เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 34 : จื้อกังต้องไปเป็นทหาร
กลางปี 1966 ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆประกาศเกณฑ์ทหารรอบใหม่ก็มาถึงคอมมูนชิงซงหลิ่งหมู่บ้านชิงเหอมีชายหนุ่มหลายคนที่อยู่ในเกณฑ์ต้องไปรายงานตัวหนึ่งในนั้นคือจื้อกังลูกชายคนโตของลุงรองที่เพิ่งอายุครบยี่สิบสองปีพอดี
เย็นวันที่ประกาศมาถึงบ้านทั้งครอบครัวนั่งเงียบอยู่รอบโต๊ะอาหาร ไม่มีใครพูดอะไรออกมาก่อน
"พี่กังต้องไปเป็นทหารจริงๆเหรอคะ" ซินเยว่ถามด้วยเสียงเบา ๆ ดวงตาเป็นสั่นไหวด้วยความกังวล
"อืม... ประกาศมาแล้วพี่เขาต้องไปรายงานตัวภายในสองสัปดาห์นี้" หลินเจี้ยนหัวตอบพลางถอนหายใจเบา ๆพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ฟังดูสงบที่สุด
ซุนกุ้ยหลานนั่งเงียบอยู่ข้าง ๆมือกำผ้าเช็ดปากแน่นจนข้อนิ้วขาวแม้จะพยายามยิ้มให้ลูกชายแต่ดวงตาที่แดงก่ำก็บอกความรู้สึกที่แท้จริงได้ชัดเจน
"แม่ไม่ต้องเป็นห่วงมากหรอกครับ"จื้อกังพูดปลอบแม่ด้วยน้ำเสียงมั่นคงเกินวัย "ผมแข็งแรงดีไปฝึกทหารก็คงไม่มีปัญหาอะไร"
แม้จะพูดปลอบใจแม่แบบนั้นแต่ในใจลึก ๆจื้อกังเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกกลัวหรือกังวลมากเท่าที่คิดตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการซ่อมของเล็ก ๆ น้อย ๆให้คนในหมู่บ้านโดยไม่มีทิศทางชัดเจนของชีวิตตัวเอง การได้รับหน้าที่ที่ชัดเจนแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกโล่งใจในมุมหนึ่งด้วยซ้ำ
"อย่างน้อยตอนนี้พี่ก็มีอะไรที่ต้องทำแน่นอนแล้วสินะ"จื้อจวินน้องชายพูดขึ้นอย่างเข้าใจเห็นสีหน้าพี่ชายที่ไม่ได้ดูหวาดกลัวอย่างที่ควรจะเป็น
จื้อกังยิ้มบางๆ ให้น้องชายไม่ปฏิเสธความคิดนั้น
สองสัปดาห์ถัดมาผ่านไปอย่างรวดเร็วทุกคนในบ้านต่างช่วยกันเตรียมข้าวของให้จื้อกังซุนกุ้ยหลานเย็บถุงผ้าใส่ของใช้จำเป็นด้วยมือตัวเองแม้จะรู้ว่าในค่ายทหารคงมีของให้ครบอยู่แล้วแต่ก็อยากทำอะไรสักอย่างให้ลูกชายด้วยความรักของตัวเอง
ซินเยว่เดินตามพี่ลูกพี่ลูกน้องไปทั่วบ้านช่วงหลายวันนั้นอยากใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุดก่อนที่เขาจะจากไป
"พี่กังจะไม่อยู่แล้วต่อไปใครจะเป็นคนซ่อมของ ซ่อมจักรยานให้คนในหมู่บ้านละคะ"เธอถามวันหนึ่งขณะนั่งดูจื้อกังซ่อมจักรยานคันสุดท้ายก่อนไปเป็นจักรยานของเด็กชายอีกคนในหมู่บ้านที่มาขอความช่วยเหลือ
"เดี๋ยวสอนน้องจวินไว้ให้ซ่อมแทนก็ได้"จื้อกังตอบพลางยิ้ม มือยังคงขยับเครื่องมืออย่างชำนาญ "หรือไม่น้องซินเยว่ก็หัดซ่อมเองบ้างก็ได้นะเผื่อวันหลังจะได้ช่วยคนอื่นแทนพี่บ้าง"
"หนูทำได้จริงเหรอคะ"ซินเยว่ถามด้วยความสนใจ
"ลองดูสิ"จื้อกังยื่นไขควงตัวเล็กให้ สอนวิธีขันน็อตง่าย ๆ ให้ดูซินเยว่ตั้งใจทำตามอย่างระมัดระวังแม้จะทำได้ไม่คล่องนักแต่ก็ทำให้จื้อกังยิ้มด้วยความภูมิใจเล็ก ๆ
"เก่งนะเนี่ยมีแวว" เขาชมพลางลูบหัวน้องสาวเบา ๆ
คืนก่อนวันเดินทางทั้งสามครอบครัวมารวมตัวกันจัดมื้อค่ำพิเศษให้จื้อกังที่ลานกลางทุกจานล้วนเป็นอาหารโปรดของเขาที่แต่ละบ้านช่วยกันทำบรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะปนความอาลัยที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
หลินเจี้ยนหัวนั่งมองลูกชายกินข้าวอย่างเงียบๆก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง"พ่อรู้ว่าลูกไม่เคยมีงานประจำที่ชัดเจนมาตลอด บางทีพ่อก็อดกังวลแทนลูกไม่ได้กลัวว่าลูกจะรู้สึกด้อยกว่าพี่น้องคนอื่น"
จื้อกังหยุดกินชั่วขณะมองหน้าพ่อด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
"แต่ตอนนี้พ่อไม่กังวลแล้ว"หลินเจี้ยนหัวพูดต่อพลางยิ้ม"เพราะพ่อเห็นแล้วว่าลูกมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นมาตลอดไม่ว่าจะเป็นงานแบบไหนก็ตาม สิ่งนั้นแหละที่สำคัญที่สุด"
คำพูดนั้นทำให้จื้อกังรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเขาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อสังเกตเห็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดและภูมิใจในตัวเขาขนาดนี้
"พี่กังต้องเขียนจดหมายกลับมาบ่อยๆ นะคะ" ซินเยว่กำชับด้วยความเป็นห่วง
"จะพยายามเขียนบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้"จื้อกังสัญญา
หลินเต๋อชางยกแก้วน้ำชาขึ้นกล่าวอวยพรให้หลานชาย"ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ขอให้จำไว้เสมอว่าที่นี่คือบ้านของเธอทุกคนรอเธอกลับมาเสมอ"
เช้าวันเดินทางทุกคนไปส่งจื้อกังที่จุดนัดพบกลางคอมมูนที่จะมีรถมารับทหารเกณฑ์ใหม่ไปยังค่ายฝึกบริเวณนั้นมีชายหนุ่มจากหมู่บ้านต่างๆ มารวมตัวกันหลายคนแต่ละคนมีครอบครัวมาส่งด้วยสีหน้าที่คละเคล้ากันระหว่างความภูมิใจและความเป็นห่วง
ซุนกุ้ยหลานกอดลูกชายไว้แน่นจนแทบไม่ยอมปล่อยน้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่อายใคร
"ดูแลตัวเองดี ๆนะลูก" เธอกระซิบเสียงสั่นเครือ
"ผมจะดูแลตัวเองดีที่สุดครับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง" จื้อกังกอดแม่กลับอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันไปกอดลาพ่อและน้องชาย
เมื่อถึงตาซินเยว่เธอวิ่งเข้าไปกอดขาพี่ชายแน่นโดยไม่พูดอะไร จื้อกังก้มลงกอดน้องสาวตัวเล็กไว้เบา ๆ
"อย่าลืมหัดซ่อมของต่อนะพี่ฝากหน้าที่นี้ไว้กับน้องแล้ว" เขาพูดพลางยิ้มแม้แววตาจะมีความอาลัยปนอยู่ก็ตาม
"หนูจะฝึกให้เก่งเลยค่ะพี่กังกลับมาต้องได้เห็นหนูซ่อมของเก่งแล้วแน่นอนค่ะ"ซินเยว่ตอบพลางพยายามยิ้มทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า
รถบรรทุกที่มารับทหารเกณฑ์ใหม่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป จื้อกังโบกมือลาจากบนรถจนลับตาทุกคนยืนมองจนกระทั่งฝุ่นควันจางหายไปจึงแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความรู้สึกอ้างว้างเล็กน้อยที่ขาดสมาชิกคนหนึ่งไป
วันต่อมาจื้อจวินเริ่มฝึกซ่อมจักรยานตามที่พี่ชายสอนไว้ก่อนไปแม้จะยังไม่คล่องเท่าพี่ชายแต่ก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ซินเยว่นั่งดูอยู่ข้างๆอย่างตั้งใจ พยายามจดจำทุกขั้นตอนที่จื้อกังเคยสอนไว้
"สักวันหนูจะซ่อมเก่งเท่าพี่กังให้ได้ค่ะ"เธอพูดกับตัวเองเบาๆ มือกำไขควงตัวเล็กที่จื้อกังทิ้งไว้ให้ก่อนไป
สัปดาห์แรกหลังจื้อกังจากไปจดหมายฉบับแรกก็มาถึงบ้าน เขียนสั้นๆ ว่าเดินทางถึงค่ายฝึกโดยปลอดภัยการฝึกหนักแต่ก็ไหว ให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงทุกคนในบ้านอ่านจดหมายนั้นด้วยความโล่งใจ ก่อนจะเก็บไว้อย่างดีเพื่อรอฉบับต่อไป
ซุนกุ้ยหลานอ่านจดหมายซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบก่อนจะเก็บใส่กล่องไม้เล็กๆข้างเตียง "อย่างน้อยก็รู้ว่าเขาปลอดภัยดี"เธอพูดกับสามีด้วยรอยยิ้มที่ยังคงมีความเป็นห่วงปนอยู่
บ้านรองที่เคยมีจื้อกังคอยซ่อมของให้คนในหมู่บ้านเป็นประจำตอนนี้เงียบเหงาลงไปบ้าง แต่ความอบอุ่นของครอบครัวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงทุกคนต่างรอคอยวันที่จื้อกังจะได้กลับมาเยี่ยมบ้านอีกครั้งด้วยความหวังที่ไม่เคยจางหาย
เดือนถัดมาชาวบ้านคนหนึ่งที่เคยขอให้จื้อกังซ่อมรถเข็นเดินมาหาซุนกุ้ยหลานด้วยความเกรงใจ"ไม่ทราบว่าจื้อกังกลับมาหรือยังครับ รถเข็นผมเสียอีกแล้ว"
"เขาไปเป็นทหารแล้วค่ะ"ซุนกุ้ยหลานตอบพลางยิ้มเศร้าๆ
ชาวบ้านคนนั้นทำหน้าผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ"อ้อ...งั้นก็ต้องรอเขากลับมาแล้วสินะฝากบอกด้วยนะคะว่าทุกคนในหมู่บ้านคิดถึงฝีมือเขา"
คำพูดนั้นทำให้ซุนกุ้ยหลานรู้สึกอบอุ่นใจเล็กๆอย่างน้อยลูกชายของเธอก็เป็นที่รักและได้รับการจดจำจากคนในหมู่บ้านอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่คนในครอบครัวเท่านั้นที่เห็นคุณค่าในตัวเขา
คืนนั้นซินเยว่หยิบไขควงตัวเล็กที่จื้อกังทิ้งไว้ให้ออกมาดูก่อนนอนนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ชายว่าจะฝึกซ่อมของให้เก่งเธอตั้งใจแน่วแน่ในใจว่าจะไม่ทำให้คำสัญญานั้นเป็นแค่คำพูดลอยๆแต่จะพยายามฝึกฝนจริงจังทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อวันที่พี่กังกลับมาจะได้เห็นว่าน้องสาวตัวเล็กของเขาเติบโตขึ้นมากแค่ไหนในช่วงเวลาที่จากกันไป