หลังจากทำภารกิจสำเร็จเฉินอี้ก็แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือเขาเดินกลับบ้านโดยใช้ไม้เท้าพยุงตัวแทนที่จะใช้ไม้เท้านำทางจางฝูลู่ที่บังเอิญพบเฉินอี้ระหว่างทางเห็นเขาอาการไม่ค่อยดีจึงรีบนำเฉินอี้ขึ้นขี่หลังและพาเขากลับบ้าน
เหตุการณ์คราวนั้นทำเอาเฉินอี้นอนไม่ได้สติอยู่สามวันและต้องรักษาตัวอยู่อีกครึ่งเดือน จึงจะมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาดังเดิม
*****
เช้านี้ เฉินอี้กำลังนั่งคุยกับอาหลิ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยของจางฝูลู่กำลังเดินเข้ามาในบ้าน เฉินอี้จึงหยุดพูดอาหลิ่งก็เคลื่อนตัวถอยไปอยู่ที่ระเบียงท่าน้ำฟังจากเสียงฮึดฮัดขัดใจของจางฝูลู่แล้ว เฉินอี้ก็อดถามมิได้
“เป็อันใดไปเหล่าจาง อารมณ์ไม่ดีแต่เช้าเ้าจะเสียสุขภาพจิตนะ” เฉินอี้พูดพลางยิ้ม
จางฝูลู่กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเฉินอี้ฟังจากเสียงกระแทกหนักๆ แล้ว เหล่าจางน่าจะเจ็บก้นไม่เบา
“ทะเลาะกับป้าจางมาอีกแล้วรึ” เฉินอี้ถาม
จางฝูลู่ไม่ตอบเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดและถอนใจจนเฉินอี้นึกรำคาญ แต่ก็อดขำมิได้
“ไม่เป็ไร เชิญเหล่าจางนั่งถอนใจไปก่อนข้าไปเข้าส้วมล่ะ” เฉินอี้ทำท่าจะลุก จางฝูลู่รีบเอะอะโวยวาย
“อาอี้! เ้านี่นะ”จางฝูลู่เอื้อมมือข้ามโต๊ะไปดึงแขนให้ เฉินอี้นั่งลงเฉินอี้หัวเราะ
“กินขนมไหมเหล่าจาง เมื่อวานข้าทำเฮ่าปิ่งยังมีอยู่อีก สองสามชิ้น จะได้อารมณ์ดี” เฉินอี้ทำท่าจะลุกอีกครั้งจางฝูลู่ตบไหล่ให้เขานั่งลงและเดินไปหยิบขนมมากินเอง
เฮ่าปิ่งสามชิ้นหมดไปอย่างรวดเร็วหลังจากจางฝูลู่ดื่มชาปิดท้าย ก็เหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีขึ้นมาจริงๆ
เฉินอี้นั่งรอฟังจางฝูลู่เล่าเื่ที่ทำให้เขาอารมณ์เสียแต่ยังคงได้ยินแต่เสียงถอนหายใจเขาจึงหยิบไม้เท้ายื่นข้ามโต๊ะไปเคาะหัวจางฝูลู่ดัง ป๊อก! ด้วยความหมั่นไส้จางฝูลู่ร้อง โอ๊ะ! และคลำหัวป้อยๆ
“ซี๊ด เจ็บ!” จางฝูลู่ร้อง
“สมควรแล้ว ลีลานัก” เฉินอี้ดึงไม้เท้ากลับ
แล้วจางฝูลู่ก็หัวเราะออกมา “อาอี้เื่ทำร้ายร่างกายข้านี่น่ะ เ้าลงมือแม่นยำราวกับตาเห็นเลยนะ”จากนั้นจางฝูลู่จึงเข้าเื่
“อาอี้ เ้าจำอู๋ชวนที่ข้าเคยเล่าให้เ้าฟังได้หรือไม่” จางฝูลู่ถามเฉินอี้เขานิ่งคิดเล็กน้อยและพยักหน้า
อู๋ชวนเป็ไม้เบื่อไม้เมากับจางฝูลู่ทั้งสองคนทำงานอยู่ที่โรงไม้ไฉกังในตัวเมืองซุนฉือ ถึงแม้ทั้งสองคนจะมีอายุเท่ากัน แต่จางฝูลู่ก็มีตำแหน่งในโรงไม้สูงกว่าอู๋ชวนเพราะจางฝูลู่ได้รับการศึกษาจึงทำงานเป็เสมียนตรวจสอบบัญชีของโรงไม้ขณะที่อู๋ชวนเป็คนงานแบกขนไม้ในโรงไม้ไฉกัง
เฉินอี้จำได้ว่าอู๋ชวนมักจะพูดจาเหน็บแนมจางฝูลู่บ่อยๆ แต่ระยะหลังมานี้มีอยู่สองครั้งที่อู๋ชวนเข้าถึงตัวจางฝูลู่ ครั้งแรก อู๋ชวนกับพวกอีกสองคนนั่งแอบอู้งานอยู่หลังเพิงติดกับโรงไม้จางฝูลู่เดินผ่านจะไปห้องน้ำมาเห็นเข้า ก็ว่ากล่าวตักเตือนอู๋ชวนไม่พอใจที่จางฝูลู่หักหน้าตนต่อหน้าเพื่อน จึงเดินมาผลักไหล่จางฝูลู่ทีหนึ่งและพาพวกเดินออกไป
ครั้งที่สองขณะที่่อู๋ชวนแบกไม้เดินผ่านจางฝูลู่ที่กำลังยืนคุยกับคนงานอีกคนหนึ่งอยู่อู๋ชวนทำไม้หล่นจนเกือบทับเท้าจางฝูลู่เข้าโชคดีที่คนงานอีกคนที่ยืนคุยอยู่กับเขาดึงเขาออกมาได้ทันมิเช่นนั้นคงมีเืตกยางออกกันบ้าง
ถึงแม้จางฝูลู่จะอดคิดมิได้ว่าอู๋ชวนตั้งใจแต่ก็ต้องปล่อยผ่านไปเพราะไร้หลักฐาน มาคราวนี้มิรู้ว่าอู๋ชวนเข้ามากวนอารมณ์จางฝูลู่ด้วยเื่อันใดอีก
"เมื่อวานนี้เถ้าแก่ฉินวานให้ข้านำของตอบแทนไปที่บ้านของท่านต้าเฟยเจินเพราะการต่อเติมโรงเตี๊ยมต้าเหว่ยของพวกเขาทำให้โรงไม้ของเถ้าแก่ฉินมีงานเข้ามามิขาดสาย พวกเขาสั่งไม้ไปรวมๆแล้วเกือบสองร้อยตำลึงทองเพื่อใช้ในการก่อสร้างเป็เวลาสี่เดือน
ต้าเฟยเจินเป็คนใจคอกว้างขวางจึงให้บ่าวนำผ้าไหมเนื้อดีมอบให้แก่ข้าพับหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงโรงไม้ข้าจึงนำไปมอบให้เถ้าแก่ฉิน เขากลับบอกว่าให้ข้าเก็บไว้เป็ของตอบแทนที่ข้าทำบัญชีให้เขาสามารถตรวจสอบสินค้าได้โดยง่ายหลังจากนั้นอู๋ชวนก็พูดจาหาเื่ข้าตลอด
พอข้าเดินผ่าน มันก็หันไปบอกเพื่อนมันว่าอยากได้ผ้าไหมไปตัดชุดให้เมียที่บ้านใส่ไหม ไปนั่งที่โต๊ะเสมียนสิไม่ต้องทำอันใดมาก แค่พูดเพราะๆ ประเดี๋ยวก็ได้แล้ว
และอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่ข้ากำลังตรวจนับกองไม้พวกมันก็เดินมาพูดลอยๆ ใส่ ว่าหิวไหม เบื่อไหม แล่นไปบ้านเศรษฐีสิเขาจะได้หาของดีๆ ให้กิน ให้บ่าวสาวๆ เข้ามาบีบนวด ดีไม่ดีเกิดติดอกติดใจขึ้นมาก็คงจะลาออกจากงานเสมียนไปเป็บ่าวบ้านเศรษฐีเสียดีกว่า
พอข้าหันไปถามว่าเ้าพูดถึงใครมันก็ลอยหน้าลอยตาใส่ และบอกว่าระวังไว้เถิดวันดีคืนดีเถ้าแก่ฉินอาจจะไล่ข้าให้ไปเป็บ่าวแบกเกี้ยวบ้านต้าเฟยเจินเสียก็มิรู้"
จางฝูลู่เล่าจบก็ดื่มชาไปอีกอึกใหญ่เฉินอี้ฟังแล้วก็สงสารและเป็ห่วงเพื่อน
“เถ้าแก่ฉินรู้เื่พวกนี้หรือไม่”เฉินอี้ถามจางฝูลู่
จางฝูลู่ส่ายหน้า “ไม่รู้หรอกเ้าพวกนั้นมันไม่พูดจาเช่นนั้นให้เถ้าแก่ฉินได้ยินอยู่แล้วมันจะพูดเวลาเห็นข้าอยู่คนเดียว หรืออยู่ห่างไกลจากคนอื่นๆ”
“อืม…..พวกอู๋ชวนนี่ฉลาดเนอะ” เฉินอี้พยักหน้าจางฝูลู่วางถ้วยชาดัง ปึ้ก!
“อาอี้! เ้านี่นะ ยังมีหน้าไปชมพวกมันอีกเพื่อนทรยศชัดๆ!”
จางฝูลู่ทำท่าบีบคอใส่เฉินอี้ เฉินอี้นั่งหัวเราะเขาไม่เห็นหรอก แต่อาหลิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ บอกว่า เสี่ยวจางจะบีบคอท่านแล้ว
“หากไม่ฉลาดในด้านการใช้เล่ห์เหลี่ยมและนิสัยเสียพวกอู๋ชวนก็น่าจะถูกเถ้าแก่ฉินลงโทษไปนานแล้ว หรือมิใช่” เฉินอี้กล่าวยิ้มๆจางฝูลู่ถอนหายใจดังพรืด
“อืม....จริง”
“เหล่าจางเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะ เสียดายจริงถ้าหาก ตาของข้าดีกว่านี้อีกสักหน่อย ข้าจะไปหาพวกมันแล้วลุยกันสักตั้งบังอาจมารังแกเหล่าจางของข้าได้อย่างไรกัน หึ ว่าแล้วก็น่า……”
เฉินอี้จับไม้เท้าและทำท่าลุกขึ้นจากเก้าอี้จางฝูลู่เอื้อมมือข้ามโต๊ะมาดึงให้เขานั่งลงพลางขำ
“อาอี้ เดี๋ยวๆ ใจเย็นนะข้ารู้ว่าเ้าเป็คนเืร้อนมากๆ แต่ถ้าหากเหล่าจางอย่างข้าต้องให้คนตาสวยอย่างเ้าออกหน้าให้แล้วล่ะก็ข้าคิดว่าเป็คนแบกเกี้ยวบ้านต้าเฟยเจินก็ฟังดูมิเลวเลย”
เฉินอี้หัวเราะเขามิเคยโกรธเวลาจางฝูลู่กล่าวประชดประชันเกี่ยวกับดวงตาของเขา ซ้ำยังรู้สึกชอบใจเพราะเขารู้สึกว่าจางฝูลู่ปฏิบัติกับเขาเหมือนกับคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง
หลังจากหัวเราะกันสักพักเฉินอี้ก็กล่าวอย่างจริงจังขึ้น
“เหล่าจาง เื่ที่ข้าเป็ห่วงเ้าน่ะข้าพูดจริงนะ เ้าต้องดูแลตนเองด้วย อู๋ชวนเป็คนพาล เขาอาจจะมีวิธีอื่นๆที่เ้าไม่อาจรู้ได้มาทำให้เ้าต้องเดือดร้อน”
“ได้ๆ ข้ารับปากเ้า ข้าจะดูแลตนเองให้ดีข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกข้าได้หรอก นอกจากไม้เท้าของเ้า”จางฝูลู่กล่าวเฉินอี้หัวเราะ
เมื่อจางฝูลู่กลับไปแล้วเฉินอี้จึงออกมายืนที่ระเบียงริมน้ำกับอาหลิ่ง บ้านของเขาติดคลองมีระเบียงไม้ยื่นออกไป ทำให้รับลมได้เย็นสบายนัก เฉินอี้ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหวสายลมผ่านกระทบสิ่งใด เฉินอี้ก็ได้ยินเสียงนั้นขยับ การที่ตาของเขามองไม่เห็นทำให้ประสาทการรับฟังเสียงของเขาดีกว่าคนปกติหลายเท่าแม้แต่เสียงลมที่กระทบน้ำเป็คลื่นเล็กๆ เขาก็ได้ยิน
“อากาศเย็นสบายดีนะอาหลิ่งฝนคงตกที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ นี้ ข้าได้กลิ่นดินลอยมาด้วย”เฉินอี้ยิ้มอาหลิ่งหันมามองเฉินอี้ขณะที่เขาพูดสายลมพัดเสื้อผ้าของเขาจนพลิ้วตามลมแต่เสื้อผ้าของอาหลิ่งมิได้ขยับตามสายลมเหมือนของเฉินอี้นางมิรู้หรอกว่าสายลมขณะนี้พัดเย็นเพียงใดเพียงแต่เห็นใบหน้าที่เปี่ยมสุขขณะเงยรับสายลมของเขานางก็รู้ว่าคงจะเย็นสบายมากจริงๆ นางจำััของสายลมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น