8
จิตบำบัด
เยวี่ยอู๋ฮวนเคยพยายามปลิดชีพตัวเองอยู่หลายครั้งสภาพจิตใจย่ำแย่อย่างหนัก เมื่ออารมณ์ปะทุจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้คำสัญญาจึงไม่อาจเชื่อถือได้เต็มร้อย
แม้ตราร่วมเริงรมย์จะสามารถป้องกันการปลิดชีพตัวเองทว่ามันจะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อกระตุ้นพลังของประคำซึ่งส่งผลให้สภาพจิตใจของเยวี่ยอู๋ฮวนย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมจนอีกฝ่ายไม่เชื่อมั่นในการรักษา ถือเป็วิธีป้องกันการฆ่าตัวตายที่เลวร้ายที่สุด
ซ่งชิงสือตัดตราร่วมเริงรมย์ออกไปจากตัวเลือกอย่างไม่ลังเลส่วนพลังสายอื่นที่ให้ผลคล้ายกันก็มักมีไว้เพื่อทรมานศัตรูไม่ได้แตกต่างจากตราร่วมเริงรมย์นักซ่งชิงสือเคยพิจารณาถึงวิธีการรักษาความเ็ปอันเกิดจากจิตใจวิธีอื่นอยู่เหมือนกันอย่างเช่น ใช้วิธีสะกดจิตหรือเข้าไปลบความทรงจำอันเลวร้ายภายในสมองส่วนที่เก็บความทรงจำทว่าการสะกดจิตนั้นฟื้นคืนสติได้ง่าย เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วความเ็ปจะยิ่งทบทวีและการลบความทรงจำยังส่งผลร้ายต่อจิตในการรับรู้อีกด้วยเซี่ยเชวียรับเยวี่ยอู๋ฮวนเข้าสำนักตอนอายุแปดขวบ ดังนั้นจึงมีความทรงจำมากมายที่ต้องลบหากดึงดันจะลบให้จงได้ ก็มีความเป็ไปได้สูงที่จะกลายเป็คนสติไม่สมประกอบ...
เมื่อตัดตัวเลือกไม่เหมาะสมทั้งหมดออกไปแล้วทางเลือกจึงเหลือเพียงจิตวิทยายุคปัจจุบัน
และจิตวิทยาก็เป็วิชาที่ซ่งชิงสือไม่ถนัดมากที่สุดแล้วไม่ใช่ว่าผลสอบไม่ดีแต่จิตวิทยามุ่งเน้นการสื่อสารทางด้านจิตใจและวิเคราะห์ความในใจของ ผู้ป่วยส่วนเขาแม้กระทั่งโรคกลัวการเข้าสังคมของตัวเองยังรักษาไม่หาย ประหม่ายามพูดมิหนำซ้ำยังอ่านสีหน้าคนไม่ออก ดังนั้นเขาจึงมีความรู้เพียงผิวเผินเท่านั้นแล้วจะจัดการกับโจทย์หินอย่างเยวี่ยอู๋ฮวนได้อย่างไร?
นักเรียนดีเด่นซ่งได้ลิ้มรสชาติของความกลัวเมื่อเจอโจทย์ยากเข้าให้อีกแล้วแม้กระทั่งยามฝันก็ยังฝันว่าสอบตก
เขารีบเก็บข้าวของที่ใช้ปลิดชีพตัวเองได้ออกจากเรือนนอนของเยวี่ยอู๋ฮวนใช้จิตในการรับรู้ตรวจสัญญาณชีพของเยวี่ยอู๋ฮวนหลายครั้งต่อวันด้วยเพราะเกรงว่าหากคลาดสายตาเพียงเสี้ยวเดียวจะช่วยเยวี่ยอู๋ฮวนเอาไว้ไม่ทันจนกระทั่งวันหนึ่งได้เห็นเยวี่ยอู๋ฮวนเหม่อมองบ่อปลาคาร์ปอย่างไม่อาจคาดเดาความคิดหลังจากนั้นซ่งชิงสือก็ตัดสินใจว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยอีกฝ่ายแม้มันจะดูสิ้นหวังก็ตาม
ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์เถื่อนซ่งจึงถูกบังคับให้เปิดกิจการ...
ซ่งชิงสือวางแผนการรักษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพิ่มตัวยาที่มีฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายลงไปในยาต้มของเยวี่ยอู๋ฮวนจุดกำยานสงบจิตเพื่อช่วยในการนอนหลับให้ทุกวันซึ่งจะช่วยลดการสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายได้เป็อย่างดีต่อมาก็ตัดวิธีที่ไม่เหมาะสมและทำไม่ได้ออกไปทีละอย่างจากวิธีบำบัดจิตที่เขาไม่ถนัดสุดท้ายจึงตัดสินใจลองใช้ทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล
ทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผลเป็ทฤษฎีการบำบัดที่นายแพทย์เอลลิสเป็ผู้คิดค้นขึ้นในทศวรรษ1950 โดยเน้นให้ความสำคัญกับเจตจำนงและเหตุผลของผู้ป่วยแต่ละคนในการรักษาจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในตัวเองเสียก่อนหลังจากนั้นแพทย์จะช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวเองของผู้ป่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยสร้างองค์ความรู้ใหม่ และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ทฤษฎีฟังดูแล้วเหมือนจะง่ายแต่การลงมือปฏิบัตินั้นโหดหินราวกับปีนขึ้นไปบน์ชั้นฟ้า
วิธีคลายเครียดที่ซ่งชิงสือถนัดคือการเรียนและการแก้โจทย์ปัญหาเขาเค้นสมองอยู่นานท้ายที่สุดก็ได้แรงบันดาลใจจากหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยเข้ามาชวนเขาคุยในห้องสมุดโดยจะเลือกหนังสืออ่านยากมาเล่มหนึ่งแสร้งทำเป็อ่านไม่เข้าใจแล้วไปถามเยวี่ยอู๋ฮวน เมื่อได้คำตอบว่าไม่รู้ก็ค่อยชวนกันไปหาคำตอบที่หอคัมภีร์ด้วยกันกับตนหลังจากนั้นก็ชี้นำให้อีกฝ่ายัักับความสุนทรีย์ที่ได้รับจากองค์ความรู้ในระหว่างการค้นหาคำตอบเสริมสร้างความมั่นใจให้เยวี่ยอู๋ฮวนภายในห้องแห่งสติปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์และร่วมออกเดินทางสู่ห้วงสมุทรแห่งความรู้
เคยมีหญิงสาวเพียรพยายามเข้ามาพูดคุยกับซ่งชิงสืออย่างไม่ย่อท้อและทุกวันก็มักจะถูกเขากระตุ้นให้ตั้งใจเรียนหนังสืออีกทั้งยังช่วยสอนแก้โจทย์ปัญหาจนผลคะแนนของเธอสูงขึ้นสามารถสอบเข้าเป็นักศึกษาวิจัยในมหาวิทยาลัยชั้นนำได้สำเร็จ ในพิธีจบการศึกษาเธอถึงขนาดร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจเพราะซ่งชิงสือทำให้เธอหายจากอาการบ้าผู้ชายได้
อาการบ้าผู้ชายก็เป็โรคทางจิตวิทยาโรคหนึ่งหรือเปล่านะ?
ซ่งชิงสือพลันมั่นใจในตัวเองมากขึ้นหลังจากระลึกถึงการรักษาที่เหนือความคาดหมายนั้น
-----------------------------------
ร่างเดิมเองก็เป็พวกหนอนหนังสือ หอคัมภีร์ในหุบเขาเ้าโอสถมีหนังสือหลายหมื่นเล่มส่วนใหญ่ล้วนเป็เนื้อหาเกี่ยวกับการแพทย์และยาพิษ
ซ่งชิงสือเกรงจะถูกจับได้ว่าตนตั้งใจโกหกจึงไม่กล้าเลือกตำราที่เฉพาะทางเกินไป หลังจากใช้เวลาเลือกอยู่ค่อนวันในที่สุดก็เจอบันทึกการออกท่องพิภพเซียนที่มีชื่อว่า ‘บันทึกชีวิตล่องลอย ณ หอหยก’จากมุมหนึ่งบนชั้นหนังสือฝุ่นหนาเตอะ
บันทึกเล่มนี้ถูกบันทึกไว้เมื่อหลายพันปีก่อนโดยปรมาจารย์แห่งสำนักขงจื๊อเขียนพรรณนาถึงพิภพเซียนได้อย่างสละสลวยแต่เข้าใจยากซ่งชิงสือให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ ไม่สนใจวรรณกรรม ขาดอารมณ์สุนทรีย์อย่างหนักไม่เคยร่ำเรียนด้านบทกวีเพลงกลอน และยิ่งไม่เข้าใจบทประพันธ์ในโลกนี้ฉะนั้นเขาจึงไม่เข้าใจบันทึกเล่มนี้เลยสักนิด คิดว่าคงพรรณนาถึงต้นไม้ ดอกไม้ใบหญ้า และวิวทิวทัศน์อะไรทำนองนั้น
เยวี่ยอู๋ฮวนทำการรักษาโดยการแช่โอสถครบห้าครั้งแล้วฤทธิ์ยาที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกายถูกขับออกจนหมดสิ้นตอนนี้อยู่ในขั้นตอนบำรุงร่างกายเพื่อรอยากำเนิดหกชีพจร
เมื่อมั่นใจว่าซ่งชิงสือไม่ได้สนใจร่างกายของตนเยวี่ยอู๋ฮวนจึงเลิกเผยท่าทีเย้ายวน รวบผมทั้งหมดขึ้นอย่างเป็ระเบียบด้วยกวานหยกเขียวไม่ปล่อยให้หลุดร่วงลงมาแม้แต่เส้นเดียวชายหนุ่มสวมใส่อาภรณ์สีเขียวที่เรียบง่ายที่สุด คอเสื้อสูงจนปกปิดลำคอมิดชิดคล้ายกับผู้ฝึกตนที่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ ไม่พูดมากความ ไม่ยอมก้าวพลาดภายในแววตาไม่ปรากฏอารมณ์ใด สีหน้าเยือกเย็น แผ่กลิ่นอายผลักไสผู้คน
ก่อนหน้านี้ตอนซ่งชิงสือไม่เห็นด้วยกับการที่อีกฝ่ายเรียกแทนตัวเองว่า‘บ่าว’ เยวี่ยอู๋ฮวนก็ทำเพียงก้มหน้าต่ำ เอ่ยตอบด้วยความนอบน้อมว่า ‘ขอรับ’‘ได้ขอรับ’
ซ่งชิงสือกอดหนังสือแนบอกแอบสังเกตเยวี่ยอู๋ฮวนอยู่ที่มุมหนึ่งมาพักใหญ่แล้วเขากลัวความเย้ายวนที่เยวี่ยอู๋ฮวนเสแสร้งแกล้งทำกลัวความเ็าอันเป็โฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่าย และยิ่งกลัวการถูกปฏิเสธทุกวันตนต้องทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าเข้าไปพูดคุยด้วย
เยวี่ยอู๋ฮวนนั่งเหม่ออยู่ที่มุมระเบียงเมื่อรับรู้ได้ว่าถูกแอบมองจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างอดไม่ได้
ซ่งชิงสือเผยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนก่อนเดินเข้าไปหาแขนขาขยับไปทางเดียวกัน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหลังพยายามสะกดจิตตัวเองว่าได้มาเจอกับรุ่นพี่เยวี่ยอู๋ฮวนที่ห้องสมุดก็รวบรวมความกล้าเปิดหนังสือแล้วยื่นให้ พร้อมเอ่ยว่า“ข้าไม่เข้าใจบทประพันธ์เล่มนี้ เ้าช่วยข้าอ่านได้หรือไม่?”
เยวี่ยอู๋ฮวนพินิจมองการกระทำของเขาคอยแต่จะรู้สึกว่าคนผู้นี้เข้าใจยากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซ่งชิงสือถูนิ้วไปมา กล่าวอย่างกังวล“แน่นอนว่าหากเ้ามิเข้าใจ พวก…พวกเราก็...”
“ขอข้าดูหน่อยขอรับ” เยวี่ยอู๋ฮวนหยิบหนังสือไปถือไว้เพียงกวาดมองแค่ไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็พลันตะลึงค้างหลังจากนั้นจึงหันไปมองซ่งชิงสือด้วยแววตาประหลาด เอ่ยอธิบายทีละคำ“หอหยกกล่าวถึงหอหยกในพิภพเซียน ว่ากันว่าประมุขแห่งหอหยกมีรูปโฉมงดงามมักจะแปลงกายลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อเชื้อเชิญผู้ฝึกตนหน้าตาดีร่วมเสพสังวาสหนังสือเล่มนี้ท่านปรมาจารย์หงเหวินแห่งสำนักขงจื๊อจินตนาการถึงเื่ราวความรักระหว่างตนกับประมุขแห่งหอหยกหยิบยกทิวทัศน์แทนเหตุการณ์ วัตถุเปรียบเปรยผู้คน ส่วน‘บุปผาหยกนุ่มละมุนห้อยลงมา’ นั้นหมายถึง...”
ซ่งชิงสือยิ่งฟังยิ่งตะลึงทั้งชีวิตนี้เขาไม่เคยอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาประโลมโลกใด ๆ มาก่อนเลยแล้วทำไมการสุ่มหยิบของเขาถึงได้วินาศสันตะโรเช่นนี้? เขาดึงสติกลับมาและพบว่าเยวี่ยอู๋ฮวนอธิบายไปถึงฉากพลิกฟ้าคว้าฝน[1]แล้ว เขาจึงรีบแย่งหนังสือเล่มนั้นมาซ่อนไว้ด้านหลังก่อนใช้ไฟเผาจนมอดไหม้กลายเป็จุณ ปล่อยให้มันลอยละล่องไปในอากาศทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งสองคนมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไรจนเวลาล่วงผ่านไปสองเค่อ[2]
ทั้ง ๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการบำบัดจิตใจแต่ซ่งชิงสือกลับเลือกหนังสือเนื้อหาไม่เหมาะไม่ควรมาให้ผู้ป่วยที่มีปมในใจเกี่ยวกับเื่ทำนองนี้เสียได้นี่นับเป็การตอกย้ำรอยแผลเดิมชัด ๆ
ซ่งชิงสือทั้งหงุดหงิดทั้งไปไม่เป็ ใบหูร้อนผ่าวพูดอะไรไม่ออก อยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ได้...
เยวี่ยอู๋ฮวนเป็ฝ่ายได้สติกลับมาก่อนเมื่อเห็นสีหน้าของเขา และคิดว่านี่เป็เพียงเื่เข้าใจผิดจึงเอ่ยปลอบ“สำนวนของปรมาจารย์หงเหวินค่อนข้าง...อืมบทประพันธ์ของเขาส่วนใหญ่แล้วมักจะพรรณนาถึงการท่องไปยังหุบเขาและแม่น้ำมีเพียงเล่มนี้ที่ต่างออกไป หากนายท่านชอบอ่านแนวนี้ สามารถอ่านเื่‘บันทึกหอไห่จู’ ‘แดนเร้นลับในหุบเขาพันลูก’ หรือ ‘ห้วงสมุทรนิรันดร์กาล’จะดีกว่า...”
ซ่งชิงสือพยักหน้าอย่างทุกข์ใจสื่อว่าเขาจำชื่อเื่ไว้แล้ว
ทั้งสองคนยังคงมองหน้ากันเงียบ ๆ อีกหนึ่งเค่อบรรยากาศกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ซ่งชิงสือคิดว่าตนไม่ควรนิ่งเงียบเช่นนี้ต่อจึงเพียรมองหาแสงสว่างจากความลำบาก ก่อนเริ่มบทสนทนาเจื่อน ๆ “บันทึกหอไห่จูเกี่ยวกับอันใดหรือ? ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน ฟังดูน่าสนใจเ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
เยวี่ยอู๋ฮวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งไม่รู้ว่าควรจะเล่าอย่างไร จึงตัดสินใจร่ายเนื้อหาทั้งหมดให้เขาฟัง
แม้ซ่งชิงสือจะไม่สันทัดในด้านกาพย์กลอน แต่เขาไม่ได้โง่เพียงได้ฟังก็รู้แล้วว่าปรมาจารย์หงเหวินไม่ได้เก่งกาจด้านการประพันธ์เป็แค่คนดักดานชอบใช้ศัพท์สวยหรูและสำนวนเข้าใจยากมาเรียบเรียงให้ดูเหมือนปราดเปรื่องแต่แท้จริงแล้วก็เป็แค่หนังสือกลวง ๆ จืดชืดไร้สีสัน
เยวี่ยอู๋ฮวนกล่าวถามด้วยความนอบน้อม“นายท่านอยากฟังเื่อื่นหรือไม่ขอรับ?”
จู่ ๆ ซ่งชิงสือก็รู้สึกว่าเื่นี้มีบางอย่างแปลก ๆเขาคิดว่าตัวเองเป็คนฉลาด มีความจำเป็เลิศติดแค่บทประพันธ์ที่อ่านนั้นต้องสนุกและไม่ยาวจนเกินไปเวลาอ่านก็ต้องตั้งใจอ่านพลางท่องจำมันไปด้วย
ทว่าใครจะไปเสียเวลาจำบทประพันธ์ไร้สาระพรรค์นี้กันแถมยังจำได้ทุกคำไม่ตกหล่น เท่านั้นไม่พอ ยังสามารถเข้าใจสำนวนยาก ๆ ได้อีกด้วยเขาพลันนึกไปถึงเื่น่าเหลือเชื่อก่อนเอ่ยถามเยวี่ยอู๋ฮวนอย่างระมัดระวัง“เ้าเคยอ่านตำรามาเยอะ? อ่านมาจากที่ใดหรือ”
“ตอนข้ายังเด็ก อาศัยครูพักลักจำจากท่านอาจารย์มาบ้างและได้อ่านจากเซี่ยเชวียด้วยขอรับ”เยวี่ยอู๋ฮวนคิดว่าซ่งชิงสือตรวจสอบอดีตของตนอยู่จึงไม่กล้าปิดบังตอบกลับไปตามความจริง “ส่วนมากข้าได้อ่านจากเคหาสน์หงส์ทองคำขอรับข้า...หลังจากข้าปรนนิบัติประมุขเคหาสน์เสร็จก็มักจะขออนุญาตเข้าไปยังหอคัมภีร์เพื่ออ่านตำราแต่นายท่านมิต้องกังวล อู๋ฮวนทราบดีว่าตัวข้านั้นต่ำต้อยเหมาะอ่านเพียงตำราทั่วไปเท่านั้นมิกล้าแตะต้องตำราฝึกวรยุทธ์ของสำนักเซียนหรอกขอรับ”
เคหาสน์หงส์ทองคำเก็บรวบรวมตำราไว้มากมายเขากอบกุมความหวังว่าจะหาวิธีหลุดพ้นเจอจากในตำราทว่าน่าเสียดายที่กฎระเบียบของเคหาสน์เข้มงวดนักหากมิใช่ศิษย์ในสำนักก็มิอาจหยิบยืมตำราบำเพ็ญเพียรของสำนักเซียนได้อ่านได้เพียงตำราทั่วไปเท่านั้น เขาเองเคยใช้ร่างกายติดสินบนศิษย์ผู้ดูแลหอคัมภีร์เพื่อแลกกับตำราบำเพ็ญเซียนขั้นต่ำสองเล่มแต่น่าเศร้าที่ยามนั้นพลังของเขาโดนทำลายไปมากแล้วกอปรกับตราร่วมเริงรมย์มีพลังยับยั้งจิติญญา ศึกษาตำราอยู่นานสุดท้ายก็ไร้ประโยชน์
ร่างเดิมเคยเห็นหอคัมภีร์ของเคหาสน์หงส์ทองคำที่นั่นกว้างขวางใหญ่โตกว่าที่หุบเขาเ้าโอสถหลายเท่าแค่ตำราทั่วไปก็มีมากเป็หมื่นเล่ม
ซ่งชิงสือลนลานถามต่อ “เ้าจำตำราเ่าั้ได้หมดเลยหรือ?จำจนสามารถท่องได้?”
เยวี่ยอู๋ฮวนถามกลับด้วยความฉงน“ข้าจำได้เฉพาะตำราที่เคยอ่านเพียงเท่านั้น น่าจะสักหมื่นเล่มได้ขอรับหากนายท่าน้า ข้าสามารถท่องให้ท่านฟัง...”
ซ่งชิงสือตกตะลึง ลำคอตีบตัน เขาโยนเื่การรักษาทิ้งไปรีบหาพู่กัน หมึกและไม้บรรทัดมา ก่อนลงมือขีด ๆ เขียน ๆ แบบทดสอบ IQ ที่ตนเคยทำประมาณ 2-3 ชุดหลังจากนั้นจึงส่งให้เยวี่ยอู๋ฮวนลองทำ
เยวี่ยอู๋ฮวนมึนงงในคราแรกที่ได้เห็นรูปภาพประหลาด ๆเหล่านี้ พอซ่งชิงสือสอนวิธีทำก็เริ่มจับทางได้ และลงมือทำได้อย่างสบาย ๆโดยไม่ต้องหยุดคิด ผ่านไปไม่นานก็ส่งกระดาษคืน
ซ่งชิงสือคิดคำนวณคะแนนแล้วแทบจะหยุดหายใจเขาเคยโชคดีที่ได้เข้าร่วมสมาคมคนอัจฉริยะที่มี IQ สูง[3] แต่กระนั้นก็ผ่านเข้าไปได้แบบคาบเส้นด้วยรู้ดีว่าตัวเองไม่นับเป็อัจฉริยะ จึงอาศัยความมุมานะพากเพียรเพื่อกลบข้อด้อยทว่าเยวี่ยอู๋ฮวนที่ทำแบบทดสอบ IQ อย่างลวก ๆกลับได้คะแนนถึงร้อยหกสิบสองคะแนน สูงเทียบเท่าบันทึกในประวัติศาสตร์ก้าวเข้าสู่การเป็ยอดอัจฉริยะ แต่เพราะโลกทัศน์และการศึกษาที่แตกต่างกันมิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังไม่ชำนาญกับโจทย์ในรูปแบบนี้ไม่เช่นนั้นคงได้คะแนนมากกว่านี้แล้ว...
เดิมทีเพียงแค่รู้สึกว่าเยวี่ยอู๋ฮวนมีชีวิตที่น่าสงสารและยากลำบากแต่บัดนี้ซ่งชิงสือโมโหและโกรธจัดจนแทบะเิเดรัจฉานพวกนั้นทำให้คนที่สามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ยอดอัจฉริยะผู้สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ตกต่ำมาอยู่ในจุดนี้ได้นี่มันต่างจากการส่งไอน์สไตน์ไปให้คนป่าจับกินตรงไหน!?
ถลุงทำลายข้าวของ[4]! วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น[5]! เผาพิณต้มกระเรียน[6]!
ซ่งชิงสือโกรธจนน้ำหูน้ำตาไหลแม้กระทั่งคำผรุสวาทยังคิดไม่ออก ได้แต่เอ่ยซ้ำคำเดิมวนไปวนมา “เกินไป เกินไปมากมันจะเกินไปแล้ว...”
เยวี่ยอู๋ฮวนมองน้ำตาของเขาด้วยความงุนงงไม่รู้ว่าเหตุใดท่านปรมาจารย์ถึงร้องไห้
ซ่งชิงสือรีบปาดน้ำตาอันน่าอับอายทิ้งก่อนบอกกับเขาด้วยความจริงจัง “อู๋ฮวน เ้าฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก”
“นายท่าน มันเปล่าประโยชน์ขอรับ”เยวี่ยอู๋ฮวนสงบสติอารมณ์จนกลับไปนิ่งสงบเช่นเดิม
เขาหลุบตาต่ำ ครุ่นคิดอย่างขบขันไม่มีผู้ใดสนใจหรอกว่าเขาฉลาดหรือไม่ สนใจก็แค่เขามีลีลาบนเตียงมากมายเพียงใด
และไม่มีผู้ใดสนใจหรอกว่าเขาได้รับการศึกษาหรือไม่สนใจแค่ว่าเขาจะปรนเปรอได้ถูกใจหรือไม่ก็เท่านั้น...
ริมฝีปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้มเย้ยหยันอย่างอดไม่ได้ความอาฆาตแค้นปรากฏในแววตาที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดความฉลาดเช่นนี้มีแต่จะทำให้เขาต้องทนทุกข์กับความทรมานมากกว่าผู้อื่น“ที่นี่คือพิภพเซียน โลกที่มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด”
[1]พลิกฟ้าคว้าฝน หมายถึงฉากร่วมรัก
[2]1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาที
[3]สมาคมคมอัจริยะที่มี IQ สูงหรือสมาคมเมนซา เป้นสมาคมที่รวมพลคนอัจริยะที่มี IQ สูงซึ่งสมาชิกจะต้องผ่านการทดสอบความอัจฉริยะจากแบบทดสอบมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
[4]ถลุงทำลายข้าวของหมายถึงทำลายสิ่งของให้เสียหายตามอำเภอใจ
[5]วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น หมายถึงไม่รู้คุณค่า
[6]เผาพิณต้มกระเรียน หมายถึงทำให้เสียของ