“เอ๋..ว้าวว จุ้งงง!” หนูนิลถึงกับตาโต คงเท่าไข่ห่านได้อย่างที่คนชอบเปรียบเทียบกันเพราะตอนนี้หนูนิลน้อยเบิกตาขึ้นมาโตสุดๆ เท่าที่ตนจะทำได้ ก่อนจะหันมายิ้มด้วยความดีใจกับแม่นวล ที่มองลูกด้วยความมึนงง ว่า ‘จุ้ง’ ที่ลูกว่ามันคืออันใดกัน
“จุ้ง คืออันใดกันหนูนิลลูก ในน้ำนั้นรึ มันคือตัวอันใด เหตุใดจึงดีใจมากเช่นนี้เล่า” แม่นวลถามด้วยความสงสัย เนื่องด้วยคำว่า จุ้ง นี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ก่อนที่แม่นวลจะได้คิดจนปวดหัวมากไปกว่านี้เหล่าพี่ชาย พี่สาว ก็กลับมาจากภารกิจกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพื่อไม่ให้มากัดหนูนิลเรียบร้อย ตัวช่วยของแม่นวลอย่างโกเมน จึงมาได้จังหวะได้ยินคำว่า ‘จุ้ง’ ของหนูนิลเข้าพอดี
“กุ้งหรือไม่ขอรับแม่นวล”
“ใจ้แล้ว ปี่เมนเจ่งๆ” หนูนิลน้อยปรบมือให้พี่โกเมนรอบที่สองของวันจนคนอื่นๆ เริ่มตาร้อนขึ้นมาอีกแล้ว ที่คนได้รับคำชมจากเ้าตัวเล็กนี่ไปตั้งสองรอบคนเดียวเลย
ส่วนโกเมนเมื่อน้องชมก็เก็บรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ ก่อนรีบอธิบายออกมาเพิ่ม
“ถ้าเป็กุ้งแล้วละก็ย่อมมีอยู่ในแม่น้ำอย่างแน่นอนขอรับ เพียงแต่มันจับยาก ไม่เหมือนปลา หรือจักจับได้ก็มีเพียงตัวเล็กๆ ที่อยู่ในน้ำตื้นๆ เท่านั้นขอรับที่จับทัน แต่ลูกเคยเห็นตัวใหญ่มันอยู่น้ำลึก ลงไปก็จับไม่เคยได้ขอรับ เว้นแต่ท่านน้า ท่านลุงที่หาปลาเป็ประจำขอรับที่จะจับมันทัน ได้สักตัวสองตัว ถือว่าเก่งมากแล้ว”
แน่นอนว่าคนพูดหมายถึงจับมือเปล่าโดยการดำน้ำลงไป หนูนิลว่าทำได้ขนาดนั้นคือสุดยอดเลยหล่ะ จับมือเปล่า สุดยอด! แต่หนูนิลไม่ได้เก่งแบบนั้นไง เอ่อ...หมายถึงทุกคนในเรือนไม่ได้เก่งแบบนั้น ฉะนั้นก็ต้องมีเครื่องทุ่นแรง อิอิ
ซึ่งแน่นอนว่าต้องหาตัวคนช่วยทำให้เหมาะสมถึงจะได้งานที่ดีออกมา เหมือนโลกก่อนที่คนมักพูดกันว่า ‘put the right man on the right job’
“ปี่รันจ๋า จ๋วยนินนิน ตำตี่จับจุ้งหน่อยจั๋บ” และหวยออกที่พี่หิรัญนั้นเอง
“ที่จับกุ้งเหรอหนูนิล ทำอย่างไร หืม บอกพี่ได้หรือไม่ แล้วน้องรู้ได้อย่างไรว่ามีที่จับกุ้ง นอกจากดำน้ำลงไปจับแล้ว” หิรัญถามน้องด้วยความสงสัย ถึงแม้จะเต็มใจทำให้น้องทุกอย่าง แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ั้แ่น้องฟื้นจากไข้ ดูจักรู้เื่ราวที่ผู้อื่นคิดไม่ถึง หรือไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนอีกเื่แล้ว
“อ่า... นินนิน นินนิน เจอคุงตาโผมกว๋าว คุงตาสอนๆ นิน บอกๆ นินเยอมาดดด” หนูนิลเริ่มบอกพี่ชายรวมถึงทุกคนที่มองด้วยความสงสัย เพียงแต่ไม่คิดว่าพี่หิรัญจะถามออกมาตรงๆ เช่นนี้ ถามตรงก็ตอบตรง (แบบอ้อมนิดหน่อย) เพราะอนาคตคงต้องมีอีกหลายเื่ที่หนูนิลต้องให้คนในเรือช่วยทำ เนื่องด้วยร่างกายตอนนี้จาก 156 เิเในโลกก่อนที่เตี้ยมากแล้วในสภาพที่โตเต็มไว พอมาร่างนี้อย่าว่าแต่ถึงร้อยเลย นี่ยังไม่ถึงเอวแม่นวลเลย
ทุกคนได้ฟังเ้าตัวเล็กบอกถึงกับแปลกใจ
แม่นวลนั้นคิดว่าหรือตอนป่วยไข้ไม่ได้สติ ลูกจักเจอกับท่านเทวดาคอยปกปักช่วยเหลือกันนะจึงทำให้ได้ลูกน้อยกลับมาพร้อมรู้ที่ไม่ได้มีใครรู้มาก่อน แต่จักแพร่งพรายมิได้ อาจจักเป็อันตรายกับเ้าตัวน้อยได้
“หนูนิล ลูกรู้เื่ยุง เื่กับดักจับกุ้ง มาจากท่านตาหนวดขาวในฝัน ตอนเป็ไข้ใช่ไหมลูก”
“ใจ้จั๋บ ต่านตาเจ่งๆ นินนิน เจ่งๆ” หนูนิลตอบรับ และเสริมไปด้วยว่าท่านตาหนวดขาวหน่ะเก่งมาก ตัวเองก็เก่งมากเช่นกันนะ
“คนเก่งของแม่ แต่ลูกอย่าบอกกับคนอื่นนอกจากพ่อ แม่ และพี่ๆ หนา มิอย่างงนั้นจักเป็อันตรายได้ ลูกๆ ก็เช่นกันนะ เื่นี้ให้รู้กันแค่ภายในเรือนเราเท่านั้น มิเช่นนั้นน้องจักเป็อันตรายได้” แม่นวลเอ่ยบอกเ้าตัวเล็กและลูกๆ ที่อยู่ด้วยตอนนี้ ส่วนท่านพี่นางค่อยพูดคุยหารือหลังจากนี้อีกครั้ง
“เยี่ยงนั้น ตอนนี้เรามาทำที่จับกุ้งตามที่หนูนิลอยากได้กันก่อนดีหรือไม่ขอรับ” หิรัญตอบรับแม่นวล
“มาเถอะหนูนิล บอกพี่ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง พี่รัญคนนี้จักทำให้น้องเอง” หิรัญเองก็คิดว่าเื่นี้ไม่ควรให้ผู้อื่นรู้จริงๆ เพราะน้องน้อยของพวกเขาอาจจักเกิดอันตรายหรือถูกคนอื่นลักพาตัวไปได้ หากทราบว่าน้องรู้เื่ราวดีๆ ที่คนอื่นไม่รู้มากมาย
ดังนั้นทุกคนจึงพักเื่นี้ไว้ก่อนแล้วหันมาช่วยกันทำกับดักกุ้งตามที่หนูนิลว่า
กับดักกุ้งที่หนูนิลพูดถึงนั้นเรียกลอบดักกุ้ง หรือไซ มีรูปทรงกระบอก ทำจากไม้ไผ่เป็ซี่ๆ ที่หาได้จากชายป่าใกล้บ้าน โดยให้ตาล้วนไปช่วยตัดให้ เนื่องด้วยพ่อโชคและตาล้วนกลับมาพอดีหลังจากจัดการกับตุ่มน้ำในบ้านหมดเรียบแล้ว จากนั้นทำทางเข้าลักษณะเป็กรวย เพื่อให้กุ้งเข้าได้ทางเดียว เหยื่อล่อเป็ปลาซิวตัวเล็กๆ ที่สามารถจับได้ริมน้ำง่ายๆ เป็เหยื่อล่อ
เมื่อทุกคนช่วยกันคนลละไม้ละมือจึงทำไซดักกุ้งออกมาได้ประมาณ 10 อัน หลังจากนั้นตาล้วนและเหล่าพี่ชายจึงช่วยกันน้ำไปวางในน้ำลึกสักหน่อยเพราะ้าดักกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ และผูกเชือกให้ปลายเชือกอีกด้านผูกติดเสาท่าน้ำไว้ เวลาเก็บจะได้ทำการดึงจากปลายเชือก ไม่ต้องดำลงน้ำอีกครั้ง คิดว่า่เย็นๆ นี้จะให้ตาล้วนมากู้ไซขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อน หากโชคดีเย็นนี้คงได้เมนูกุ้งเผาอร่อยๆ กัน
ระหว่างนี้หนูนิลก็จับจูงมือแม่นวล พี่ทับทิม และมีป้าอิ่มเดินตามหลังเพื่อไปดูผักในสวนของครอบครัว เนื่องด้วยอยากเห็นแหล่งอาหารหลัก เผื่อจักสามารถปรับปรุงได้ในอนาคต แต่เหตุผลหลักตอนนี้คือหาวัตถุดิบสำหรับทำน้ำจิ้มสูตรเด็ด สำหรับกุ้งเผาก่อน
ตอนนี้ในตะกร้าสานใบไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ป้าอิ่มกลับไปเอาที่เรือน จึงมีทั้งพริกขี้หนูสวน มะนาว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีผักสลัดอย่างที่หนูนิลอยากได้ มีเพียงแค่ผักกาดขาวหัวเล็กๆ ที่น่าจะทดแทนกันได้ เนื่องด้วยผักในสวนนั้นพอมีให้เก็บกินแต่ไม่ได้ต้นอวบใหญ่เท่าใดนัก จากที่หนูนิลดูแล้วน่าจะเกี่ยวกับดินที่ไม่มีการเติมปุ๋ยบำรุง ไว้ค่อยบอกทุกคนเื่นี้อีกที เพราะต้องดูด้วยว่าที่นี่ใช้ปุ๋ยจากอะไรกันบ้าง
พอกลับมาที่ครัว เนื่องด้วยน้ำจิ้มตามสูตรต้องมีน้ำปลาหรือเกลือ เพื่อเพิ่มความเค็มอีกอย่าง ดังนั้นแม่นวลจึงยอมควักเบี้ยให้ป้าอิ่มได้ออกไปซื้อ รวมถึงเครื่องปรุงอื่นไม่ว่าจะเป็ น้ำปลา น้ำตาล เกลือ และมีแป้งข้าวเหนียวที่หนูนิลขอให้แม่นวลซื้อให้ด้วย เนื่องด้วยอยากกินขนมเพิ่ม เพราะเห็นต้นมะพร้าวแล้วน่าจะมีวัตถุดิบครบหากได้น้ำตาลมาเพิ่มจากตลาดที่ป้าอิ่มออกไปซื้อ เพราะขนมไทยๆ ส่วนผสมหลักก็มีแป้งกับน้ำตาลนี่แหละ กินแล้วอารมณ์ดี แต่จริงๆ แล้วนั้นเป็เพราะร่างกายขาดหวานไม่ได้นั้นเอง
ก่อนพระอาทิตย์ตกดินตาล้วนซึ่งกำลังเก็บไซดักกุ้งอยู่ที่ท่าน้ำ กับเหล่าพี่ชาย พี่สาวและพ่อโชค ก็มีเสียงอื้ออึงจากท่าน้ำดังมาถึงบนเรือน จนแม่นวลอุ้มหนูนิลลงไปดู ตามด้วยป้าอิ่มที่เดินตามเป็เงาเช่นกัน และต้องใไปตามๆ กันเนื่องจากในไซแต่ละอันมีกู้ขึ้นมาจากน้ำอัดแน่นไปด้วยกุ้งเต็มไปหมด อันหนึ่งมีกุ้งอย่างต่ำ 3-4 ตัว ใหญ่ ฉะนั้นรวมแล้วจึงได้กุ้งมาเกือบ 40 ตัวเลยทีเดียว
หนูนิลเมื่อเห็นแบบนั้น ถึงกับยิ้มกว้างออกมาจนข้างแก้มด้านซ้ายขึ้นลักยิ้มอย่างน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาทุกคน
“พี่โชค เราตั้งเตาด้านล่างเรือนเผื่อย่างกุ้งอย่างที่หนูนิลว่าดีหรือไม่คะ” แม่นวลเสนอขึ้นมา เพราะที่ท่าน้ำตอนเย็นๆ นั้นอากาศดีมาก อาจจะมีแมลงนิดหน่อย แต่จุดตะไคร้หอมสุมเพื่อไล่ยุงสักหน่อยก็น่าจักช่วยได้
“ดียิ่ง แม่นวล อย่างนั้นเดี๋ยวพี่จักยกเตาอันเก่าออกมาและจุดไฟให้เอง แม่นวลก็จัดการกับกุ้งพวกนี้รอเถิด”
“ได้เ้าค่ะ เดี๋ยวน้องกับอิ่มจักช่วยกันเอง” แม่นวลรับคำพร้อมรอยยิ้ม วันนี้ทุกคนน่าจักได้กินเนื้อกันอิ่มๆ ได้อีกสักมื้อ และเหลือถึงวันพรุ่งนี้ด้วยเป็แน่ เพราะกุ้งนั้นตัวใหญ่มาก กินกันคนละ 1-2 ตัวก็อิ่มแล้ว เหลือไว้พรุ่งนี้สักหน่อยเพื่อทำอย่างอื่นกินกันต่อ
เตรียมทุกอย่างและย่างกุ้งเรียบร้อยพระอาทิตย์ก็กำลังลาลับขอบฟ้า สะท้อนคุ้งน้ำเป็ภาพวิวร้อยล้านในราคาศูนย์บาท บรรยากาศเข้ากับการล้อมวงกินกุ้งเผาจริงๆ แม้ตาล้วนและป้าอิ่มจะขอแยกไปอีกวง แต่ก็อยู่ใกล้ๆ กันนี่เอง
เมื่อพ่อโชคเริ่มแกะกุ้งจิ้มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปากเป็คนแรกแล้ว คนอื่นๆ จึงเริ่มทยอยกินกันบ้าง และพอได้รับััแรกของความเด้งหวานของกุ้งกับความแซ่บของน้ำจิ้มเข้าปากไป ต่างคนต่างตาเบิกกว้างขึ้นมา! แลเงยหน้าขึ้นมามองหนูนิลโดยมิได้นัดหมายด้วยความอึ้งในความอร่อย หลังจากนั้นต่างคนก็ต่างเร่งสปีดการเคี้ยวให้ไวขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากรสชาติที่ได้รับที่อร่อยเกินคาด พอคำนึงผ่านไป คำต่อๆ ไปก็หยุดไม่ได้เลย ส่วนเด็กๆ ที่กินน้ำจิ้มเผ็ดๆ ไม่ได้ แต่เพียงแค่กุ้งเผาเปล่าๆ มันกุ้งคลุกกับข้าวก็ทำให้อร่อยจนหยุดมือไม่อยู่เช่นกัน มื้อนั้นจึงเป็มื้อที่ทั้งบ้านอิ่มหนำสำราญกันที่สุด แม้แต่ยามหลับเด็กๆ ยังมีเก็บไปฝันถึงรสชาตินั้นอยู่เลย