บทที่ 1 เกิดใหม่! ข้าคือคุณชายแห่งต้าฉู่
ต้าฉู่ อิ่งโตว
ซี้ด ปวดหัวชะมัด!
ช่วยไม่ได้ สำหรับคนทำงานสายก่อสร้าง มักจะหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมบนโต๊ะเหล้าไม่ได้อยู่แล้ว
สยงอู่เหลียงกุมศีรษะที่ปวดร้าว จากอาการเมาค้าง พลางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ
เอ๊ะ?
เขากำลังอยู่ในตำหนักกว้างขวาง ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแห่งหนึ่ง
้าของโถงใหญ่ มีชายร่างท้วมที่ดูแล้วมีน้ำหนัก ไม่ต่ำกว่าสองร้อยจิน*[1] สวมชุดคลุมสีเหลืองหรูหรา อีกทั้งบนชุดยังปักลวดลายวิหคเก้าหัวอันซับซ้อนยืนอยู่
ส่วนด้านล่างของโถงใหญ่ มีผู้เฒ่าผมและเคราขาวคนหนึ่ง กำลังพูดจาเจื้อยแจ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาทะลุมิติมาแล้ว!
สยงอู่เหลียงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ความทรงจำแปลกหน้าจำนวนมหาศาล พลันหลั่งไหลเข้ามาในศีรษะ จนทำให้เขารู้สึกปวดหัวไปหมด
ชายร่างท้วมที่นั่งอยู่้านั้น คือกษัตริย์ลำดับที่สามสิบเจ็ด ผู้ปกครองแคว้นฉู่ ฉู่หวางสยงหวย!
หรือก็คือฉู่หวยหวางผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์ คนดวงกุดที่ถูกอิ๋งจี้แห่งแคว้นฉิน หลอกให้ไปที่แคว้นฉินแล้วถูกกักตัวเอาไว้ จนสุดท้ายต้องตายในแคว้นฉิน!
ส่วนผู้เฒ่าที่พูดไม่หยุดอยู่ด้านล่างนั้น คืออัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นฉู่ ขุนนางคนสำคัญที่ฉู่หวางไว้วางใจอย่างเจาจวี
บิดาของสยงอู่เหลียงคือฉู่หยางจวิน*[2]สยงเวย ขุนนางชั้นสูงผู้โด่งดังแห่งแคว้นฉู่ และยังเป็น้องชายแท้ ๆ ของฉู่หวยหวางสยงหวยอีกด้วย
นั่นหมายความว่า ตนเองมีฐานะเป็หลานชายแท้ ๆ ของเ้าอ้วน ที่นั่งอยู่กลางตำหนักนั่น!
สยงอู่เหลียงเริ่มตื่นเต้น หากคำนวณเช่นนี้ เขาก็นับเป็เชื้อพระวงศ์ระดับสูงสุด ในยุครณรัฐ*[3]เลยทีเดียว!
ในที่สุดก็ได้กลายเป็ ชนชั้นปกครองศักดินาที่ชั่วร้าย ซึ่งถูกตราหน้าในตำราเรียนซะที!
แม้ว่าทุกสิ่งที่เหลือเชื่อตรงหน้า จะกำลังกระแทกสมองของสยงอู่เหลียง ผู้เติบโตมาภายใต้ธงแดง และเชื่อมั่นในลัทธิวัตถุนิยมอย่างรุนแรง ทว่า… ในที่สุดชีวิตที่สุขสบายหรูหราก็มาถึงแล้ว!
เริ่มต้นได้สวยหรูที่สุด!
ทว่าสยงอู่เหลียงไม่สามารถดีใจได้นานนัก
ตามความทรงจำที่มี แคว้นฉู่ถูกจางอี๋หลอกลวงเื่ 'ยกดินแดนหกร้อยลี้ เหลือเพียงหกลี้' จนฉู่หวางโกรธเกรี้ยวและสั่งเคลื่อนทัพ และเพิ่งจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ในการรบที่หลันเถียนและตานหยาง! ก่อนจะถูกแคว้นฉินบั่นศีรษะไปถึงแปดหมื่นนาย! ฮั่นจงถูกยึดครอง!
นี่คือจุดเริ่มต้นของ การเสื่อมถอยจากความรุ่งเรือง อันโด่งดังของแคว้นฉู่
แม้ขณะนี้แคว้นฉู่จะมีอาณาเขตกว้างขวาง แต่กลับติดหล่มอยู่กับอำนาจเก่า ของเหล่าขุนนางที่ซับซ้อน ประกอบกับความบอบช้ำอย่างหนัก จากการพ่ายแพ้ที่ตานหยาง จนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะต้องพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนสุดท้ายจะกลายเป็แคว้นระดับสองในยุครณรัฐ
สยงอู่เหลียงคำนวณในใจอย่างเงียบ ๆ
ตอนนี้คือปีที่แปดของโจวหนานหวาง*[4] หรือปีสามร้อยเจ็ดปีก่อนคริสตกาล
กว่าที่จิ๋นซีฮ่องเต้*[5]จะปรากฏตัว และ 'ใช้ความพยายามหกชั่วอายุคน สยบใต้หล้าด้วยกลยุทธ์อันยาวไกล' ก็เหลือเวลาอีกเพียง หกสิบกว่าปีเท่านั้น
หากตนเองอายุยืนยาวเพียงพอ ไม่แน่อาจจะทันถูกทหารฉิน ลากตัวออกมาจากจวน ถูกจับยัดใส่รถนักโทษ แล้วส่งไปยังเสียนหยาง เพื่อเต้นระบำให้จิ๋นซีฮ่องเต้ดู...
แม้จะลองคิดดูดี ๆ ทว่าการส่ายก้นเต้นระบำให้ยอดคนผู้นั้นมอง ก็ดูเหมือนจะไม่น่าอายเท่าไรนัก...
ไม่! น่าอายมาก! น่าอายที่สุด! ช่างเป็ความอัปยศของผู้ทะลุมิติโดยแท้!
ในฐานะผู้ทะลุมิติ แม้จะไม่ได้ไปชกชาวซยงหนู*[6] เหยียบเกาะโพ้นทะเล ปราบชาวไป่เยว่ทางใต้*[7] หรือไปแทนที่โคลัมบัสทางตะวันออก แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็อ๋องในยุครุ่งเรือง เพื่อเสพสุขกับความมั่งคั่ง
จะมาส่ายก้นเต้นระบำ อยู่สองปีครึ่งได้อย่างไร!
...
"สยงอู่เหลียง เ้ากำลังคิดอะไรอยู่!" คำถามหนึ่งดึงสยงอู่เหลียง ให้ตื่นจากห้วงความคิดที่วุ่นวาย
และคนที่ถามก็คือฉู่หวยหวางนั่นเอง
สยงอู่เหลียงได้สติทันที
ต้องเป็เพราะสีหน้าตอนที่เขา ใช้ความคิดเมื่อครู่ดูดุร้ายเกินไป จนไปสะดุดตาฉู่หวางเข้าแน่ ๆ
ในใจของชายหนุ่มเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาทันที
หากตนเองเผลอทำความลับรั่วไหล ไม่รู้ว่าดินแดนจงหยวนเมื่อสองพันปีก่อน จะมีวิธีการขับไล่สิ่งชั่วร้าย อย่างการเผาทั้งเป็หรือไม่...
สยงอู่เหลียงแต่งเื่ขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่นว่า "เอ่อ... ทูลฝ่าา เมื่อครู่คำกล่าวของอัครมหาเสนาบดี ช่างน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง กระหม่อมได้ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้น จนมิอาจหักห้ามใจได้พ่ะย่ะค่ะ"
"โอ้?" ฉู่หวางขมวดคิ้ว "เ้าลองว่ามาสิ ว่าเมื่อครู่เจาจวีพูดว่าอะไรบ้าง?"
สยงอู่เหลียง "เอ่อ..."
ทว่าท่าทางเช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้ฉู่หวางสยงหวยสงสัย แต่ทำเพียงลอบถอนหายใจ
หลานชายคนนี้ช่างเป็พวกโคลนตม ที่พยุงขึ้นกำแพงไม่ได้จริง ๆ
หากไม่ใช่เพราะบิดาของเขา ฉู่หยางจวินสยงเวย เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับตน ตอนยังมีชีวิตอยู่ คุณชายเ้าสำราญเช่นนี้ คงไม่มีค่าพอให้ส่งเสริมเลย
ฉู่หวยหวางเผยสีหน้าบึ้งตึง "บิดาของเ้าอย่างฉู่หยางจวิน ในศึกตานหยางได้ต่อสู้กับกองทัพฉิน จนถึง่เวลาสุดท้าย ยอมพลีชีพเพื่อชาติ เป็วีรบุรุษผู้กล้าหาญอย่างยิ่ง!"
"เราเสียดายในตัวน้องชาย จึงอยากจะอบรมบุตรชาย เพียงคนเดียวของน้องชาย ให้กลายเป็เสาหลักของแผ่นดิน เช่นเดียวกับบิดาของเขา ดังนั้นจึงให้เ้าเข้ามาฟัง การบริหารราชการในวังหลวง แต่เหตุใดเ้าจึงเกียจคร้านเช่นนี้"
ฉู่หวยหวางดุเสียงเข้ม "หากเ้ายังไม่รู้จักใฝ่ดี เราจะสั่งให้คนไปเอาหวาย มาหวดเ้าให้เข็ด!"
สยงอู่เหลียงปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก และรีบรับคำรัว ๆ
ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกอบอุ่นผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง
อัครมหาเสนาบดีเจาจวี ผู้มีผมและเคราสีขาวหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวกับฉู่หวางว่า "คุณชายหมี่เหลียงยังเยาว์วัย การไม่รู้ความถือเป็เื่ปกติ ฝ่าาโปรดอย่าทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ"
เจาจวีหันมาทางสยงอู่เหลียง แล้วกล่าวว่า "คุณชาย เมื่อครู่ข้ากำลังวิเคราะห์ เื่ราวใหญ่โตของใต้หล้าถวายฝ่าา"
สยงอู่เหลียงรีบนั่งตัวตรง พร้อมแสดงท่าทางตั้งใจฟังอย่างยิ่ง
...
เมื่อเื่วุ่นวายเล็กน้อยผ่านพ้นไป เจาจวีประสานมือและกล่าวกับฉู่หวางว่า "ฝ่าา จากที่กล่าวมาทั้งหมด ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของต้าฉู่ยามนี้ คือแคว้นเว่ยทางเหนือ และแคว้นฉีทางตะวันออก สองแคว้นนี้มีพรมแดนติดกับต้าฉู่ จำต้องระแวดระวังพ่ะย่ะค่ะ..."
ทันใดนั้นเองมีเสียงประกาศดังขึ้นที่หน้าประตู "ซานหลูต้าฟูขอเข้าเฝ้า..."
สยงอู่เหลียงตื่นตัวขึ้นมาทันที
ซานหลูต้าฟูผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือชวีหยวนผู้โด่งดัง!
กวีผู้รักชาติผู้นี้ เมื่อไม่กี่ปีก่อนล้มเหลว ในการปฏิรูปกฎหมาย ปัจจุบันจึงถูกฉู่หวางลดตำแหน่งลง ให้เป็เพียงซานหลูต้าฟู
สิ่งที่เรียกว่าซานหลูต้าฟู คือผู้ดูแลการเซ่นไหว้ในศาลบรรพชน
สำหรับแคว้นต่าง ๆ ในยุครณรัฐ ที่จารีตประเพณีพังทลายไปหมดแล้ว ตำแหน่งที่ดูเหมือนมีเกียรตินี้ แท้จริงแล้วเป็เพียงตำแหน่งว่างเปล่า ที่ไม่มีอำนาจใด ๆ เลย
ยังไม่ทันที่ฉู่หวางจะตอบรับ ก็เห็นขุนนางผู้หนึ่งในชุดเรียบง่าย ก้าวเดินอย่างเร่งรีบเข้ามาในตำหนัก ชายผู้นี้ดูเหมือนอยู่ในวัยกลางคน แต่เส้นผมกลับเริ่มมีสีขาวแซม
ชวีหยวนประสานมือคำนับฉู่หวาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าและซูบเซียว "กระหม่อมชวีหยวน ถวายพระพรฝ่าา"
ฉู่หวางเพิ่งจะโบกมือ ชวีหยวนก็หันไปมองเจาจวี แล้วกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า "ศัตรูตัวฉกาจของแคว้นฉู่ ไม่ใช่เว่ยหรือฉี แต่เป็แคว้นฉินที่กำลังรุ่งเรือง! เจาจวี อย่าทำให้บ้านเมืองพินาศ!"
สยงอู่เหลียงขมวดคิ้วในใจ
นิสัยของชวีหยวนผู้นี้รุนแรงอย่างยิ่ง มิน่าภายหลังถึงเขียนบทกวี 'หลี่เซา*[8]' ที่มีถ้อยคำเผ็ดร้อนเช่นนั้นได้
ฉู่หวยหวางเองก็ขมวดคิ้วอย่างเห็นได้ชัด และกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า "ชวีจื่อ มีอะไรค่อย ๆ พูดก็ได้"
อัครมหาเสนาบดีเจาจวีสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง พร้อมขมวดคิ้วมองชวีหยวน "ซานหลูต้าฟู ข้าว่าท่านคงจะเป็โรคกลัวฉินเสียแล้ว แม้แคว้นฉินจะดุร้าย แต่ก็ตั้งอยู่ในดินแดนทุรกันดารทางทิศตะวันตก และถูกแคว้นต่าง ๆ ในจงหยวนมองว่าเป็พวกนอกคอก แล้วเหตุใดซานหลูต้าฟูต้องหวาดกลัวถึงเพียงนี้ด้วยเล่า?"
คำพูดของเจาจวีเองก็ไม่เกรงใจเช่นกัน
หลายปีมานี้ ความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน ระหว่างชวีหยวนและเจาจวี ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
เพียงแค่กลยุทธ์ที่มีต่อแคว้นฉิน ขุนนางทั้งสองก็มีความเห็นขัดแย้งกันแล้ว
ชวีหยวนสนับสนุนการรวมตัวกันต่อต้านฉิน เพื่อกำจัดเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่งรายใหม่นี้
ส่วนเจาจวีสนับสนุนให้ร่วมมือกับแคว้นฉิน เพื่อต่อต้านสามจิ้น*[9]
ประจวบเหมาะกับฉู่หวยหวางผู้ครองราชย์ มีนิสัยหูเบาเป็ที่เลื่องลือ หลายปีมานี้เขาถูกขนาบข้าง ด้วยขุนนางผู้มีความสามารถคนทั้งสอง จนมักถูกหลอกให้สับสนวุ่นวาย เดี๋ยวเอียงไปทางนี้ เดี๋ยวเอียงไปทางนั้น ส่วนความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทั้งสองคน เขาทำได้เพียงประนีประนอมแบบขอไปทีเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ ระหว่างขุนนางทั้งสองของแคว้นฉู่ ยิ่งร้าวฉานมากขึ้น
ชวีหยวนไม่สนใจเจาจวี แต่ประสานมือกล่าวกับฉู่หวางว่า "ฝ่าา แคว้นฉินปฏิรูปกฎหมายมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ความรุ่งเรืองของแคว้นฉิน เปรียบเสมือนดวงตะวันที่กำลังขึ้น พลังของพวกเขาไม่ใช่เื่เล็กน้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ"
"ความพ่ายแพ้อันน่าสลดที่ตานหยาง เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน พลังการรบอันดุร้ายของทัพฉิน ฝ่าาคงยังทรงจำได้"
"แคว้นฉินมีชื่อเสียงดั่งพยัคฆ์และหมาป่า ชาวฉินมีความทะเยอทะยาน ที่จะรวมใต้หล้าเป็หนึ่ง!"
"หากฝ่าาไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ ไม่ช้าก็เร็วบ้านเมืองของต้าฉู่ ต้องพินาศด้วยน้ำมือของชาวฉิน!"
คำพูดของชวีหยวนไม่เกรงใจอย่างยิ่ง แต่ฉู่หวางก็ไม่ได้โกรธเกรี้ยว
ในฐานะกษัตริย์ แม้ความสามารถของเขาจะธรรมดา แต่ข้อดีคืออารมณ์ดี ไม่ใช่ทรราชที่สั่งปะาคน เพียงเพราะคำพูด
ฉู่หวางขมวดคิ้ว ก่อนจะมองชวีหยวนที และมองเจาจวีที เห็นได้ชัดว่าตกอยู่ในสถานการณ์ ที่ตัดสินใจลำบากอีกครั้ง
เมื่อเห็นฉู่หวางไม่เอ่ยอะไร เจาจวีก็แค่นเสียง "แม้ความพ่ายแพ้ที่ตานหยางจะรุนแรง แต่ก็เป็เพราะต้าฉู่เตรียมตัวไม่เพียงพอ ประกอบกับถูกแคว้นต่าง ๆ ขัดขวางจึงพ่ายแพ้ เมื่อปีที่แล้วกองทัพฉินบุกรุกเฉียนจง ทว่าต้าฉู่ของข้าไม่ได้ทำให้พวกมัน ต้องกลับไปมือเปล่าหรือ?"
"ซานหลูต้าฟูกลัวฉิน ราวกับกลัวพยัคฆ์เช่นนี้ ช่างน่าขันสิ้นดี!"
ชวีหยวนไม่สนใจเจาจวี และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ฝ่าาโปรดพิจารณา ยามนี้แคว้นเว่ยผ่านความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่มาหลายครั้ง สูญเสียทหารยอดฝีมืออย่างเว่ยอู่ และถูกแคว้นฉินยึดดินแดนเหอซีคืนไป กำลังของแคว้นเว่ยเสียหายอย่างหนักแล้ว"
"ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้สามจิ้นมีความขัดแย้งกันไม่หยุด แคว้นเว่ยไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะมาจัดการกับต้าฉู่ได้"
"ส่วนแคว้นฉีมุ่งเน้นไปที่แคว้นเยี่ยนทางเหนือ ทัพใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่ชายแดนแคว้นเยี่ยน ภายในระยะเวลาสั้น ๆ จะไม่เป็ภัยคุกคามต่อต้าฉู่"
"มีเพียงแคว้นฉินที่มีความทะเยอทะยาน ในการขยายอำนาจ และจ้องมองต้าฉู่ด้วยความกระหาย อยู่ตลอดเวลา!"
"กระหม่อมขอเสนอให้ฝ่าา รีบส่งทูตไปยังแคว้นต่าง ๆ เพื่อจัดตั้งการรวมตัวต่อต้านฉินอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉู่หวางกุมขมับพลางมองขุนนางทั้งสอง โต้เถียงกันอย่างดุเดือด พร้อมรู้สึกถึงความไร้ความสามารถ ของตนเองอย่างรุนแรง
คนทั้งสองพูดมีเหตุผลทั้งคู่ ทำให้ฉู่หวางผู้โลเลไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร
อีกทั้งคนทั้งสองเริ่มใช้ถ้อยคำรุนแรงขึ้น ขณะที่ถกเถียงเื่บ้านเมือง บางครั้งก็ยังมีการโจมตีตัวบุคคลสอดแทรก ดูท่าทางคงจะแตกหักกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ในขณะที่ฉู่หวางจนปัญญา ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็น สยงอู่เหลียงที่นั่งตัวตรง พร้อมเผยท่าทางตั้งใจฟังอยู่ข้าง ๆ
ดี! มีคนมาช่วยแก้สถานการณ์แล้ว!
"หมี่เหลียง เ้าฟังมานานแล้ว ตอนนี้ข้าจะทดสอบเ้าสักหน่อย"
"สิ่งที่ขุนนางทั้งสองท่านนี้กล่าวมา ใครมีเหตุผลมากกว่ากัน?"
[1] จิน เป็หน่วยวัดน้ำหนักของจีน มีค่าเท่ากับ 500 กรัม หรือ 0.5 กิโลกรัม โดยประมาณ
[2] ฉู่หยางจวิน หมายถึง ผู้ปกครองแห่งเมืองฉู่หยาง โดยใส่คำว่าจวิน ซึ่งเป็คำยกย่องตามหลังชื่อเมือง
[3] ยุครณรัฐ หมายถึง ยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งมีการรบรากันระหว่างรัฐต่าง ๆ รวมถึงการปฏิรูประบบราชการและทหาร ยุคนี้เกิดขึ้นหลังจากยุคชุนชิว และสิ้นสุดลงเมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้รวมรัฐต่าง ๆ เข้าเป็จักรวรรดิจีนหนึ่งเดียว ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฉิน
[4] โจวหนานหวาง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โจวตะวันออก และถือเป็กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โจว ครองราชย์ใน่ปลายยุครณรัฐ ก่อนที่แคว้นฉินจะรวบรวมแผ่นดินจีนสำเร็จ
[5] จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็จักรพรรดิพระองค์แรกแห่งจักรวรรดิจีน ผู้รวมแผ่นดินสำเร็จ และผู้ก่อตั้งจักรวรรดิฉิน
[6] ซยงหนู เป็กลุ่มชนเผ่าของชนร่อนเร่ ที่ข้อมูลจีนสมัยโบราณบันทึกว่า อาศัยอยู่ในบริเวณทุ่งหญ้ายูเรเชียตะวันออก ในศตวรรษที่ 3 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1
[7] ไป่เยว่ เป็ชนเผ่าพื้นเมืองทางตอนใต้ของจีน ชาวฮั่น หลี่ เช่อ จิง และจ้วงในปัจจุบันบางส่วน ล้วนเป็ลูกหลานของชาวไป่เยว่
[8] หลี่เซา เป็บทกวียาวที่ชวีหยวนใช้ถ่ายทอด ความจงรักภักดีต่อแคว้นฉู่ ความอัดอั้นจากการถูกใส่ร้ายและขับออกจากราชสำนัก อุดมคติทางการเมือง ความโดดเดี่ยวของผู้มีคุณธรรม และการแสวงหาผู้ปกครองที่เข้าใจตน
[9] สามจิ้น หมายถึง สามแคว้นจิ้น ได้แก่ หาน จ้าว และเว่ย เดิมทั้งสามเป็ส่วนหนึ่งของแคว้นจิ้น ก่อนแบ่งแยกออกมา จึงเรียกรวมว่าสามจิ้น