แซมยกขวานของเขาขึ้นสูง ทว่าในขณะที่เขากำลังเริ่มต้นโห่ร้องเพื่อพุ่งเข้าปะทะกับศัตรูนั้นแอสซาซินสาวจากฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งเข้ามาประชิดข้างตัวเขาอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของนางทั้งว่องไวและแผ่วเบา การกระโจนเพียงครั้งเดียวก็พาร่างกายสง่างามนั้นเข้ามาใกล้ตัวเขาแล้ว ในวินาทีนั้นเองเสื้อคลุมยาวสีขาวของนางเกิดหลุดออกจากร่างอย่างกะทันหันและตกลงบนศีรษะของเขาราวกับกลุ่มเมฆจำนวนมากกำลังปกคลุมร่างกายของเขา
แซมตกใจจึงรีบยื่นมือมาปัดเสื้อคลุมนั้นออก ทว่าขณะที่เขายกมือขึ้นด้านหลังศีรษะของเขาก็ถูกกระแทกอย่างแรงโดยเชฟเฟิร์ดออฟอีเทอร์นอลเรสท์ —หญิงสาวทุบเขาด้วยด้ามดาบทำให้ร่างกายที่แข็งแรงของเขาล้มลงทันทีและก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น เสื้อคลุมที่พันรอบใบหน้าอยู่นั้นก็รัดแน่นมากขึ้นอีก นับเป็นเวลานานหลายนาทีต่อจากนั้นที่เขามีเพียงความรู้สึกหัวหมุนและมองเห็นดวงดาวระยิบระยับอยู่รอบตัว
เขาพยายามลุกขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทว่าทันใดนั้นก็รู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรงปะทะเข้ากับศีรษะของเขาอีกครั้งจนทำให้เกือบหมดสติไป และในวินาทีถัดมาการโจมตีอีกหลายรูปแบบก็อัดเข้าใส่ร่างกายส่วนต่าง ๆ ของเขาอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้แซมเกิดภาพหลอนว่าตนเองกำลังกลิ้งตกลงมาจากเนินเขาและถูกช้างแมมมอธทั้งฝูงเหยียบย่ำ
ทางด้านของริชาร์ดนั้น ภาพที่เขามองเห็นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เขาเห็นคือวอเตอร์ฟลาวเวอร์พุ่งตัวไปอยู่ข้างแซมและคลุมศีรษะเขาไว้ด้วยเสื้อคลุมของนางแล้วใช้ด้ามดาบฟาดเขาจนล้มลง จากนั้นแกงดอร์ก็รีบพุ่งตัวเข้าไปเตะต่อยใบหน้าของเขาซึ่งตามมาติด ๆ ด้วยมีเดียมแรร์ที่พุ่งตัวเข้าไปผสมโรง ในตอนนี้ดูราวกับว่าพวกเขากำลังทำงานกันเป็นทีมเพื่อโจมตีศัตรูอย่างต่อเนื่อง ทว่าถึงแม้จะเป็นการรุมทำร้ายที่แสนดุเดือดแต่พวกเขาก็หลีกเลี่ยงที่จะแตะต้องอวัยวะสำคัญ
ริชาร์ดยืนนิ่งมองดูทั้ง 3 คนรุมกระทืบแซมขวานยักษ์ผู้นั้นโดยไม่ทำอะไรนอกจากถอนหายใจและหลับตาลง บนใบหน้าเขามีแววเหนื่อยหน่าย ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่ากลยุทธ์แบบนี้จะมีอยู่แค่ในโลกอันธพาลเท่านั้น
ในอีกฟากของการต่อสู้ก็มีสถานการณ์ที่ต่างออกไป มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นเมื่อโอเกอร์เมจร่ายคาถาออกมาช้า ๆ ตามด้วยคำสาปอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนโอล่าก็ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับคาถาด้วยอาคมเฉพาะตัวของเขาทำให้ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายมีความได้เปรียบที่ต่างกันอย่างมาก กลุ่มของแซมต่างก็ตกตะลึงเมื่อพบว่ากองกำลังของริชาร์ดดุร้ายยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก การประสานงานและกลยุทธ์การต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามนั้นอยู่ในระดับที่เหนือกว่าพวกเขาอย่างชัดเจนซึ่งทำให้กองกำลังของพวกเขาครึ่งหนึ่งได้รับความเสียหายในชั่วพริบตา ทหารม้าบางส่วนถูกหมาป่าสายลมล้อมไว้จากทุกทิศทางและจบลงด้วยการถูกเฉือนร่างออกเป็นชิ้น ๆ
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วและในตอนสุดท้ายมีนักโทษที่มีชีวิตเหลือรอดอยู่เพียง 9 คนเท่านั้นซึ่งนั่นก็รวมถึงแซมด้วย ในจำนวนคนที่ตายไปนั้นมีส่วนหนึ่งต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ความหมาย เนื่องจากพวกเขายอมจำนนช้าเกินไป แซมยังคงมีท่าทางดุร้ายเหมือนเดิมทว่าตอนนี้การถูกกระทืบอย่างหนักทำให้สภาพร่างกายเขาสาหัสจนแทบจะยืนไม่ไหว
ในที่สุดริชาร์ดก็สามารถยึดครองค่ายเล็ก ๆ นั่นได้รวมถึงม้าอีกสิบกว่าตัวของพวกแซมด้วย เหล่าไนท์ทำความสะอาดสนามรบด้วยความชำนาญพลางสำรวจสิ่งที่หลงเหลือจากการต่อสู้ไปด้วย บัตรผ่านไปยังค่ายบลัดสโตนจำนวนมากถูกพบจากการค้นร่างกายของแซม —ดูเหมือนว่ากองทหารเหล่านี้จะมาตั้งค่ายอยู่ที่นี่เพื่อเก็บค่าผ่านทางจริง ๆ ก่อนที่พวกเขาจะโลภมากเมื่อเห็นเงินของริชาร์ดและหญิงสาวในกลุ่มของเขาจนต้องมาเสียทุกอย่างไปเช่นนี้
แม้ในขณะที่ทำความสะอาดพื้นที่ โอล่าก็ไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขาทำการสอบปากคำนักโทษเหล่านั้นโดยเรียนรู้วิธีการสอบปากคำและทักษะการทรมานมากมายมาจากริชาร์ด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีพรสรรค์ในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ บางทีสิ่งที่ส่งผลมากที่สุดอาจจะเป็นความจริงที่ว่าตัวเขา ‘ไม่มีพื้นฐานในด้านศีลธรรม’ อยู่เลยก็ได้
ในขณะเดียวกันริชาร์ดเองก็เดินสำรวจไปรอบ ๆ ค่ายและด่านเก็บค่าผ่านทางนั้น เขาจับตามองและสังเกตทุกสิ่งทุกอย่าง ในที่สุดเขาก็หยุดลงตรงหน้าคอกกั้นและคิดไตร่ตรองเรื่องบางเรื่องอย่างอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
เขาใช้เวลากับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันมายิ้มให้โฟลว์แซนด์อย่างกะทันหัน “ข้ามีความคิดใหม่ ข้ารู้แล้วว่าอย่างน้อยเราก็สามารถหารายได้จากดินแดนนี้ได้ในอนาคต !”
“การปล้นจะเป็นหนทางที่เร็วที่สุด” วอเตอร์ฟลาวเวอร์แทรกขึ้นขณะเดินผ่านเขาไป
ริชาร์ดชะงักไปชั่วอึดใจทว่าในที่สุดเขาก็พยักหน้า และนั่นทำให้ทุกคนประหลาดใจ “อืม นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังคิดจะทำอยู่พอดี”
“หืม...? เจ้าอยากจะปล้นจริง ๆ หรือ?” โฟลว์แซนด์ประหลาดใจ อย่างไรก็ตาม ริชาร์ดก็รู้ดีว่านางเพียงแค่กังวลว่าผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่เท่านั้น
“ปล้นรึ ? นั่นเป็นวิธีทำมาหากินที่ดีทีเดียว !” มีเดียมแรร์พูดขึ้นจากจุดที่อยู่ไม่ไกลนัก
บางคนแสดงความรู้สึกงงงวยขณะที่บางคนยังคงสงสัยแต่ทุกคนก็มีอาการตื่นเต้นไม่ต่างกัน ริชาร์ดพูดต่อ “ข้าจะใช้แนวคิดเดิมที่พวกเขาใช้ ตั้งด่านแล้วเก็บค่าผ่านทางกลุ่มอื่น ๆ ที่อาจจะมาทางนี้ เริ่มกันเลย !”
-- ค่าผ่านทางอย่างนั้นหรือ ? --
ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้จะทำกำไรได้อย่างไรกัน ค่ายนี้ที่พวกเขาเพิ่งสำรวจมาแทบไม่มีสิ่งมีค่าอะไรเลยนอกเหนือจากม้าและคนพวกนี้ การขายพวกเขาไปเป็นทาสก็อาจจะทำให้เกิดกำไรเล็กน้อยได้แต่ก็คงดีกว่าสิ่งที่มองไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดกำไรขึ้นมาได้อย่างเช่นการตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางต่อไปโดยไม่รู้ว่าจะมีใครมาทางนี้หรือไม่
ริชาร์ดไม่ได้คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม นี่เป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเขาก็ต้องรอให้พลังอำนาจของเขาขยายออกไปทั่วดินแดนเปื้อนเลือดก่อนเขาจึงจะสามารถจัดตั้งด่านเหล่านี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งดินแดนได้ แล้วในตอนนั้นความมั่งคั่งก็จะหลั่งไหลเข้ามาเหมือนสายน้ำ จากการคำนวณของเขา รายได้รวมที่เขาจะได้รับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปที่นักโทษเหล่านั้น ริชาร์ดก็สัมผัสได้ว่าทุกคนกำลังรู้สึกหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ชายร่างใหญ่อย่างแซมถูกกระทืบอย่างหนักขณะที่ใบหน้าของเขาถูกผ้าคลุมไว้อยู่ สภาพเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกอับอายอย่างที่สุด แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกน้องของเขาพ่ายแพ้และตายไปได้อย่างไร
คนของแซมเป็นเหล่าผู้ลี้ภัยที่พึ่งพาสัญชาตญาณและใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ ในทางกลับกันทุกคนในกองกำลังของริชาร์ดตั้งแต่วอเตอร์ฟลาวเวอร์ไปจนถึงไนท์ของเขา รวมถึงผู้ที่ยอมจำนนนั้นล้วนมาจากกองทัพทหารมืออาชีพหรือไม่ก็ได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจังในฐานะเครื่องจักรสังหารทั้งสิ้น กองกำลังต่อสู้ชั้นดีกับกลุ่มอันธพาลขี้โมโหนั้นจึงไม่มีอะไรที่เปรียบเทียบกันได้
ริชาร์ดเดินไปตรงหน้าเหล่านักโทษก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาเพื่อเช็ดมือที่สะอาดอยู่แล้ว ของเขาแล้วพูดช้า ๆ อย่างสุภาพ “นับจากนี้ไปพวกเจ้าทุกคนอยู่ภายใต้บัญชาของข้า หากใครที่คิดจะใช้ประโยชน์จากความเมตตาของข้าในทางที่เลวร้าย จงนึกถึงกองศพตรงนั้นที่เคยเป็นสหายของพวกเจ้า ข้าคือริชาร์ด อาเครอนและข้าจะให้อภัยในโทษของพวกเจ้าครั้งนี้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากพยายามคิดก่อกบฏหรือหลบหนี จะมีเพียงความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ารับรองได้เลยว่า...” เขาหยุดครู่หนึ่ง “... ความตายของพวกเจ้า มันจะเชื่องช้าและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ”
คำพูดเหล่านั้นของริชาร์ดค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เมื่อพูดจบเขาก็กวาดตามองไปทั่วทั้งกลุ่มซึ่งแม้แต่แซมก็ยังเกิดอาการกลัวจนหัวหดแต่เขาก็แสดงอาการให้เห็นเพียงเล็กน้อย ริชาร์ดเหลือบตามองชายคนนั้นอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งก่อนดึงสายตากลับมาจ้องมองที่นิ้วมือที่สะอาดและเรียวยาวของเขาเอง มือของเขาเหมือนมือหญิงสาว มันทั้งสง่างามและไม่มีจุดด่างพร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้สรรค์สร้างรูนและคาถาต่าง ๆ มากมาย เขาเช็ดมืออีกครั้งขณะพูดขึ้นเบา ๆ “แซม ข้าจะคอยจับตาดูเจ้าอยู่ตลอดเวลา เพราะงั้นอย่าได้คิดทำอะไรโง่ ๆ”
คำพูดเหล่านี้แผ่ความเยือกเย็นลึกลงไปจนถึงกระดูกสันหลังของชายร่างใหญ่ เขาทำอะไรไม่ได้และมีเพียงเหงื่อเย็น ๆ เท่านั้นที่ผุดขึ้นทั่วร่างกาย
…...
กองกำลังทั้งหมดรีบเก็บข้าวของและออกเดินทาง ในตอนนี้ริชาร์ดและกลุ่มหลักของเขามีม้าเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นักโทษทั้ง 9 คนต้องเดินเท้า เซนดรอลล์เป็นบุคคลที่เงียบเป็นพิเศษในหมู่คนจากดินแดนเปื้อนเลือด เขาไม่ได้ดูแข็งแกร่งนักทว่าผิวสีซีดเซียวแปลกประหลาดที่มีกระสีเขียวฟ้าแต้มเป็นจุด ๆ นั้นทำให้เขาดูเหมือนซอมบี้ ซึ่งนั่นทำให้แซมและคนอื่น ๆ พยายามรักษาระยะห่างจากเนโครแมนเซอร์ผู้นี้อย่างไม่รู้ตัว
โฟลว์แซนด์กับริชาร์ดเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไม่ห่าง ขณะนี้เสื้อคลุมสีขาวของนางกำลังพันอยู่ทั่วทั้งร่าง มีเพียงดวงตาสีอำพันเท่านั้นที่ถูกเผยออกมา นางมองริชาร์ดและเผยรอยยิ้มบาง ๆ “มันผ่านไปได้ด้วยดีใช่ไหมล่ะ ?”
เขาพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้พร้อมเอ่ยถาม “เจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันจะทำให้พวกเขากลัว ?”
“ข้าเป็นคนของเทพเจ้า” นางตอบ “ข้าอยู่กับการศึกษาศาสนารวมถึงศึกษาเจตจำนงของผู้คนมานาน เป็นธรรมดาที่ข้าต้องรู้ว่าภัยคุกคามแบบไหนที่จะทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้...”
เมื่อเห็นสายตาที่จ้องมองมาอย่างไม่ลดละของริชาร์ด โฟลว์แซนด์ก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ ซึ่งก็แน่นอนว่านางรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นดังนั้นนางจึงพูดต่ออย่างจริงจัง “ผู้ลี้ภัยพวกนี้ไม่กลัวคำข่มขู่และพวกเขาก็ไม่กลัวเลือด และไม่กลัวแม้กระทั่งความตายด้วย มีแค่คนประเภทที่บ้าระห่ำและคลุ้มคลั่งเท่านั้นแหละที่พวกเขาจะหวาดกลัว”
ริชาร์ดยิ้มแหย ๆ ออกมาและถามต่อ “อะไรอีก ?”
“อะไรอีกอย่างนั้นรึ ?” น้ำเสียงของโฟลว์แซนด์นั้นเหมือนนางกำลังกลั้นหัวเราะอยู่ “ไม่มีอะไรแล้ว ข้าแค่บอกว่าเจ้าเหมาะกับบทบาทแบบนั้น พวกนั้นถึงได้กลัวเจ้า !”
“เหมาะรึ ? เหมาะกับอะไร ? ก็คนบ้าระห่ำหรือว่าคลุ้มคลั่งไง ?” ริชาร์ดเดือดขึ้นมาทว่าเขาพยายามควบคุมเสียงไม่ให้ดังจนคนอื่น ๆ ได้ยิน
โฟลว์แซนด์พูดตอบอย่างไม่เกรงใจ “ทั้งสองอย่าง !”
ริชาร์ดหมดคำพูด หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่เขาก็พูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “แล้วเจ้าล่ะ ? เจ้ากลัวอะไร ?”
โฟลว์แซนด์ตอบในทันที “คนที่ไม่รักษาสัญญา”
ริชาร์ดถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง ทว่าคำพูดของนางยังคงติดอยู่ในหัวของเขา เขารู้สึกว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างในความคิดของนางที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา