แสงไฟสีแดงหน้าห้องฉุกเฉินดับลงพร้อมกับบานประตูที่ถูกเปิดออก ร่างของนายแพทย์วัยกลางคนก้าวออกมาด้วยใบหน้าที่ฉายแววเหนื่อยล้า คุณพลอยถลันเข้าไปหาแทบจะในทันทีโดยมีมินตราคอยพยุงร่างที่อ่อนระทวยของผู้เป็แม่เอาไว้แน่น
“สามีดิฉันเป็ยังไงบ้างคะคุณหมอ...” น้ำเสียงของคุณพลอยสั่นเครือปานจะขาดใจ
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ โชคดีที่มาถึงมือหมอทันเวลา เราทำการทำบอลลูนขยายหลอดเืหัวใจให้เรียบร้อยแล้ว” นายแพทย์อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้บรรยากาศรอบด้านหนักอึ้งขึ้นไปอีก “แต่หลังจากนี้ คนไข้้าการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ห้ามมีความเครียด หรือทำงานหนักเด็ดขาด อย่างน้อยต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายเดือน หรืออาจจะยาวเป็ปีครับ”
มินตรารู้สึกถึงแรงบีบที่ฝ่ามือของแม่ คุณพลอยร้องไห้ออกมาด้วยความโล่งอกที่สามีรอดชีวิต ทว่าสำหรับมินตรา สายตาของเธอกลับเลื่อนไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกนิ่งงันอยู่ด้านหลัง
อาชวินไม่ได้แสดงอาการดีใจหรือเสียใจอย่างออกหน้าออกตา ใบหน้าหล่อเหลาของเขายังคงเรียบตึงเป็แผ่นน้ำแข็ง มีเพียงสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นนูนเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขากำลังกดทับอารมณ์บางอย่างเอาไว้มิดชิด เขารับฟังคำอธิบายของหมออย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพยักหน้ารับสั้นๆ
“ผมจะจัดการเื่ห้องพักวีไอพีที่ดีที่สุดให้พ่อเอง” อาชวินเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะหันมามองแม่ของมินตรา “คุณพลอยเฝ้าพ่ออยู่ที่นี่เถอะครับ เดี๋ยวผมจะให้คนรถเอาเสื้อผ้าและของใช้มาส่งให้ ไม่ต้องเป็ห่วงเื่ค่าใช้จ่ายหรือเื่ที่บ้าน ผมจะจัดการทุกอย่างเอง”
“ขอบคุณมากนะคะคุณคินน์ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ” คุณพลอยยกมือไหว้ลูกเลี้ยงด้วยความซาบซึ้งใจ โดยไม่รู้เลยว่าคำว่า ‘จัดการทุกอย่าง’ ของเขานั้น มีความหมายแอบแฝงที่น่ากลัวเพียงใดสำหรับลูกสาวของเธอ
อาชวินปรายตามองมินตราที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาเขา “ส่วนเธอ... กลับบ้านกับฉัน พรุ่งนี้ยังมีเรียนไม่ใช่หรือไง”
มินตราสะดุ้งเล็กน้อย เธออยากจะขออยู่เฝ้าคุณลุงเป็เพื่อนแม่เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องกลับไปอยู่สองต่อสองกับเขา แต่เมื่อสบเข้ากับั์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์ไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เด็กสาวจำใจบอกลาแม่ และก้าวเท้าตามแผ่นหลังกว้างออกไปจากโรงพยาบาลด้วยหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
ความโชคดีในความโชคร้าย คือการที่อาการป่วยของคุณธนพเข้ามาขัดจังหวะการตรวจร่างกายของเธอได้อย่างฉิวเฉียด มินตรารอดพ้นจากการถูกเครื่องอัลตราซาวด์เปิดโปงความลับเื่ลูกในท้อง... แต่มันก็แลกมาด้วยฝันร้ายที่ยิ่งใหญ่กว่า
บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูที่แล่นฝ่าความมืดยามค่ำคืนกลับสู่คฤหาสน์ตระกูลธนพนั้นเงียบสงัดจนน่าขนลุก อาชวินขับรถด้วยความเร็วที่ลดลงกว่าตอนขามามาก เขาวางมือข้างหนึ่งบนพวงมาลัย ส่วนอีกข้างยกขึ้นนวดขมับตัวเองเป็ระยะ กลิ่นอายของความเหนื่อยล้าและความเครียดแผ่กระจายออกมาจากตัวเขาอย่างปิดไม่มิด
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้ามุขคฤหาสน์ ภายในบ้านมืดสนิทและเงียบเชียบ บรรดาแม่บ้านต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนหมดแล้ว อาชวินเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน ตรงดิ่งไปยังโซนบาร์เครื่องดื่มที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นกว้าง เขากระชากเนกไทที่ผูกอยู่ออกอย่างรำคาญใจ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสามเม็ด ก่อนจะรินวิสกี้สีอำพันลงในแก้วคริสตัลจนเกือบครึ่งแก้ว แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
มินตรายืนนิ่งอยู่ห่างออกไป เธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เริ่มลอยคลุ้งในอากาศทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอม แต่ก็ต้องฝืนกลั้นเอาไว้
“จะยืนเป็รูปปั้นอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ อาชวินวางแก้วคริสตัลกระแทกลงบนเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน หันมากวาดสายตามองร่างบอบบางที่ยืนห่อไหล่ด้วยแววตาที่ลึกล้ำ
“ฉัน... ฉันจะขึ้นไปนอนแล้วค่ะ” มินตราตอบเสียงสั่น เตรียมจะหมุนตัวเดินขึ้นบันได
“มานี่”
คำสั่งสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจหยุดสองขาของเธอไว้ชะงัด มินตรากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ค่อยๆ หันกลับมา ก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า ราวกับนักโทษที่กำลังเดินเข้าสู่ลานปะา
เมื่อเธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้า อาชวินก็เอื้อมมือมาคว้าเอวคอดของเธอ รั้งร่างเล็กให้เข้าไปแทรกอยู่ระหว่างต้นขาทั้งสองข้างของเขาที่พิงอยู่กับเคาน์เตอร์บาร์ มินตราเบิกตากว้าง สองมือเล็กยกขึ้นยันแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจหนักหน่วงของเขาไว้โดยสัญชาตญาณ
กลิ่นวิสกี้ฉุนจัดผสมกับกลิ่นเหงื่อและน้ำหอมผู้ชายตีรวนอยู่ในระยะประชิด อาชวินก้มหน้าลงมาจนหน้าผากของเขาแตะกับหน้าผากของเธอ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดใบหน้าที่ซีดเซียวของมินตรา
“พ่อฉันล้มไปแล้ว...” เขากระซิบเสียงแ่ เสียงของเขาสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาเยือกเย็นตามเดิม “ผู้ชายคนเดียวที่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรให้พวกเธอแม่ลูก ตอนนี้กลายเป็คนป่วยที่ทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว”
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำ เธอรู้ความหมายของประโยคนั้นดี
“รู้ใช่ไหม ว่ามันหมายความว่ายังไง” อาชวินเลื่อนฝ่ามือที่หยาบกร้านขึ้นมาลูบไล้ไปตามแนวสันกรามของเธอ “มันหมายความว่า... บัลลังก์ของบ้านหลังนี้ อำนาจการตัดสินใจทุกอย่าง เงินทุกบาทที่แม่เธอใช้ หรือแม้แต่อนาคตการเรียนของเธอ... มันตกอยู่ในกำมือฉันอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์”
“คุณคินน์...” น้ำเสียงของมินตราสั่นเครือ หยาดน้ำตาเอ่อคลอเบ้า เธอหวาดกลัวอำนาจเบ็ดเสร็จที่เขามี
“ไม่มีใครคอยห้ามฉันได้อีกต่อไปมินตรา ไม่มีหน้าไหนในบ้านหลังนี้จะกล้าขัดคำสั่งฉัน” เขากดจมูกโด่งสันลงบนพวงแก้มเนียน สูบดมกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ จากตัวเธอราวกับ้าหาที่พึ่งพิงทางอารมณ์ “ถ้าฉันบอกให้แม่เธอเก็บกระเป๋าออกจากบ้าน แม่เธอก็ต้องไป... ถ้าฉันบอกให้เธอเลิกเรียนมานอนถ่างขาให้ฉันอยู่บ้าน เธอก็ต้องทำ”
“อย่าทำแบบนั้นเลยนะคะ... ฉันขอร้อง” มินตราสะอื้นฮัก น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาัักับหลังมือของเขา “คุณลุงรักคุณมาก ท่านสร้างทุกอย่างมาเพื่อคุณ อย่าทำลายครอบครัวที่คุณลุงอยากให้มีความสุขเลยนะคะ”
อาชวินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นๆ ทิฐิและกำแพงอีโก้ของเขาเริ่มสั่นคลอน เขากำลังแบกรับความเครียดมหาศาลจากการที่ต้องขึ้นรับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัทกะทันหัน และความหวาดกลัวลึกๆ ที่เกือบจะสูญเสียพ่อไป เขากำลังอ่อนแอ... แต่เขาไม่รู้จักวิธีแสดงความอ่อนแอ เขาเรียนรู้เพียงการใช้ความก้าวร้าวและการเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าในใจ
“งั้นก็ทำตัวให้เป็ประโยชน์สิมินตรา” อาชวินซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่บอบบางของเธอ ถ่ายเทน้ำหนักตัวพิงร่างเล็กราวกับเด็กหลงทาง ทว่ามือหนากลับเลื่อนลงไปบีบเค้นที่สะโพกมนอย่างจาบจ้วง “ทำหน้าที่ของเธอ... เป็ของเล่นที่แสนเชื่อง เป็นกในกรงที่ร้องเพลงกล่อมฉันทุกคืน... ทำให้ฉันลืมความเครียดพวกนี้สิ”
มินตรารู้สึกถึงความเปียกชื้นเล็กน้อยที่ลาดไหล่... เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ลมหายใจของเขาสั่นสะท้าน เธอรับรู้ได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกร้าวนี้ ในวินาทีนั้น ความโกรธเกลียดที่เธอมีต่อเขากลับถูกแทรกซึมด้วยความรู้สึกสมเพชและเห็นใจอย่างน่าประหลาด เขาคือปีศาจร้ายที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก
แต่ความเห็นใจนั้นก็ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า เขากำลังคุกคามเธอและลูกในท้อง
“คุณคินน์... ปล่อยเถอะค่ะ ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” เธอพยายามขืนตัวออก
แต่คำปฏิเสธนั้นกลับไปปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนของอาชวินให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้าขึ้น ั์ตาสีรัตติกาลวาวโรจน์เปลี่ยนเป็ความหิวกระหาย “เหนื่อยงั้นเหรอ? เธอคิดว่าฉันไม่เหนื่อยหรือไง! ฉันเป็คนเดียวที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้ แล้วเธอยังจะกล้าปฏิเสธฉันอีกเหรอ!”
ริมฝีปากหยักโฉบลงมาบดขยี้กลีบปากของเธออย่างดุดันและหิวกระหาย มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวล แต่มันเต็มไปด้วยความ้า การระบายอารมณ์ และการเรียกร้อง อาชวินสอดเรียวลิ้นเข้าไปกวาดต้อนความหวานอย่างเอาแต่ใจ มือหนากดท้ายทอยของเธอให้รับััที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น ในขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้เสื้อนักศึกษา ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่ม
มินตราครางอู้อี้ในลำคอ กำปั้นเล็กๆ ทุบตีแผงอกของเขา แต่แรงของเธอก็หายไปเมื่อรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อนของเขาเริ่มหลอมละลายสติสัมปชัญญะของเธอ ร่างกายของเธอสั่นสะท้าน ตอบสนองต่อััของคนเถื่อนอย่างควบคุมไม่ได้ ความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวนี้กำลังถลำลึกจนเธอไม่อาจหาทางออกเจอ
เขาผละริมฝีปากออกช้าๆ ลมหายใจหอบถี่สอดประสานกัน อาชวินจ้องลึกลงไปในดวงตาที่ฉ่ำปรือของเธอ ก่อนจะช้อนร่างบอบบางขึ้นอุ้มในท่าเ้าสาว ก้าวเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนกว้างที่มืดสนิท
เมื่อแผ่นหลังัักับเตียงคิงไซส์ที่อ่อนนุ่ม มินตราก็รู้ดีว่าคืนนี้เธอไม่อาจหลีกหนีพันธนาการของปีศาจร้ายได้ อาชวินทาบทับลงมา ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเธอและเขาออกด้วยความรวดเร็วและเร่าร้อน เขากลืนกินเธอครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความปรารถนาที่ไม่มีวันดับ ราวกับ้าใช้ร่างกายของเธอเป็ยารักษาาแในใจของเขาเอง
มินตราจำยอมหลับตาลง รับััที่ทั้งเ็ปและซ่านสยิว น้ำตาหยดใสไหลรินลงมาอาบแก้มในความมืด มือเล็กของเธอเลื่อนมาวางทาบที่หน้าท้องของตัวเองอย่างปกป้องโดยที่เขาไม่ทันสังเกต
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจและเสียงเตียงที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด มินตราตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด บัดนี้ กรงขังไร้เงาได้ถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว คุณลุงไม่อยู่คอยปกป้อง อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือเขา และเธอกำลังอุ้มท้องสายเืของเขาอยู่
หากอาชวินรู้ความจริงเื่เด็กคนนี้ เขาคงไม่รอช้าที่จะทำตามคำขู่ และเธอจะไม่มีวันสู้แรงหรืออำนาจของเขาได้เลย
เธอจะซ่อนความลับที่กำลังเติบโตอยู่ในร่างกายนี้ ไปจากสายตาของปีศาจร้ายที่เธอทุกค่ำคืน... ได้อีกนานแค่ไหนกัน?