ตอนที่ 13 เตรียมตัว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การพูดคุยกับเพื่อนเก่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ก้องเกียรติเป็เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ เขามีทรัพย์สินมากมายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์การปรากฏของอบิส หลายพื้นที่กลายเป็ทำเลทองที่สามารถทำกำไรให้มากมาย
อายุของเขาเจ็ดสิบกว่าปีแล้วจึงมีลูกหลานจำนวนไม่น้อยและลูกหลานแต่ละคนก็ต่อยอดธุรกิจได้มากมาย เรียกได้ว่าเวลาที่ผ่านมามันเป็โอกาสที่ดีของเขา นั่นจึงทำให้เขามีอยู่มีกินเช่นนี้
หลังจากการพบปะของเพื่อนสนิททั้งสองเสร็จสิ้นลง เฟิร์สก็กลับมาหมกมุ่นอยู่กับการบ่มเพาะ
ในวันที่สิบห้าของการบ่มเพาะ ในที่สุดแกนสปีริตทั้งร้อยก้อนของเขาก็หมดลง
่เวลาที่วัตถุสีขาวในมือกลายเป็ผุยผง พลังสายสุดท้ายโคจรในแต่ละจุดผ่านไปจนทั่วร่าง
เฟิร์สรู้สึกถึงพลังที่อบอุ่นวาบ สะท้านในร่างวูบหนึ่ง ก่อนที่กลางหน้าผากจะรู้สึกร้อนผาว
ความร้อนนั้นกระจายไปทั่วร่าง ก่อนจะก่อรูปร่างเป็ดาราขาวแฉกที่สองกลางหน้าผาก
“การบ่มเพาะระบบนี้ไม่มีคอขวดเลย?”
เฟิร์สรู้สึกประหลาดใจที่เขาสามารถทะลวงระดับได้ง่ายๆ เพราะเป็แบบนี้เพียงแค่มีแกนสปีริตมากพอ เวเนเตอร์ทุกคนก็สามารถทะลวงระดับได้
แต่ถึงอย่างนั้นเฟิร์สก็ไม่มั่นใจในการคาดเดาของตนเอง
เขาได้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการบ่มเพาะของเวเนเตอร์ แล้วก็พบว่าไม่ใช่ว่าเวเนเตอร์จะไม่มีคอขวดในการบ่มเพาะ แต่คอขวดของพวกเขาจะอยู่ในระดับที่เปลี่ยนผ่านสีของดารา ซึ่งจากสีขาวเป็สีแดงนั้นยากมาก ไม่ต้องเอ่ยถึงสีน้ำเงิน
ภายในกระทู้มากมายที่ผู้คนโพสถึงปัญหา เฟิร์สพบว่ามีเวเนเตอร์หลายคนที่ติดอยู่ในระดับคอขวด นั่นก็คือดาราเก้าแฉกซึ่งเป็ระดับสุดท้าย ก่อนที่จะข้ามไปอีกขอบเขตหนึ่ง
นั่นจึงทำให้มีเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉกอยู่เป็จำนวนมาก และผู้ที่ก้าวข้ามผ่านดาราแดงจะได้รับการสรรเสริญ
แม้พลังจะอยู่กันคนละขอบเขต แต่พลังของเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าแฉก กับดาราแดงหนึ่งแฉกก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตดาราแดงสามารถบ่มเพาะได้ก้าวหน้าต่อไปได้อีกไม่ได้หยุดอยู่กับที่
ดังนั้นแล้วจึงมีเหตุการณ์อยู่หลายครั้งที่ดาราขาวเก้าแฉกสามารถดับสังหารดาราแดงหนึ่งแฉกได้โดยใช้การจำนวนใหนการเอาชนะ
“ที่แท้ก็เป็อย่างนี้ ขอบเขตใหญ่ของการบ่มเพาะระบบนี้ไม่ได้มีพลังทิ้งห่างขอบเขตที่ต่ำกว่าไปมาก ถ้าจะให้คาดเดาก็สามารถคาดเดาได้ว่าคอขวดของมันไม่ได้มีความยากจนเกินไป” เฟิร์สเอ่ยพึมพำต่อหน้าจอคอมพิวเตอร์
ในโลกแห่งความฝันเขาเคยผ่านการบ่มเพาะของระบบเซียนมาบ้างแล้ว ระบบเซียนเองก็มีขอบเขตใหญ่อย่าง รวบรวมลมปราณ ก่อลำต้น แตกหน่อ ผลิดอก และร่วงโรย ก่อนจะทะลวงเข้าสู่อาณาจักรครึ่งเซียน
เฟิร์สไม่รู้ว่าระบบบ่มเพาะสปีริตจะมีพลังเทียบเท่าระบบเซียนได้หรือไม่ แต่หลังจากที่เขานำพลังของระบบบ่มเพาะสปีริตดาราขาวสองแฉกมาเทียบกับระบบบ่มเพาะเซียน รวบรวมลมปราณขั้นสองแล้ว
ระบบบ่มเพาะเซียนน่าจะมีพลังที่เหนือกว่า แต่การบ่มเพาะของระบบสปีริตกลับบ่มเพาะได้ง่ายกว่า
“ระบบบ่มเพาะทุกระบบล้วนมีข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาโดยง่าย เห็นที่คนเขาพูดว่าของถูกและดีไม่มีในโลก ทุกอย่างล้วนอยู่ในกฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน” เฟิร์สเอ่ยถึงคำสอนของอาจารย์ที่อยู่ในโลกแห่งความฝันออกมา
ซึ่งข้อความเ่าั้ล้วนเป็จริงทั้งสิ้น
ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยง่าย
หลังจากนั้นเฟิร์สก็เปิดดูอีเมล์ที่เก่งกาจส่งมา
“อีกเจ็ดวันอย่างนั้นหรอ?”
ข้อความในอีเมล์คือกำหนดการนัดหมาย การลงเทรดครั้งแรกของเขา โดยที่เก่งกาจได้อำนวยความสะดวกให้กับเขาเป็อย่างดี
ต้องรู้ไว้ว่าเก่งกาจเป็ถึงเวเนเตอร์ดาราแดงที่ทรงเกียรติ การที่เขายอมลงเทรดในระดับอบิสสีขาว นั่นย่อมเป็สิ่งที่ไม่ได้พบได้ง่ายๆ แม้ว่าจะไม่มีกฎในข้อไหนของนิวโฮปที่ห้ามไม่ให้เวเนเตอร์ดาราแดงลงเทรดอบีสระดับสีขาวก็ตาม แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว หากไม่ใช่อบิสที่ปรากฏขึ้นใหม่ หรืออบิสระดับสีแดง เวเนเตอร์ระดับนี้จะไม่สนใจมันเลย
เทรดอบิสระดับสีขาวที่เก่งกาจลงให้เฟิร์สคือ อบิสที่ปรากฏอยู่ภายในจังหวัดแห่งนี้ ซึ่งถูกสำรวจมาแล้วสองครั้ง อัตราการกวาดล้างมอนสเตอร์นับว่าสูงมาก นั่นจึงทำให้เทรดนี้ปลอดภัยกับมือใหม่อย่างเฟิร์สไม่น้อย
เฟิร์สเห็นรายชื่อเวเนเตอร์ที่ลงทะเบียนการเข้าเทรดนี้มีอยู่สิบสามคนด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อ “เดวิด ระดับดาราแดงสองแฉก” ปรากฏอยู่ในนั้น
เดวิดคือนามแฝงของเก่งกาจ ซึ่งแน่นอนว่านามแฝงของเฟิร์สก็คือเฟิร์สวันเช่นกัน
ในจำนวนรายชื่อสิบสามคน เก่งกาจเป็เพียงเวเนเตอร์ดาราแดงเพียงคนเดียว มิหนำซ้ำเขายังเป็ดาราแดงสองแฉกด้วย เฟิร์สรู้สึกซาบซึ้งในหลานชายของเพื่อนสนิทไม่น้อย
อีเมล์ที่ส่งมาแนบวันและเวลาที่เก่งกาจจะมารับเขาไปยังอบิสด้วย เรียกได้ว่าเขาบริการเฟิร์สสำหรับการลงเทรดในครั้งนี้เป็อย่างดี
เมื่อเวลาเหลือแค่เจ็ดวันและแกนสปีริตของเขาถูกใช้จนหมดเกลี้ยง เฟิร์สจึงหันมามุ่งเน้นที่การฝึกเคล็ดวิชาท่าร่างและวิถีกระบี่
เช้าวันหนึ่งหลังจากที่รถยนต์คันสีขาวแล่นออกจากตัวบ้าน เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสวมเสื้อยืดหลวมโพล่งที่กำลังทำความสะอาดบ้านเสร็จ เขาก็เดินย่ำออกไปหลังบ้าน
สายตาของเขามองไปที่ป่าเขาอันเขียวชอุ่มทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา
เท้าขาวที่สวมรองเท้าแตะสีดำย่ำลงบนพื้นหญ้า เขาสาวเท้าก้าวออกไปก้าวออกไปครั้งหนึ่งร่างก็ทะยานออกไปราวกับกระบี่ที่พุ่งออกจากฝัก กลางหน้าผากปรากฏสัญลักษณ์ดาราสีขาวสองแฉกออกมา
กระโจนออกไปครั้งหนึ่งร่างก็ปรากฏยังกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง เมื่อแตะกิ่งไม้ทะยานออกไปอีกครั้งหนึ่งร่างก็โจนทะยานออกไปราวกับภาพยนต์กำลังภายใน
ไม่นานร่างของเขาก็มาหยุดบนยอดไม้เขาสูงลูกหนึ่ง
“เคล็ดวิชาท่าร่างย่างก้าวกระบี่ขั้นแรก แม้ไม่ได้ยอดเยี่ยมมากนักแต่ก็ใช้งานร่วมกับกระบี่ได้อย่างร้ายกาจ เมื่อเทียบกับเคล็ดวิชาท่าร่างอีกชุดแล้ว ...”
ทันทีที่กล่าวจบร่างของเขาก็กะพริบถี่ๆ ราวกับว่านั่นเป็ภาพเงาที่เขาทิ้งเอาไว้ ไม่นานภาพนั้นก็หายไป แต่ในตอนนั้นร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ปลายเท้าััเหนืออากาศร่างก็ทะยานไม่ต่างไปจากการแตะยอดไม้เมื่อครู่
หากมองไกลๆ ภาพนี้แทบจะไม่ต่างกับเขากำลังเหาะเหินบนอากาศ แต่ทว่านี่กลับไม่ใช่ ...
มันเป็แค่การพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วเท่านั้น
การเคลื่อนไหวนี้แตกต่างกว่าเดิมอย่างสิ้นเชิง
ร่างของเขาหยุดลงอีกครั้งบนยอดเขาอีกลูกหนึ่ง
“เคล็ดวิชาท่าร่างเดินชมจันทร์ของท่านอาจารย์ช่างเป็เคล็ดวิชาตัวเบาที่เหมาะสมกับการไล่ล่าและหลบหนี ความจริงแล้วยังมีอีกเคล็ดวิชาหนึ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า แต่น่าเสียดายที่มันต้องใช้พลังที่มากเกินไป ด้วยการบ่มเพาะของฉันในระดับนี้คงไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาละอองแสงจันทร์ได้”
เด็กหนุ่มทะยานลงไปด้านล่างพร้อมกับม้วนตัวตวัดปลายเท้าเตะเอากิ่งไม้กิ่งหนึ่งหลุดออกมา มือขวาของเขาตวัดคว้าเอาไว้อย่างเรียบง่าย
กิ่งไม้ถูกสะบัดออกไปครั้งหนึ่ง ทั้งใบและกิ่งเล็กๆ ก็ถูกกำจัดออกไปราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเด็ดมันออกไป
เมื่อเขาร่ายรำออกไป ทิศทางของกิ่งไม้ที่ถูกตวัดออกไป ริ้วกระบี่แหลมคมอันร้ายกาจก็กลายเป็คมเขี้ยวที่มองไม่เห็นฟาดฟันออกไป
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
ต้นไม้รอบด้านสั่นไหวและมีร่องรอยของการถูกฟันจางๆ ปรากฏ
เมื่อเขาหยุดมือสายลมก็หยุดผันผวน กิ่งไม้ในมือที่ไร้พลังห่อหุ้มพลันแตกสลายเพราะไม่สามารถรองรับพลังกระบี่นี้ได้
เด็กหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆ และเอ่ยพึมพำ
“น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถเข้าถึงวิถีกระบี่ที่หนึ่งได้”