วิษณุและดาวที่รับฟังอยู่พลางยืดตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ เพราะมันทำให้ทั้งสองนึกย้อนเห็นภาพเหล่าร่างที่คล้ายเปลวควันสีดำดวงตาแดงก่ำที่ยังคงติดตาตนอยู่ ขณะที่ปอยนั้นกำลังจ้องมองแบบแปลนบ้านพลางพึมพำบางอย่างเบาๆ โดยมีคุนยืนอยู่ใกล้ๆ โดยมีดาวยืนคั่นตรงกลาง โดยขณะที่คนอื่นๆ กำลังกล่าวล่ำลาอาจารย์หวังและเดินไปส่งยังรถ ก่อนที่ซินแสชราจะขึ้นรถและออกออกไปจากบ้าน คุนก็เอ่ยขึ้นพลางเหลือบมองไปยังปอย
“บ่นอะไรงึมงำๆ ของเธออยู่คนเดียว” เขายกมือประสานกอดอก “ถ้าข้องใจอะไรทำไมเมื่อตะกี้ไม่ถามหมอดูบ้านคนนั้นละ”
“ถูกหมดเลย” ปอยไม่ได้สนใจคุน ยังคงบ่นพึมพำคนเดียวต่อไปขณะที่จ้องมองแบบแปลนบ้าน “แก้ได้ถูกต้องทุกจุด…อย่างกับว่าวิชา ….มาจากสำนักเดียวกัน”
“น้องปอยหมายความว่ายังไงเหรอ” ดาวที่กลับมาสนใจกับงานตรงหน้าแล้วเอ่ยถามบ้าง “พี่ตามไม่ทัน”
“คือว่าวิชาฮวงจุ้ยหลักๆ จะแบ่งออกเป็สองสายค่ะพี่” ปอยละสายตาจากแบบแปลนบ้านตรงหน้าขึ้นมองดาว “เรียกว่าสายสำง้วนกับเอี่ยงคง ต้นแบบของสำนักดาวเหิน อัฐเรือน และ สายย่อยอื่นๆ แต่ว่าการแก้ฮวงจุ้ยของอาจารย์คนนี้ไม่ใช่ทั้งสองสาย แต่มันเหมือนกับสายของหนู”
“สายของน้องปอย” ดาวขมวดคิ้วมุ่น “สายไหนเหรอ?”
“สายไปแล้ว!” คุนโพล่งออกมาพลางกลั้นขำ “นี้แกก็เป็ไปกับเขาอีกคนเหรอไอ้ดาว คิดว่าแกจะเป็คนเดียวที่อยู่ข้างฉัน เพราะว่าพวกเราเรียนมาทางนี้ด้วยกัน ไม่คิดเลยว่าแกก็จะบ้าตามกันไปอีกคน สายไปแล้วจริงๆ ที่ฉันคิดว่าพวกเราคือพวกเดียวกันมาตลอด”
“ถึงจะเรียนถาปัตถ์มาเหมือนกัน แต่ฉันเรียนตกแต่งที่ถือคติว่าความพอใจของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่สายออกแบบหัวแข็งอย่างพวกนาย” ดาวตอบกลับทันทีพลางยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา “ดังนั้นเราจะมาถาปัตถ์เหมือนกันไม่ได้”
“จะสายไหนก็เื่ของพวกแกเลย” วิษณุที่เดินกลับมาเอ่ยขัด “แต่สายฉัน้าแค่เื่เดียวเท่านั้น คือทำได้หรือไม่ได้” วิษณุเดินมาหยุดตรงหน้าทีมงานทั้งสามของตน “เป็ไงบ้าง เห็นแปลนแล้วคิดว่าทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ฉันจะขอให้อาจารย์ไพศาลเป็คนจัดการงานนี้เอง”
“ทำได้ดิพี่” คุนตอบกลับ พลางกางมือทั้งสองทำท่ายกอากาศขึ้นเหนือไหล่ “พี่ยังไม่รู้จักผมคนนี้อีกเหรอ ว่าไม่มีอะไรที่ไอ้คุนทำไม่ได้”
“ดาวละว่าไง”
“สบายพี่” ดาวเองก็ตอบกลับอย่างมั่นใจ “ถ้ามีแบบ ทำตอนนี้เลยก็ยังได้”
“เออ…เก่งจ้าเก่ง พ่อคุณแม่คุณ” วิษณุยิ้มอย่างระอาให้กับความขี้โม้อันเป็ปกติวิสัยในเื่งานของทั้งสองคน “แต่ว่างานนี้พวกเราคงจะตัดสินใจเองไม่ได้แล้ววะ ต้องรอทางนั้นตัดสินใจด้วย” ว่าพลางวิษณุก็พยัพเพยิดมองกลับไปด้านหลังที่มีคนอีกสี่คนกำลังเดินตามมาด้านหลัง ก่อนที่เขาจะพลันตระหนักได้วิชาของหญิงสาวผู้เป็คนใหม่ในทีมของจน “เออ…ว่าแต่ว่าน้องปอยคิดว่ายังไงบ้างครับ พี่…หมายถึงฮวงจุ้ยที่อาจารย์หวังเขาวางไว้ให้นะครับ”
“ดี…ดีค่ะ” ปอยตอบกลับ หลังจากที่คล้ายคิ้วและริมฝีปากที่ขบเน้นแบบคนใช้ความคิดมักชอบกระทำ “เป็วิธีแก้ฮวงจุ้ยแบบเดียวกับหนูเลยค่ะ”
“เฮ้อ…ถ้าน้องปอยพูดแบบนี้พี่ก็วางใจ” วิษณุยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ “ทีนี้ก็ไม่มีเื่อะไรให้กังวลล่ะ”
“เป็งั้นไป” คุนทำเสียงขึ้นจมูก “มากังวลกับเื่ไม่เป็เื่นี้นะพี่ บ้าไปแล้ว….”
“มึงซิบ้า!” วิษณุสวนกลับทันควัน ก่อนจะตรงดิ่งเข้าล็อกคอคุนให้หันหน้าเข้าไปยังตัวบ้าน “มึงไม่เห็นพี่ดำในบ้านเหมือนพวกกูนี้หว่า ถึงกล้าพูดออกมาแบบนี้!”
“พี่ดำอะไรเหรอพี่?” ดาวที่อยู่ข้างๆ ถามขึ้นอย่างสงสัย
“ก็พี่ดำไง…” วิษณุเหลียวกลับมามองดาว “ตัวดำๆ ตาแดงๆ ที่ลอยอยู่บนนั้นเมื่อวานไงไอ้ดาว”
“ผะ…ผี นะเหรอ!” ดาวเบียดร่างเข้ากอดแขนปอยอีกครั้ง “จะผีก็ไม่ผี มาพี่ดงพี่ดำอะไรก็ไม่รู้…พูดแล้วยังขนลุกไม่หายเลย ไม่รู้ว่าอาจารย์เขาจะไล่ออกไปได้จริงๆ รึเปล่าก็ไม่รู้”
“น่าจะได้นะ” ปอยตอบกลับ มองเข้าไปในตัวบ้านด้วยอีกคน “เพราะหนูรู้สึกว่าบรรยากาศของบ้านมันเปลี่ยนไป ไม่เหมือนกับเมื่อวานแล้ว”
“เลอะเทอะน่า ผีเผอมีจริงที่ไหน” คุนโพล่ง พลางถอนตัวออกมาจากวงแขนของวิษณุ “หรือถ้าอยากรู้ก็เข้าไปดูดิ อยากเห็นอยู่เหมือนกันพอดี ว่าผีหน้าตามันจะเป็ยังไง”
“ปากเหรอนั้นนะ!” ดาวถลึงตาไปยังคุน “ถ้าแกอยากเห็นนักก็เข้าไปดิ ฉันไม่อยากเห็นแล้วโว๊ย!”
“จะเข้าไปข้างในกันหรือค่ะ” ขณะที่ทั้งสี่กำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงของแพรวาก็เอ่ยแทรกขึ้น โดยที่เธอมาพร้อมกับ ภาวิณี ภาคินณ์ และ ไพศาล “ดีเลยค่ะ จะได้เข้าไปดูและวางแผนกันเลย ว่าจะทำอะไรยังไงกันดี”
“เห็นด้วยครับ” ภาคิณน์สำทับตามมา “รีบๆ ทำให้เสร็จๆ เราจะได้ไปจัดการกับเื่งานแต่งของเราต่อ”
“อึ๊ก…..” แพรวาเหลือบมองภาคินณ์ด้วยสายตาหม่นหมอง “พวกเราไม่ต้องรีบกันก็ได้…มั้งค่ะ เดี๋ยวงาน…จะออกมา…ไม่ดี”
“ดิฉันเห็นด้วยค่ะ” ภาวิณีพูดเสียงดัง จับข้อมือแพรวาพลางเดินก้าวนำเข้าไปในตัวบ้าน “เราควรจะจัดการเื่โปรเจ๊คนี้ให้จบด้วยดีก่อนดีกว่าค่ะ เสร็จแล้วค่อยไปคิดเื่อื่นต่อ”
“แต่….” ภาคิณน์ทำท่าจะค้าน ทว่าเขาก็หยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับไพศาล และ หันกลับมามายังทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ “พวกเราเข้าไปวางแผนข้างในกันดีกว่าครับ”
“ครับ” วิษณุตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางเบี่ยงกายภายมือทำท่าเชื้อเชิญให้ทั้งสอง “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเลยครับ”
เมื่อภาคิณน์และไพศาลเดินผ่านไปได้สักพัก ขณะที่ทั้งสี่จะก้าวเดินตามอยู่นั้น ดาวก็สะกิดแขนวิษณุพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยังคงชัดถ้อยชัดคำ
“ทำไมพวกเขาดูๆ จะกลัวอาเจ๊คนนั้นจังอะพี่”
“ไม่กลัวไหวเหรอ!” วิษณุสวนกลับทันควัน “นั้นนะอดีตหน่วยซีลเมกาเลยนะโว๊ย แกก็ได้ยินที่คุณแพรวาบอกเมื่อคืนนี่หว่า แล้วอีกอย่าง….” วิษณุหยุดสักพัก ก่อนจะเปลี่ยนมายกมือป้องปากพูดเสียงกระซิบกระซาบด้วยระดับเสียงเดียวกับดาว “ได้ยินข่าวแว่วๆ จากวงในมานะ ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า ว่าเธอนะมาจากบ้านเล็กบ้านน้อยของท่านประธาน”
“บ้านเล็กบ้านน้อยเหรอ?” ดาวทวนคำ “คือไรอะพี่?”
“หมายถึงเมียน้อยใช่ไหมค่ะ” ปอยโพล่งขึ้น
“เบาๆ ซิ!” วิษณุทำหน้ายู่ ขมุบขมิบริมฝีปากพลางยกมือขึ้นทำท่าจะตีทั้งสองสาว “เดี๋ยวแม่นั้นก็ได้ยินหรอก หูยิ่งดีๆ ผิดมนุษย์มนาอยู่ด้วย”
“อะไรกันอีกครั๊บเนี้ย….” คุนเอ่ยแทรก ขณะเปลี่ยนขึ้นมาเดินนำทั้งสามคน “จากเื่ผี คราวนี้ก็มาเื่ใต้เตียงดารากันต่อเหรอ “เขาหันมายังทั้งสามคนด้วยใบเอือมหน้าระอา “อย่าหาว่าน้าสอนเลยนะ ถ้ามันจะมีความสนใจเื่ชาวบ้านมากมายอะไรขนาดนั้นนะ สู้เอาเวลามาสนใจเื่การเื่งานไม่ดีกว่าเหรอ”
“โห…ไอ้เวร นี่กูลูกพี่มึงนะ” วิษณุสะบถ พลางเดินจำอ้าวตรงเขาหาบุรุษตรงหน้า ที่บัดนี้เขาก็พลันเปลี่ยนเป็ก้าวขาเดินฉึบฉับด้วยอาการยิ้มเย้ยหยัน “มานี้เลยนะมึง ถ้ารู้ว่ายิ่งโตยิ่งกวนตีนแบบนี้ รู้งี้สมัยก่อนน่าจะปล่อยให้พวกแม่งกระทืบซะก็ดี”
“เดี๋ยวก็ชิน” ดาวพูดขณะยิ้มให้ปอยด้วยความระอา “เื่ปกติของสองคนเขาแหละ อยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเอง”
“ค่ะ” ปอยยิ้มรับด้วยใบหน้าเหยเก