บทที่ 36 รอดูเถอะ
หลี่ซื่อหัวอึ้งไปชั่วขณะ คนแก่คนนี้ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ทั้ง ๆ ที่นางบริสุทธิ์ แต่กลับยังคิดจะจัดการเสียอีกไม่คิดบ้างหรือว่าเด็กสาวผู้นี้ไร้เดียงสาเพียงใด ปู่ใหญ่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำของน้องชายตน
“คำกล่าวของน้องชายช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ประการแรกเด็กสาวผู้นี้ยังไม่เสียพรหมจรรย์ หากจัดการอย่างลวก ๆ เช่นนี้ ชีวิตผู้คนจะไร้ค่าเกินไปหรือไม่ เรื่องนี้ต้นเหตุที่แท้จริงคือสะใภ้หลิน สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับกลายเป็นผู้ถูกจัดการโลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่เล่า”
เฉินเถียนเถียนมองสายตาปลอบโยนที่ปู่ใหญ่ส่งมาให้ จึงสงบใจลงได้บ้าง ไม่เช่นนั้นนางคงอยากจะ… กระชากหนวดเคราของคนแก่น่ารังเกียจผู้นั้นจนหมดเลยทีเดียว
ปู่สี่คนที่ยิ้มหน้าบานเมื่อครู่ บัดนี้สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นมาก
“เรื่องอื่นข้าไม่ขอพูดถึง เพียงแต่เด็กสาวแห่งตระกูลเฉินผู้นี้ก่อเรื่องวุ่นวายนอกเรือนมากเกินไป วันก่อนเพิ่งก่อเรื่องเช่นนี้ วันนี้มาอีกแล้ว สู่ขอให้รีบยกนางให้แต่งงานออกไป เช่นนี้ก็จะลดข้อพิพาทได้มากกว่า”
เฉินเถียนเถียนหากไม่ใช่ต้องแสร้งมีมารยาทดี คงจะเริ่มด่าคำหยาบออกมาแล้ว เหมือนเอ่ยว่าตนเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาแต่ความจริงแล้วผู้ที่ก่อเรื่องไม่เคยเป็นตนเลย ปู่หกกลับเพียงแค่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ข้าว่าเด็กสาวผู้นี้ดีมากนะ ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง เอ่ยวาจามีหลักการและเหตุผล อีกทั้งยังรู้จักต่อสู้เพื่อความถูกต้องให้ตนเอง บุตรสาวแห่งตระกูลเฉินถูกรังแกไม่ควรเป็นเช่นนี้หรอกหรือ”
ปู่หกและปู่สี่ต่างมีความคิดอ่านดูถูกเฉินเถียนเถียนอยู่บ้าง นั่นก็เพราะความยอดเยี่ยมของสะใภ้อวิ๋น พวกเขารู้สึกว่าหญิงที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้นไม่ควรมีบุตรสาวที่น่าอับอายเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่อยากยอมรับเฉินเถียนเถียน
“แต่หากผู้อาวุโสไม่ยอมรับก็คงต้องช่วยแก้ไขปัญหาพวกนี้แทนนาง แม้นางจะบริสุทธิ์พวกเราทุกคนรู้เรื่องนี้ แต่ชาวบ้านที่ได้ยินเรื่องนี้ ใครเล่าจะเชื่อว่านางยังบริสุทธิ์อยู่” คำพูดของปู่สองทำให้ปู่สี่เงียบลง
เขาชอบเด็กสาวผู้นี้ไม่ผิด ชื่นชมนางก็ไม่ผิด แต่สุดท้ายก็ยังต้องรับฟังความเห็นของคนในตระกูล ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ปู่สองกล่าวก็เป็นความจริง เพียงแค่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เด็กสาวผู้นี้ก็ไม่มีทางล้างตัวให้ขาวสะอาดได้แล้ว
บางครั้งข่าวลือระหว่างผู้คน ไม่ใช่หลักฐานว่าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ก็จะล้างมลทินได้ แม้กระทั่งบางคนที่ชอบหาช่องโหว่ หรืออาจจะคิดว่าเฉินเถียนเถียนและหลี่ซื่อหัวร่วมมือกันทำหลักฐานชิ้นนี้ขึ้นมา
“เด็กน้อย อย่าโทษท่านปู่หกที่ไม่ช่วยเจ้าเลย เพียงแต่บางเรื่องถูกผิดไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น พวกเราก็แก่ ๆ กันแล้ว ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มากนัก แต่สาวน้อยในตระกูลที่ยังไม่ได้แต่งงานมีมากเกินไป ไม่อาจทำเพื่อเจ้าคนเดียว…”
เฉินเถียนเถียนรู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก หากเป็นยามปกติ ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย นางสามารถแยกแยะถูกผิดได้อย่างชัดเจนเพราะมีกฎหมายและข้อบังคับ แต่ตอนนี้ในยุคที่ข่าวลือสามารถฆ่าคนได้หลักฐานเหล่านี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน
“สินสอดของมารดาเจ้า แม้จะเป็นเงินที่มารดาเจ้าหามาได้ เรือนที่อยู่ในหมู่บ้าน ที่ดินก็อยู่ในหมู่บ้าน แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะยกให้เจ้า ตอนนี้เจ้าเอาข้าวของที่เจ้าถืออยู่พวกนี้ไปให้บิดาเจ้าเถอะ”
“เฉินผิงอัน พวกเราคนเฒ่าคนแก่ยังมีชีวิตอยู่ก็ขอกล่าวไว้ก่อน หากเจ้ากล้าเอาเปรียบเด็กสาวผู้นี้อีก พวกเราจะไม่ละเว้นเจ้าแน่ เด็กน้อย ท่านปู่ใหญ่ของเจ้า ช่วยเจ้าได้มากที่สุดเพียงเท่านี้แล้ว ส่วนเรื่องออกเรือนของเจ้า ให้เจ้าตัดสินใจเอง สะใภ้หลินห้ามยุ่ง”
ดวงตาอันชราของปู่ใหญ่เต็มไปด้วยแสงแห่งปัญญา เด็กสาวผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่ ไม่ว่านางจะกลายเป็นเช่นนี้ได้เยี่ยงไร แต่สุดท้ายก็ต้องปกป้องนางไว้บ้าง เพื่อไม่ให้ไปล่วงเกินนางจนเกินไปจะได้ไม่เป็นผลเสียต่อตระกูลเฉิน
เฉินเถียนเถียนย่อมไม่ยอมแพ้ แต่มีคนมุงดูมากมาย อีกทั้งหัวหน้าตระกูลก็สั่งลงมาแล้ว เฉินเถียนเถียนจึงหยิบข้าวของทั้งหมดออกมาจากมือ ทั้งโฉนดที่อยู่ และโฉนดที่ดิน พยายามกลั้นโทสะเอาไว้ ยื่นข้าวของให้เฉินผิงอัน
เฉินผิงอันยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ดวงตาคู่นั้นราวกับกำลังเยาะเย้ยนังเด็กบ้า ต่อให้เจ้าจะมีฝีมือมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องนำข้าวของมามอบให้ด้วยมือทั้งสองข้างอยู่ดี ปู่ใหญ่กล่าวต่อ
“เด็กสาวผู้นี้เคยถูกรังแกมามากพอแล้ว เฉินผิงอันหากนางไม่พอใจอะไรที่เรือนอีก ตราบใดที่เด็กคนนี้ยินดีเอ่ยออกมาคนแก่อย่างข้าก็ยินดีจะรับรองให้นาง ผิงอันเจ้าทำให้มารดาโกรธขนาดนี้เพื่อหญิงนางนี้”
“ที่ตระกูลเดิมก็คิดจะขับไล่เจ้าออกไปอยู่แล้ว สุดท้ายมารดาของเจ้าเองต้องมาขอร้องไว้ ตัวเจ้าเองก็คงอยู่ในเรือนไม่ได้นานแล้ว ถึงแม้นางจะไม่ทำอะไรเลยก็ยังต้องเลี้ยงดูนางไว้เพียงสินเดิมของมารดานางก็เพียงพอแล้ว การเป็นคนก็ต้องมีจิตสำนึกบ้าง มิเช่นนั้นภายหลังจะต้องเสียใจที่ไม่ได้ทำตั้งแต่แรก”
นี่ถือเป็นคำเตือนที่รุนแรงมากแล้ว คำพูดของท่านปู่ใหญ่ก็เห็นได้ชัดว่าเข้าข้างเด็กสาวผู้นี้ แต่ท่านปู่สี่และท่านปู่หกก็ยืนอยู่ข้าง ๆ พยักหน้าเห็นด้วย เฉินผิงอันรู้สึกถึงแรงกดดันถึงแม้จะรู้สึกไม่ค่อยยอมรับ แต่ก็จำต้องพยักหน้ารับ
“สะใภ้หลิน เด็กคนนี้ถ้าเจ้าจัดการไม่ได้จริง ๆ ตระกูลจะช่วยจัดการให้ เรื่องวันนี้ก็เป็นเพราะสะใภ้หลินก่อเรื่องขึ้นมา สุดท้ายเด็กสาวผู้นี้ก็ต้องถูกรังแก สะใภ้หลินออกมาขอโทษเด็กคนนี้เสีย”
หลินชุนฮวารู้สึกไม่พอใจมองไปที่เฉินผิงอันด้วยสายตาน้อยใจ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เฉินผิงอันจะทำอันใดได้ ในที่สุดหลินชุนฮวาก็ต้องก้าวออกมา กล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า
“ขอโทษนะ” เฉินเถียนเถียน กลับหันหน้าไปอีกทาง ไม่ยอมรับคำขอโทษของอีกฝ่ายเลย!
“ถ้าฆ่าคนตายแล้ว ขอโทษเพียงประโยคเดียวก็ใช้ได้ แล้วกฎจะมีไว้ทำไม สะใภ้หลินวันนี้เจ้าจะได้ลิ้มรสชาติผลกรรมของตัวเอง คอยดูเถอะ” เมื่อผลลัพธ์ปรากฏแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไป ท่านปู่ใหญ่กลับเดินค้ำไม้เท้ามายืนอยู่ตรงหน้าเฉินเถียนเถียน
“เด็กน้อยข้ารู้ว่าในใจเจ้ายังไม่ยอมรับ แต่โลกใบนี้ก็ไม่เคยยุติธรรมอยู่แล้ว พูดตามตรงพวกข้าสองคนทำเช่นนี้ ก็เป็นการผิดต่อเจ้าจริง ๆ แต่เจ้าต้องรู้ว่าบางเรื่องพวกข้าก็ไม่อาจคำนึงถึงแต่เจ้าเพียงผู้เดียวได้”
เฉินเถียนเถียนยังคงเคารพชายชราผู้ฉลาดหลักแหลมผู้นี้อยู่ นางก้มหน้าลงต่ำ กล่าวเบา ๆ ว่า
“ท่านปู่ใหญ่ทำเพื่อข้ามามากเกินไปแล้ว เพียงเรื่องให้สิทธิ์ข้าได้ตัดสินใจเรื่องออกเรือนด้วยตนเองก็นับว่าท่านปู่ใหญ่เมตตาข้ามากแล้ว ตัวข้าจะทำตัวเป็นเด็กอกตัญญูมาตำหนิท่านปู่ใหญ่ได้เยี่ยงไรเล่า” ชายชราเงยหน้าขึ้น ถอนหายใจยาว
“เด็กน้อย ข้าก็แก่แล้ว แม่เลี้ยงของเจ้าไม่ใช่คนธรรมดามีเล่ห์เหลี่ยมอยู่ไม่น้อย เจ้าออกเรือนไปเร็ว ๆ ก็เป็นเรื่องดีต่อตัวเจ้า” เฉินเถียนเถียนพยักหน้ากล่าวว่า
“ขอบคุณท่านปู่ใหญ่ที่ชี้แนะ”
ชายชราส่ายหน้าถอนหายใจแล้วจากไป เฉินเถียนเถียนรู้สึกตัวอีกครั้งว่าตนเองอยู่ในยุคสมัยนี้ลำบากเพียงใด เพิ่งอายุสิบสี่ก็ถูกบังคับให้ออกเรือนแล้ว
