินม่ายหลังจากคุยกับคุณชายหานเสร็จ ในระหว่างนี้ทุกสายตาก็ได้หันมองจินม่ายสลับกับผู้อาวุโส 5
“ จินม่าย เธอรู้ไหมว่าตัวเองกำลังทำให้พวกเรามีปัญหา ”
“ ฉันรู้ค่ะ เพียงแต่ว่าฉันก็อยากจะบอกทุกคนที่นี่ให้กระจ่างเช่นกันเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันต้องการทำ ”
“ เงียบซะ ”
“ ฉันจะเงียบก็ต่อเมื่อฉันได้พูดสิ่งที่ต้องการแล้วเท่านั้น หากว่าไม่มีใครรับฟังเช่นนั้นวันนี้ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ”
“ ผู้อาวุโสอย่างไรเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวแล้วค่อยๆพูดค่อยๆจากันจะดีกว่า เอาล่ะทำไมเราไม่ให้หลานจินม่ายเสนอความคิดหน่อยล่ะว่าเธอต้องการอะไรบ้าง ”
จินม่ายหันมองผู้อาวุโส 1 ตระกูลหานที่สนับสนุน อย่างไรก็ตามการสนับสนุนนี้เป็นเพียงบทพูดที่ใช้เพื่อให้ตนเองดูเป็นผู้อาวุโสในงานเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกขอบคุณที่มีคนเปิดโอกาสให้สามารถพูดได้ดังนั้นเธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วป่าวประกาศสิ่งที่ต้องการในทันที