ชายชราลึกลับได้พาซูหยวนเย่มายังถ้ำแห่งหนึ่งก่อนจะแนะนำตัวว่า มันมีนามว่า ‘หู่เริงอี้’
“นามข้าคือ หู่เริงอี้ ผู้คนต่างเรียกขานกันว่า เฒ่าลามก” มันเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบขณะจ้องมองซูหยวนเย่
“เฒ่าลามกกระนั้นหรือ?” ซูหยวนเย่พอได้ยินชื่อกับสมญานามของชายชรา มันก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พร้อมกับรวบรวมสมาธิเพื่อค้นหาความทรงจำของบิดา ทว่า...ในหัวของซูอี้หนาน แทบจะไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในยุทธภพเลย..
“เป็ไปได้อย่างไรกัน เหตุใดในความทรงจำของท่านพ่อจะมิมีเื่ราวของคนผู้นี้ ทั้งวิชาตัวเบาอันสูงส่ง ทั้งกำลังภายในอันล้ำลึก ยังไงก็ต้องเป็ยอดฝีมือแน่ ๆ” ซูหยวนเย่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยอยู่สักพักก่อนที่มันจะตัดใจเอ่ยถามออกมาตรง ๆ
“ผู้น้อยขอถามตรง ๆ มิทราบว่าผู้าุโเป็ใครกันแน่ เหตุใดท่านพ่อ เอ๊ย หมายถึง ตัวข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลก ดูจากอายุอานามของเ้า เราคงจะท่องยุทธภพใน่เวลาที่ต่างกัน อีกทั้งตัวข้าเองก็ถูกขังอยู่ในไอ้ค่ายกลบ้า ๆ นี่หลายสิบปีด้วย ไม่แปลกที่คนหนุ่มอย่างเ้าจะไม่รู้จักข้า”
“ที่แท้เป็เช่นนี่นี้เอง มิน่าเล่าข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่าน”
“แล้วเ้าล่ะเป็ใคร ขึ้นมาบนเกาะให้ตนเองติดค่ายกลด้วยเหตุใด” หู่เริงอี้เอ่ยถามซูหยวนเย่กลับบ้าง
“ข้าน้อยมีนามว่า ซูอี้หนาน ขึ้นมาบนเกาะดอกทองพร้อมกับภรรยาอีกสองคน พวกเรามีธุระบางอย่างที่ต้องสอบถาม แม่นางหลันอวี้ขอรับ” หลังจากหู่เริงอี้ได้ยินคำว่า ‘ภรรยาสองคน’ มันก็ตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ก่อนเอ่ยเสียงโอ้ แล้วพลันถามซ้ำ
“ภรรยาสองคนเช่นนั้นรึ! แสดงว่าภาพลวงตาของสตรีที่เ้าร่วมรักด้วยเมื่อครู่คงเป็หนึ่งในพวกนางสิท่า” ซูหยวนเย่พอได้ยินคำถามมันก็ระบายยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแช่มช้า เพราะในความเป็จริงแล้ว สตรีผู้นั้นคือมารดาของมันนั้นเอง
“ชะ...ใช่แล้วผู้าุโนาง คะ..คือ ภรรยาของข้าเอง”
หู่เริงอี้นิ่งเงียบก่อนจะหรี่มองซูหยวนเย่คล้ายกำลังคิดบางอย่าง จากนั้นมันจึงเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ชั่วร้ายขึ้นที่มุมปาก แล้วก็กล่าวออกมาว่า
“วิเศษ วิเศษยิ่งนัก นี่มิต่างอะไรกับการยิงธนูดอกเดียวได้แต่ได้นกถึงสองตัว”
“ธนูดอกเดียวได้นกสองตัวอันใดผู้าุโ? ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านกล่าว” ซูหยวนเย่ขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงงก่อนจะเอียงคอถาม เฒ่าลามกลูบเครายาวก่อนตอบว่า
“ดอกแรกข้าหมายถึงการได้พบกับพวกเ้าทั้งสามคน”
“พบข้ากับภรรยาทั้งสองหรือ?”
“ถูกต้องแล้ว เป็การได้พบพวกเ้า เห็นทีข้าคงต้องอธิบายก่อนว่า ค่ายกลดอกทองที่เราทั้งคู่อยู่ในยามนี้ มีวิธีที่จะออกไปอยู่สองทาง หนึ่งคือให้ผู้ที่สร้างค่ายกลเป็คนมาพาออกไป ซึ่งเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน ส่วนทางที่สองนั้นก็คือการใช้จอมยุทธ์ผู้มีกำลังภายในสี่คนทำลายเสาหินทั้งสี่ทิศภายในเวลาเดียวกัน หากทำสำเร็จภาพลวงตาที่ปกปิดทางออกของป่าก็จะสลายไป”
คำกล่าวของหู่เริงอี้ทำเอาสองตาของซูหยวนเย่เบิกกว้างด้วยความดีใจ “นี่แปลว่าข้ากับพวกนางจะออกจากค่ายกลแห่งนี้ได้กระนั้นหรือผู้าุโหู่” เฒ่าลามกยิ้ม และพยักหน้ารับ “เช่นนั้นอย่ารอช้าเลยรีบไปตามหาพวกนางกันเถิด” ซูหยวนเย่มีท่าทางดีอกดีใจเป็อย่างเพราะเื่ทุกข์ใจที่กำลังเผชิญอยู่กำลังจะหายไปแล้ว ทว่า...ในยามนั้นเอง หู่เริงอี้ก็ได้กล่าวขึ้นมาเสียก่อน
“อย่าพึ่งรีบดีใจไปเ้าหนุ่ม ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะช่วยพวกเ้าเปล่า ๆ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”
“สิ่งตอบแทนงั้นหรือ? ดะ...ได้ ผู้าุโปรารถนาสิ่งใดว่ามาได้เลย หากข้าสามารถทำได้ ข้าจะทำให้”
“จริงหรือ? เช่นนั้นก็ดี สิ่งที่ข้า้านั้น ไม่ใช่เื่ที่เ้าทำไม่ได้หรอก ไม่สิถึงเ้าอยากจะปฏิเสธ ก็คงทำไม่ได้อยู่ดี” พอได้ฟังคำของหู่เริงอี้ คิ้วของซูหยวนเย่ก็ขมวดเป็เลขแปดก่อนจะเริ่มหวั่นใจแปลก ๆ มันจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ”
“ชะ...เช่นนั้น สะ... สิ่งที่ผู้าุโ้าคือ.....”
หู่เริงอี้แสยะยิ้มอย่างลามกน่าเกลียด แล้วกล่าวว่า “ข้าอยากจะสนุกกับร่างกายภรรยาเ้าสักคนอย่างไรเล่า”
คำตอบของหู่เริงอี้ทำเอาสมญานามหยวนนั่นแหละถึงกับอ้าปากค้าง ซึ่งนี่คือสิ่งที่มันแอบหวั่นใจอยู่ เพราะเห็นแววตา กับสีหน้าสุดหื่นกระหายในกามราคะของาุโผู้นี้มาสักพักแล้ว ไหนจะฉายาที่บอกออกมาแต่แรกอีก
“ทะ..ทะ...ท่าน้าภรรยาของหรือ...”
“ใช่แล้วไอ้หนุ่ม ก็ตามสมญานามข้านั่นแหละนะ ข้าถูกขังอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี อดอยากปากแห้งเื่เช่นนั้นมานาน ยิ่งพอเห็นภาพลวงตาตอนเ้ากับภรรยาคนงามกำลังเริงรักกัน ก็ยิ่งทำให้ข้าเกิดความเงี่ยนยิ่งนัก แต่เ้าไม่ต้องห่วงไป ข้าไม่คิดจะทำแบบเ้าหรอก ขอแค่จับ ๆ บีบ ๆ ให้หัวใจมันกระชุ่มกระชวย ให้เืลมมันสูบฉีดหน่อยก็พอ เ้าจะตกลงหรือไม่”
หู่เริงอี้เอ่ยถามอีกครั้งซึ่งซูหยวนเย่ก็นิ่งอึ้งไป แต่ในใจมันคิดว่า จะให้มารดาคนงามโดนล่วงเกินได้อย่างไร ส่วนลิ่วอี้ปายก็นับว่าเป็เมียของคนหนึ่งเหมือนกัน การต้องเสียสละพวกนางหนึ่งคนเพื่อแลกกับทางออกจากค่ายกลมันคุ้มจริงหรือ?
“เ้าจะลังเลอันใดไอ้หนุ่ม หรืออยากจะอยู่กับข้าในค่ายกลแห่งนี้ต่อไป...”
“มะ..ไม่มีทาง ข้ากับพวกนางไม่ยอมแน่ แต่จะให้ข้ารับปากท่านมันก็....”
“เฮ้ออออ...อออ เป็พวกหมาหวงก้างสินะ ก็ไม่แปลก หากข้ามีเมียสวย ๆ อย่างเ้าก็คงทำใจลำบากไม่ต่างกัน งั้นข้าจะให้เวลาเ้าคิดครึ่งชั่วยาม หากยังไม่ได้คำตอบ ข้าก็คง....”
“ทะ...ท่านจะทำอันใดข้า”
“ถามโง่ ๆ ก็ฆ่าเ้าทิ้ง แล้วไปจัดการขึ้น์กับเมียคนงามของเ้าทั้งสองคนยังไงล่ะ ในเมื่อเ้าไร้ประโยชน์แล้วข้าจะปล่อยไว้ให้รกหูรกตาทำไม ฆ่าเ้าทิ้งแล้วเป็ผัวใหม่พวกนางดีกว่า หากมีพวกนางอยู่ ต่อให้ข้าต้องติดในค่ายกลต่ออีกสิบปีก็นับว่าคุ้มแล้วฮ่า ๆ ๆ ๆ” หู่เริงอี้หัวร่อเสียงดัง ก่อนที่มันจะใช้เท้าถีบตัวลอยหายขึ้นไปในอากาศ และทิ้งให้ซูหยวนเย่ทรุดเข่าทิ้งตัวลงด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
“นะ..นี่ข้าควรจะทำเช่นไรดี จะมอบนางให้กับเ้าเฒ่าลามกผู้นี้ก็ไม่ได้ ครั้นจะหนีออกไปก็ไม่ได้ แถมข้ายังสู้มันไม่ได้อีก น่าสมเพชตัวยิ่งนัก ท่านพ่อข้าควรทำเช่นไรดี..” ซูหยวนเย่ ก้มหน้าลงกับพื้นดินก่อนจะใช้สองกำปั้นกระแทกลงอย่างแรงด้วยความคับแค้นใจ ทว่า...ในวินาทีนั้นเองที่มือคล้ายไปทุบโดนปุ่มของกลไกอะไรสักอย่างซึ่งซ่อนอยู่บนพื้น ทำให้ก้อนหินขนาดใหญ่ทางด้านซ้ายของซูหยวนเย่พลันเปิดออกอย่างรวดเร็ว
“หือ? เมื่อครู่ข้าไปโดนสิ่งใดเข้า หรือว่ามัน....” ซูหยวนเย่เอ่ยพึมพำออกมาด้วยความตกตะลึง ก่อนที่มันจะพลันลุกขึ้น และพุ่งเข้าไปในทางลับนั้นอย่างไม่ลังเล ด้วยคิดว่าเส้นทางลับเส้นทางนี้อาจจะนำพามันไปยังทางออกจากค่ายกล หากใช่มันก็แค่ กลับมาตามหา ซูอิ๋งอิ๋ง และลิ่วอี้ปายเพื่อพาออกไปด้วยกัน ทว่า....
สิ่งที่ซูหยวนเย่คาดคิดนั้นผิดถนัดเพราะทางลับไม่ได้นำมันมาซึ่งทางออก แต่นำมาโผล่ซึ่งห้องโถงขนาดใหญ่ แถมบนผนังยังมีตัวอักษรบางอย่างสลักอยู่
‘เคล็ดวิชา เทวะกามาสูรท่อนล่าง’
จบบท