หวังหย่วนฉิงช่วยลูกสาวจัดเรียงเงินให้เข้าที่เข้าทางแล้วใส่ลงในกล่องเหล็กของเธอ เขาก็เห็นลูกสาวหยิบหนังสือการ์ตูนออกมาปัดฝุ่นทีละเล่มด้วยมือ จากนั้นก็ใช้ผ้าแห้งผืนเล็กเช็ดทำความสะอาดอย่างตั้งใจทุกเล่มไม่เว้นแม้แต่เล่มเดียว ั้แ่หนังสือใหม่เอี่ยมไปจนถึงเล่มที่เก่าที่สุด
"ลูกเช็ดหนังสือพวกนี้ทุกคืนเลยเหรอทำไมต้องเช็ดด้วยล่ะ?"
หมี่หลันเยว่เช็ดหนังสือการ์ตูนเสร็จเรียบร้อยแล้ววางเรียงอย่างเป็ระเบียบอยู่บนโต๊ะ
"ก็ต้องเช็ดสิคะแม่ไม่งั้นจะมีฝุ่นเกาะหนา ฝุ่นพวกนั้นจะทำให้ปกหนังสือเป็รอยได้ง่ายๆ เลยนะ"
หวังหย่วนฉิงไม่เคยคิดมาก่อนว่าการตั้งแผงขายของเล็กๆน้อยๆ จะมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจมากมายขนาดนี้แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เคยคิดถึงเื่การเช็ดฝุ่นบนหนังสือการ์ตูนด้วยซ้ำเธอรู้สึกหน้าแดงเล็กน้อย รู้สึกละอายใจที่ตัวเธอเองเป็ผู้ใหญ่แท้ๆแต่กลับไม่ละเอียดอ่อนเท่าลูกสาว
หมี่หลันเยว่เหมือนจะอ่านความคิดในใจของแม่ได้หลังจากวางหนังสือการ์ตูนเรียบร้อยแล้ว ก็เลือกหนังสือสองเล่มที่ต้องซ่อมแซมส่งให้แม่
"แม่ไม่ได้ไปตั้งแผงขายของกับพวกเราก็เลยไม่รู้ว่าฝุ่นมันเยอะขนาดไหน ก็เลยไม่คิดว่าต้องเช็ดทำความสะอาดตอนนี้แม่ช่วยหนูหน่อยนะ หนังสือสองเล่มนี้มันขาดนิดหน่อย แม่ช่วยซ่อมให้หน่อยนะคะ"
หวังหย่วนฉิงตอบตกลงอย่างเต็มใจเธอรู้สึกยินดีที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของลูกบ้าง ไม่อย่างนั้นในใจคงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ
"แม่คะๆ ฝีมือแม่นี่สุดยอดจริงๆดีกว่าที่หนูซ่อมเองอีก"
เมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าเคยซ่อมหนังสือเองมาก่อนหวังหย่วนฉิงรีบไปดูที่กองหนังสือ อยากจะหาหนังสือที่ลูกสาวซ่อมแต่กลับไม่เห็นเล่มไหนที่ดูเก่าเลย หวังหย่วนฉิงยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ลูกสาวคงกลัวว่าเธอจะห้ามไม่ให้ลูกและพี่ชายไปตั้งแผงขายของ ก็เลยปิดบังเธอ แล้วแอบซ่อมหนังสือเองน่าสงสารเด็กน้อยคนนี้เสียจริง
เธอเองก็มีส่วนผิดที่ไม่ได้ให้ความมั่นใจกับลูกๆมากพอ ควรจะทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย เชื่อว่าเธอพร้อมจะอยู่เคียงข้างพวกเขาร่วมกันปรึกษาหาทางออก ไม่ใช่กีดกันพวกเขาออกไปในการตัดสินใจครั้งต่อไป
"หลันเยว่เมื่อก่อนแม่อาจจะเผด็จการเกินไป คิดเสมอว่าลูกกับพี่ชายยังเด็กหลายเื่ต้องให้พ่อกับแม่ตัดสินใจให้ แต่พอได้เห็นเื่แผงหนังสือแม่ก็เปลี่ยนความคิดแล้ว ต่อไปมีอะไรก็มาปรึกษาแม่ได้เลยนะแม่จะมองลูกกับพี่ชายเหมือนเป็ผู้ใหญ่"
นี่คือการมอบสิทธิที่เท่าเทียมกันให้เธอแล้วใช่ไหมหมี่หลันเยว่รู้สึกดีใจอยู่ในใจ การสร้างผลงานขึ้นมาบ้างก็ไม่ใช่เื่เสียหายมันช่วยยกระดับบทบาทของเธอในบ้าน สร้างโอกาสให้เธอมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น
"แม่คะในเมื่อแม่เชื่อใจหนูกับพี่ชายแล้ว งั้นหนูก็ขอปรึกษาเื่หนึ่งกับแม่นะคะ"
หมี่หลันเยว่ปรึกษาหารือกับแม่อย่างจริงจังการได้พูดคุยกับแม่อย่างเท่าเทียมกันแบบนี้ถือเป็ก้าวะโครั้งสำคัญในชีวิตของหมี่หลันเยว่
"ว่ามาเลยลูก แม่ฟังอยู่มีอะไรก็บอกมา พวกเราในครอบครัวจะได้ช่วยกันคิด"
ครั้งนี้หวังหย่วนฉิงปรับเปลี่ยนท่าทีของตัวเองเธออาจจะประเมินลูกๆ ของตัวเองต่ำเกินไปในขณะที่เธอกำลังทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อลูกศิษย์ ลูกๆของเธอก็เติบโตขึ้นแล้วเช่นกัน
"หนูคิดว่าธุรกิจให้เช่าหนังสือนี่ก็ดีจริงๆแต่พออากาศเริ่มเย็นลง เราคงตั้งแผงขายต่อไม่ได้ในเดือนหน้าแล้วเราพอจะมีวิธีอื่นไหม ที่จะไม่ต้องตั้งแผงขาย แต่ยังทำธุรกิจนี้ต่อไปได้?"
ความคิดนี้อาจจะใหญ่เกินไปหน่อยการไม่ตั้งแผงขาย แต่ยังทำธุรกิจต่อไปได้ ก็คงต้องเช่าหน้าร้านแล้วล่ะสิแต่ราคาเช่าหน้าร้านมันไม่ใช่เื่เล็กๆ น้อยๆ ต้องบริหารจัดการอย่างจริงจังแต่ตัวเธอเองกับสามีก็เป็ข้าราชการ ต้องไปทำงาน ส่วนลูกชายก็ต้องไปเรียน ไม่มีใครดูแลร้านได้เลยถ้าเปิดร้านแค่่เย็นๆ ก็คงมีแต่จะขาดทุน
"เื่นี้คงไม่ได้หรอกมั้งลูกเพราะอากาศมันหนาว เราตั้งแผงขายไม่ได้แล้ว ก็คงต้องเช่าหน้าร้าน แต่ค่าเช่ามันแพงแล้วบ้านเราก็ไม่มีใครว่างตอนกลางวันมาดูแลได้ ถ้าเปิดร้านแค่่เย็นๆ นิดหน่อยก็มีแต่จะรอวันเจ๊งเท่านั้นแหละ"
หวังหย่วนฉิงไม่ได้พูดเกินจริงการเช่าหน้าร้านไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีต้นทุน ผลกำไรจากแผงหนังสือเล็กๆ นี้ทุกคนในครอบครัวต่างก็เห็นพ้องต้องกัน ถ้าจะทิ้งไปแบบนี้ก็เสียดายแต่การรักษาธุรกิจนี้ไว้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย
"แม่คะ คืออย่างนี้ค่ะเราย้ายแผงหนังสือกลับมาไว้ที่บ้านได้นี่คะยังไงเราก็ต้องตั้งแผงขายบนถนนอีกเดือนหนึ่งอยู่แล้ว เราก็บอกเพื่อนๆที่มาเช่าหนังสือว่า มาเช่าหนังสือที่บ้านเราได้แล้วก็เช่ากลับไปอ่านที่บ้านได้ด้วย หนึ่งเดือนก็พอที่จะบอกพวกเขาไว้ได้แล้วค่ะ"
หมี่หลันเยว่ทำงานเป็พนักงานขายมาเกือบยี่สิบปีเื่กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์นี่ถนัดอยู่แล้วยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งเดือนด้วยซ้ำเพียงพอที่จะดึงลูกค้าศักยภาพเ่าั้มาที่บ้านได้
การเปิดร้านที่บ้านมันจะดีเหรอสองสามีภรรยาลังเล
"แม่คะ ไม่จำเป็ต้องเปิดก็ได้ค่ะแค่เรามีแผนไว้ก่อน แล้วค่อยคุยกันอีกทีวันพรุ่งนี้หนูจะบอกความคิดของหนูให้แม่กับพ่อฟัง ถ้าแม่กับพ่อเห็นด้วยเราค่อยลงมือเตรียมการ ถ้าแม่กับพ่อไม่เห็นด้วย เราก็ถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ"
ก่อนนอนหวังหย่วนฉิงก็คุยเื่แผงหนังสือกับสามีอีกครั้ง
"คุณว่าเื่ที่หลันเยว่พูดมันจะสำเร็จไหมไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีคนมาหรือเปล่า ต่อให้มีคนมาดูหนังสือที่บ้านจริงๆบ้านเรามันจะเละขนาดไหน แค่คิดว่าบ้านจะมีแต่คนพลุกพล่าน ฉันก็ขนลุกแล้ว"
หวังหย่วนฉิงคิดยังไงก็คิดว่าเื่นี้ไม่น่าจะดีมันดูไม่น่าเชื่อถือเกินไป คนที่ไม่รู้จักกันมาเดินเข้าออกบ้านมันไม่ปลอดภัยเกินไป แล้วบ้านของพวกเขาก็ยังมีลูกเล็กๆ อีกด้วยถ้าลูกคนเล็กเกิดเป็อะไรไป มันจะไม่คุ้มเสีย
"อย่าเพิ่งคิดมากไปเลยหลันเยว่มีแผนแล้ว เราก็รอดูว่าเขาจะว่ายังไงก่อนค่อยตัดสินใจเธอก็รู้ว่าลูกสาวคนนี้ไม่ใช่คนทำอะไรแบบส่งเดช ถ้าในหัวลูกไม่มีแผนที่ชัดเจนลูกคงไม่พูดเื่นี้ออกมาหรอก แล้วเมื่อวานเื่แผงหนังสือเพิ่งจะแดงขึ้นมาวันนี้ลูกก็ความคิดใหม่แล้ว ฉันอดชื่นชมลูกสาวเราไม่ได้จริงๆ"
พอหมี่จิ้งเฉิงพูดแบบนี้หวังหย่วนฉิงก็เริ่มคิดตาม
"นั่นสินะการจะเปิดร้านหนังสือที่บ้าน มันต้องได้รับการอนุมัติจากเราสองคนก่อนเมื่อวันก่อนที่พวกลูกสองคนจะแอบไปตั้งแผงขาย พวกลูกก็คงยังไม่มีความคิดนี้แล้วนี่ในวันเดียว ลูกคิดเื่นี้ได้แล้วจริงๆ เหรอ?"
มันน่าเหลือเชื่อเกินไปไหมเด็กอายุห้าขวบคนหนึ่ง ฉลาดขนาดนี้ มันจะเกินไปแล้ว หวังหย่วนฉิงสงสัยไม่รู้ว่าจะเชื่อการตัดสินใจของตัวเอง หรือจะเชื่อในความสามารถของลูกสาวดีแต่เธอก็มีความรู้สึกบางอย่าง ลูกสาวของเธอทำสำเร็จได้แน่นอน
"ฉันว่ามันก็ไม่น่าจะเป็ไปไม่ได้ลูกสาวเราฉลาดมาั้แ่เกิด ั้แ่เกิดมาก็ไม่เคยฉี่รดที่นอนโตมาก็ไม่เคยเห็นเขาเสียเปรียบใคร ทุกความคิดของลูก หลังจากการพิสูจน์แล้วมันก็ถูกต้องเสมอ ดังนั้นครั้งนี้ ถ้าความคิดของลูกสมเหตุสมผล ฉันก็จะสนับสนุน"
แน่นอน อย่างที่เธอคิดไว้สามีของเธอเริ่มสนับสนุนลูกสาวแล้ว ดูท่าแล้วโอกาสที่จะเปิดร้านที่บ้านได้สำเร็จก็สูงมาก งั้นเธอต้องคิดให้ดีๆ แล้วจะทำยังไงให้ที่บ้านเปิดเป็ร้านได้โดยที่ไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้าน
คืนนั้น สองสามีภรรยานอนไม่ค่อยหลับในใจมีเื่ให้คิดมากมาย พอเช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สางดี สองสามีภรรยาก็ตื่นนอนคนหนึ่งเตรียมอาหารเช้า อีกคนเก็บกวาดบ้าน ไม่คิดว่าลูกสาวจะตื่นเช้าเหมือนกันใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ออกไปวิ่งข้างนอกบ้านแล้ว
จริงๆแล้วหมี่หลันเยว่ตื่นเช้าไม่ใช่แค่วันสองวัน ั้แ่ที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นหมี่หลันเยว่ก็เริ่มตื่นเช้าไปวิ่ง เพราะบ้านของพวกเขาอยู่บนเนินเขาเล็กๆการวิ่งก็เลยได้ผลดีกว่าเดิม ระยะทางเท่ากัน แต่ได้ผลเป็สองเท่าของคนอื่น
ตอนนี้เธอยังเด็กเกินไปแม้แต่การออกกำลังกายก็ไม่กล้าไปไหนไกล รอให้เธอโตขึ้นอีกสักปีสองปีค่อยตัดสินใจไปออกกำลังกายตอนเช้าทางด้านตะวันออกของูเา ที่นั่นมีถนนเลียบเขาถนนถึงแม้จะไม่ได้สูงมาก แต่คดเคี้ยวไปมา ทำให้ยืดระยะทางออกไปได้มากที่สุดแถมยังลดความชันลงด้วย เหมาะกับการออกกำลังกายตอนเช้า
หวังหย่วนฉิงและหมี่จิ้งเฉิงวางอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็ไปปลุกลูกชายให้ตื่นนอน ปรากฏว่ามีเพียงลูกชายคนเล็กนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงลูกอีกสองคนไม่อยู่ พวกเขารู้ว่าลูกสาวออกไปข้างนอกแล้วแต่ไม่รู้ว่าลูกชายคนโตออกไปั้แ่เมื่อไหร่
พอปลุกหมี่หลันซิงให้ตื่น ใส่เสื้อผ้าล้างหน้าล้างมือให้ พอสองคนเดินเข้ามาในบ้าน หมี่หลันซิงก็พูดอย่างน้อยใจว่า
"พี่ชายใจร้าย"
ถึงแม้เขาจะไม่เต็มใจที่จะตื่นเช้าขนาดนี้แต่การที่ถูกพี่ชายทิ้งไว้ที่บ้าน หมี่หลันซิงก็ยังรู้สึกเสียใจ ดวงตาแดงก่ำหมี่หลันหยางรีบเข้าไปปลอบใจเขา
"น้องชายต้องนอนเยอะๆ ถึงจะโตเร็วๆอยากสูงเท่าพี่ชายไหม?"
หมี่หลันซิงรีบเปลี่ยนความสนใจ รีบพยักหน้า
"อยากสูงๆ"
"ถ้าน้องอยากสูงน้องจะตื่นเช้าเหมือนพี่ชายไม่ได้ ต้องนอนเยอะๆ รอให้น้องโตเท่าพี่ชายพี่ชายจะพาน้องออกไปเอง"
หมี่หลันซิงถูกพี่ชายพูดจาหว่านล้อมอย่างง่ายดายเพราะยังเด็กอยู่ จึงหลอกง่าย
"ได้ รอให้ผมสูงเท่าพี่ชายพี่ชายต้องพาผมไปด้วยนะ"
เห็นพี่ชายจัดการน้องชายได้อย่างง่ายดายหมี่หลันเยว่ก็อมยิ้มอย่างขบขัน
หมี่หลันเยว่และหมี่หลันหยางเดินเข้าไปในครัวล้างมือล้างหน้า แล้วเข้ามาในบ้านเพื่อทานอาหารหวังหย่วนฉิงตักข้าวใส่ชามให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว วางไว้ตรงหน้าพวกเขา
"รีบกินข้าวเถอะออกไปออกกำลังกายั้แ่เช้า คงจะหิวแย่แล้วสิ"
ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกัน กินข้าวคำโต
"กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดๆเดี๋ยวจะปวดท้อง"
หวังหย่วนฉิงรีบเตือนเมื่อเห็นลูกทั้งสองคนกินอย่างรีบร้อน
"คือว่าหลันเยว่เื่ที่ลูกพูดเมื่อวาน พูดให้ชัดเจนกว่านี้ได้ไหมพ่อกับแม่อยากฟังความคิดทั้งหมดของลูก ถ้ามันเป็ไปได้ เราก็จะสนับสนุนลูกแต่เราก็ต้องดูสภาพแวดล้อมของบ้านเราด้วย บ้านเราไม่ได้ใหญ่โตมีแค่บ้านใหญ่กับบ้านเล็ก จะหาที่ว่างออกมาอีก ก็ไม่ใช่เื่ง่าย"
เห็นว่าแม่รีบร้อนอยากจะรู้แผนการของเธอขนาดนี้ดูเหมือนว่าเมื่อคืนคงจะนอนไม่หลับ หมี่หลันเยว่เลยไม่อยากจะรอช้า
"หนูอยากจะเก็บห้องเก็บของเล็กๆของเรา แล้วเปิดเป็ร้านให้เช่าหนังสือตรงนั้นค่ะ"
หมี่หลันเยว่นึกถึงจางหัวเม่ยผู้ที่ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจส่วนตัวรายแรกของประเทศจีน เมื่อวันที่ 30พฤศจิกายน 1979 แต่ได้รับใบอนุญาตจริงๆในวันที่ 11 ธันวาคม 1980 เธอต้องรีบคว้าโอกาสใน่ที่ยังไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการค้าเพื่อให้ร้านค้าของเธอเปิดดำเนินการโดยเร็วที่สุด