หลังจากบทสนทนาของคนด้านหน้าเงียบงันไปครู่หนึ่ง ลี่เฟยก็แอบสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของผู้หญิงที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือหล่อนคนนั้นหยิบซองกระดาษสีขาวออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้กับเพื่อนสาวคนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งขวาขณะเดียวกันเ้าตัวก็ทำหน้าพยักพเยิดให้กับอีกฝ่ายคล้ายมีเลศนัยแอบแฝง
แล้วเพื่อนสาวของหล่อนก็รับของสิ่งนั้นไว้ในมือด้วยสีหน้าอึ้งๆ ก่อนจะพูดออกไปว่า...
“เธอล่ะก็ไปเอาของแบบนี้มาจากไหน”
“เอามาจากไหนไม่สำคัญรู้แค่ว่า... แม่ของฉันให้พกติดตัวเอาไว้ เผื่อถูกใจผู้ชายคนไหนขึ้นมาแล้วนึกอยากได้มาเป็ของตัวเอง ก็แค่หาจังหวะเหมาะ ๆ เทผงนี่ลงไปในเครื่องดื่ม ขอแค่ดื่มเข้าไปเพียงอึกเดียวรอไม่นานยาก็ออกฤทธิ์ หลังจากนั้นก็แค่ยั่วยวนนิด ๆ หน่อย ๆ พวกผู้ชายน่ะร้อยทั้งร้อยทนไม่ไหวหรอก สุดท้ายแล้วก็ดิ้นไม่หลุดกันทั้งนั้น”
“แหม...แม่เธอนี่ร้ายใช่เล่นเลยนะ แต่วิธีนี้มันจะดีเหรอ?”
“จะกลัวอะไรล่ะ…ของอยู่ในมือใคร คนนั้นก็ได้ประโยชน์ เธอจะไม่เอาก็ตามใจ”
คนช่างยุยงอย่างหล่อนพูดด้วยน้ำเสียงติดจะเย่อหยิ่งนิดๆ เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวดูใจเสาะ มัวแต่อึก ๆ อัก ๆ ไม่ยอมตัดสินใจสักทีหล่อนก็เลยกดดันเพื่อนสนิทอย่างฟางจิ่วหลันด้วยการเอื้อมมือไปหยิบซองยากลับมาแต่ในที่สุดก็โดนนังเพื่อนตัวดีรั้งมือเอาไว้ซะก่อน
“โถ่ เผ้ยเผ้ย...ใจร้อนไปได้ ฉันก็แค่กังวลว่ามันจะใช้ไม่ได้ผล แต่ถ้าเธอพูดมาขนาดนี้แล้วเื่อะไรที่ฉันจะไม่เอาไปใช้งานล่ะ เธอก็รู้...ว่าฉันอยากได้เซินเถียวขนาดไหน”
“ก็เพราะฉันรู้นี่ไงถึงได้แนะนำเธอ เชื่อฉันเถอะน่า มันต้องเป็ประโยชน์กับเธอแน่อีกอย่างฉันจ่ายเงินจ้างพนักงานในห้องเสื้อให้จัดการให้แล้วเหลือแค่เธอไปจัดการส่วนของตัวเองก็จบ ถ้าแผนของฉันไม่ผิดพลาดยังไงซะพ่อนักร้องนั่น คืนนี้ก็ได้ตกเป็ของเธออยู่ดี”
“เธอนี่สมกับเป็เพื่อนรักของฉันจริงๆ รู้ใจฉันไปหมด ขอบคุณมากนะเผ้ยเผ้ยที่ทำเพื่อฉันขนาดนี้ถ้าคืนนี้ฉันนอนกับเซินเถียวสำเร็จ สัญญาว่าฉันจะแบ่งหุ้นสมาคมให้ครึ่งหนึ่งเลย”
ตายจริง!พอฟังมาถึงส่วนสุดท้ายของแผนการบ้า ๆ นี่ หลินลี่เฟยก็ถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องหล่อนกังวลว่าพ่อสุดหล่อของหล่อนจะตกไปเป็อาหารว่างของแม่จิ้งจอกสาวคนนั้นเพราะถ้าขืนปล่อยให้เกิดเื่ขึ้น ลี่เฟยก็จะหมดโอกาสตามจีบเซินเถียวน่ะสิ
แต่ก่อนที่ลี่เฟยจะคิดหาวิธีช่วยอู๋เซินเถียวออกเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวหล่อนก็เผลอคิดไปว่าบางทีการที่ลู่หงเถาได้แต่งเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลหลิน อาจจะมาจากวิธีสกปรกพวกนี้ก็ได้ใครจะรู้ล่ะ?
ขณะที่ลี่เฟยกำลังใช้ความคิดจู่ ๆ เสียงปรบมือของผู้ชมก็ดังขึ้นมันพาให้ลี่เฟยสะดุ้งหลุดออกจากห้วงความคิดฉับพลันแล้วหันกลับมาให้ความสนใจกับคนที่ยืนสง่าอยู่บนเวทีสลับกับเคลื่อนสายตามามองผู้หญิงสองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจ
เมื่อเห็นว่าอู๋เซินเถียวร้องเพลงเสร็จแล้วและกำลังจะเดินลงไปยังหลังเวที ลี่เฟยก็บอกกับตัวเองในทันทีว่า ไม่ว่าด้วยวิธีใดหล่อนจะต้องช่วยเซินเถียวให้รอดพ้นจากเหตุการณ์บ้า ๆ นี่ให้ได้
พอคิดขึ้นมาได้ว่าจะช่วยเซินเถียวยังไง ลี่เฟยก็ไม่รอช้าให้เสียเวลาเปล่า หล่อนรีบลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินอ้อมไปยังอีกฟากหนึ่งของโรงละครในทันทีหล่อนพยายามหาห้องเสื้อที่เซินเถียวใช้เก็บตัวแต่ด้วยความไม่คุ้นชินกับเส้นทางที่ค่อนข้างซับซ้อนของโรงละครลี่เฟยจึงเดินสะเปะสะปะไปทั่ว ทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
หลังเดินกระสับกระส่ายเหมือนหนูติดจั่นอยู่พักหนึ่งลี่เฟยก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบจนหน้าอกกระเพื่อม แต่ถึงจะเหนื่อยยังไงหล่อนก็ไม่กล้าหยุดพัก เพราะกลัวว่ามันจะสายเกินไป...
ลี่เฟยยังคงกัดฟันเดินต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็พยายามเปิดประตูดูหลาย ๆ ห้อง แต่ก็เจอแค่ความว่างเปล่า บ้างก็เปิดเข้าไปแล้วเห็นเป็ห้องเก็บเครื่องดนตรีบ้างก็เปิดเข้าไปแล้วเห็นเป็ห้องกระจก เดาว่าตรงนี้น่าจะเป็ห้องซ้อมตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ลี่เฟยไม่เจอใครเลย น่าจะเป็เพราะพวกนักดนตรีและพวกนักแสดงกำลังพากันขึ้นแสดงอยู่ในโถงด้านหน้า โซนหลังเวทีถึงได้ดูร้างคนอย่างนี้
แล้วในที่สุด...ลี่เฟยก็เดินหาจนมาถึงห้องสุดท้าย...
มันเป็ห้องที่อยู่สุดทางเดินและเป็ห้องที่ค่อนข้างอับสายตา ลี่เฟยไม่รีรอใด ๆหล่อนรีบผลักบานประตูเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัวเพราะกลัวเหลือเกินว่าจะหาเขาไม่เจอ
“ขอบคุณพระเ้าที่ทำให้ฉันหาคุณจนเจอนึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว เอ่อ... ว่าแต่... คุณยังไม่ได้กินอะไรเข้าไปใช่ไหมคะ?”
พอมาถึงลี่เฟยก็ตั้งคำถามก่อนเป็อย่างแรกแล้วรีบสืบเท้าเข้าไปในห้องแต่งตัวของเซินเถียวอย่างถือวิสาสะหล่อนไม่คิดสนสายตาเชิงตำหนิ หรือคำพูดที่ส่งมาจากเซินเถียวแม้แต่น้อยตอนนี้ในหัวของหล่อนเอาแต่คิดว่า ขอกำจัดปัญหาพวกนั้นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยอธิบายให้เขาฟังทีหลัง
พอรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของนักร้องหนุ่มได้อย่างที่้าลี่เฟยก็เริ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วสะดุดเข้ากับอาหารและเครื่องดื่มที่วางอยู่บนโต๊ะถ้าไม่ผิดไปจากที่คาดอาหารกับเครื่องดื่มพวกนั้นน่าจะต้องมีส่วนผสมของยานั่นแน่นอน
ในเมื่อรู้อย่างนี้ลี่เฟยก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ หล่อนรีบเดินเข้าไปคว้าเอาของสิ่งนั้นมาไว้ในมือต่อด้วยเปิดฝาขวดเครื่องดื่มที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วเททิ้งออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกับพูดเกริ่นขึ้นมาพลาง ๆ ว่า...
“อันนี้ก็กินไม่ได้ค่ะ…ต้องทิ้งทั้งหมดเลย”
อู๋เซินเถียวย่นหัวคิ้วเข้าหากันอย่างงุนงงคิดหาเหตุผลเอามาประกอบ แต่ก็ไม่เข้าใจในสถานการณ์ตรงหน้าอยู่ดี
ไม่รู้ว่าหลินลี่เฟยเกิดเป็บ้าอะไรขึ้นมาถึงได้โผล่เข้ามาที่นี่ แถมยังเอาอาหารของเขาไปเททิ้งจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำสักขวดเดียว
เมื่อพูดห้ามไปแล้วหล่อนก็ยังไม่หยุดการกระทำบ้า ๆ นั่นสักทีชายที่ไม่คิดอยากแตะเนื้อต้องตัวของหล่อน ก็จำเป็ต้องกลั้นใจฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำด้วยการเดินเข้าไปคว้าข้อมือของหล่อนไว้แน่นจากนั้นออกแรงเขย่าจนลี่เฟยหัวสั่นหัวคลอน หวังเรียกสติให้หล่อนเลิกบ้าสักที
“นี่เธอเป็บ้าไปแล้วหรือไงเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า เกิดผมโป๊อยู่จะทำยังไงแล้วนี่ยังจะเอาอาหารของผมไปเททิ้งอีก ตกลงว่าเธอเป็บ้าอะไรของเธอเนี่ย?”
อู๋เซินเถียวตวาดลั่นใส่หน้าลี่เฟยอย่างเหลืออด!!
ถ้าอิงจาก่เวลาที่ผ่านๆ มา ต่อให้หล่อนทำเื่พิลึกกึกกือผิดไปจากคนทั่วไปมากขนาดไหนเขาก็ไม่เคยให้ค่าให้ราคากับลี่เฟยเลยสักครั้งหนำซ้ำเขายังทำเหมือนหล่อนไม่มีตัวตน ไม่ต่างอะไรกับผีตนหนึ่งและไม่ว่าหล่อนจะมาด้วยไม้ไหน ในทุกครั้ง ๆ เขาจะอดทนและปล่อยผ่านมันไปได้ง่าย ๆเสมอ นั่นก็เป็เพราะว่า...เซินเถียวไม่อยากสานต่อหรือเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนอย่างหล่อน
แต่ครั้งนี้ลี่เฟยรุกล้ำความเป็ส่วนตัวของเขามากเกินไป…มากเกินไปจริง ๆ มากจนเขาทนไม่ไหว! และไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้ว!!!
“ฉันไม่ได้บ้านะคะฉันช่วยคุณอยู่ค่ะ ของพวกนั้นมันกินไม่ได้”
“ทำไมมันจะกินไม่ได้?ผมก็กินของผมมาตลอด ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไร ไหนเธอลองพูดมาซิว่ามันเพราะอะไร ถึงได้เข้ามาจุ้นจ้านในห้องแต่งตัวของผม”
“ก็... ในอาหารพวกนั้นมันมียาอยู่ค่ะมีคนจะวางยาคุณ… ฉันคิดว่ามันจะต้องเป็ยาปลุกอารมณ์ทางเพศแน่นอน ฉันพูดจริง ๆ นะคุณต้องเชื่อฉันนะคะ”
หล่อนพูดย้ำเสียงแน่นพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมของอีกฝ่าย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงถึงความจริงใจว่าทุกคำพูดของหล่อนมันคือความจริง ไม่เคยคิดแต่งเื่โกหกขึ้นมาแม้แต่คำเดียวแต่ทว่าฝั่งคนที่มีอคติอย่างเซินเถียว ก็ไม่คิดเชื่อลมปากของผู้หญิงคนนี้หนำซ้ำยังเอาแต่หัวเราะเยาะอยู่อย่างนั้น ทำราวกับเห็นหล่อนเป็แค่ตัวตลก
เขานึกขบขันกับข้อแก้ตัวข้างๆ คู ๆ นั่น เห็นว่ามันตลกชะมัดเลย!
ผู้หญิงอย่างหลินลี่เฟยเนี่ยนะ? ที่คิดหวังดีกับเขา ไม่มีทางเป็ไปได้มั้ง!
“วางยา วางยาเหรอ?เื่คาว ๆ ทำนองนั้น คนดี ๆ ที่ไหนมันจะไปกล้าทำ ถ้าไม่ใช่เธอน่ะ”
“ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไมล่ะคะฉันไม่มีความจำเป็ต้องทำอะไรแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ”
“เหอะ จริงสินะเพราะคนแบบเธอไม่ต้องเปลืองแรงใช้วิธีแบบนั้นก็ได้ เพราะในหัวของคนอย่างเธอคงเอาแต่คิดว่า แค่ผลาญเงินคนที่บ้านให้มากหน่อย แล้วเอามาซื้อ เอามาฟาดแค่นี้ก็เอาตัวผมไปได้แล้วล่ะสิ”
อู๋เซินเถียวสาดคำพูดไม่น่าฟังกลั้วกับเสียงหัวเราะแ่ๆ ให้กับคำพูดกลับกลอกของหญิงสาวตรงหน้า
ในตอนนี้เขาหัวเสียสุดขีดจนไม่มีเวลามาสนใจคำพูดที่โพล่งออกไป และไม่มีกระจิตกระใจมาชั่งน้ำหนักดูว่าคำที่พูดออกไปเมื่อครู่มันฟังดูน่าเกลียดแค่ไหน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งการที่เซินเถียวหลุดปากพูดแรง ๆ กับลี่เฟยก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร เพราะที่ผ่านมาเขาทนเงียบและนิ่งเฉยมาโดยตลอด ในฐานะที่เป็มนุษย์คนหนึ่งมันก็ต้องมี่จังหวะที่เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้บ้างเป็ธรรมดา
'ให้ตายสิ!คงพูดแรงเกินไปสินะ? แต่แรง ๆ แบบนี้ก็ดีหล่อนจะได้รู้ซะบ้าง ว่าการที่ถูกคนอื่นตะคอกใส่หน้า รวมถึงพูดจาดูถูกสารพัดอย่างมันสมควรจะต้องรู้สึกยังไง'
เซินเถียวกัดกรามแน่นขณะจดจ่ออยู่กับเสียงพูดของจิตใต้สำนึกของตัวเอง แล้วครู่หนึ่งเขาก็ตระหนักไว้เขาไม่ได้พูดแรงเกินไปซะหน่อย เพราะหากเอาไปเทียบกับคำพูดที่ลี่เฟยเคยพูดกับเขาเมื่อนานมาแล้วถือว่าคำพูดของเขาเบาลงไปตั้งกึ่งหนึ่ง
“ในเมื่อคุณปักธงไว้แล้วว่าจะไม่เชื่อเพราะงั้นต่อให้ฉันยืนยันและอธิบายให้ตายยังไง คุณก็จะไม่เชื่ออยู่ดี ใช่ไหมคะ?”
ลี่เฟยตัดพ้ออย่างรู้สึกผิดหวังกับท่าทีที่ได้รับจากอีกฝ่ายหล่อนไม่ได้คาดหวังให้เขาต้องยิ้มรับ หรือพูดขอบใจอะไรขนาดนั้นยิ่งไม่ได้คาดหวังให้เขารู้สึกซาบซึ้งกับความปรารถนาดีของหล่อนแต่หล่อนก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะฉุนเฉียวใส่หล่อนอย่างนี้ หนำซ้ำยังตวาดใส่หน้าหล่อนอีกแบบนี้จะไม่ให้หล่อนรู้สึกะเืใจได้ยังไง
“ปล่อยเถอะค่ะ ฉันเจ็บ”
หลินลี่เฟยพูดกับเขาด้วยเสียงเครือพลางขยับขืนข้อมือขาวจัดออกจากอุ้งมือของเซินเถียว ที่ตอนนี้กำลังออกแรงกำข้อมือเล็กไว้แน่นหนึบราวกับคีมเหล็กถ้าสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่ามันเริ่มขึ้นสีแดงจาง ๆ ยิ่งหล่อนออกแรงขัดขืนเท่าไหร่เขาก็ยิ่งส่งแรงบีบรัดกลับมาจนลี่เฟยต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
พออู๋เซินเถียวสังเกตเห็นว่าดวงตากลมโตของลี่เฟยเริ่มมีน้ำใสๆ ปริ่มออกมา ก็พาให้เขารู้สึกผิด จึงรีบคลายฝ่ามือออกแล้วพูดกับหล่อนด้วยโทนเสียงที่เบาลง
“แล้วคิดว่าคำพูดของคนแบบเธอมันน่าเชื่อหรือไงพูดอะไรออกมาแต่ละที ไม่เคยมีความจริงสักอย่าง”
ต่อให้เขาไม่ได้เสียงดังใส่ลี่เฟยแล้วแต่เซินเถียวก็ยังหัวเสียกับพฤติกรรมของลี่เฟยอยู่ดีเพื่อเลี่ยงไม่ให้ตัวเองต้องใจอ่อนให้กับน้ำตาของผู้หญิงคนนี้เซินเถียวเลยเลือกยืนหันหลังคุยกับหล่อนแทน
“ฉันรู้นะคะว่าคุณกำลังไม่พอใจก็เลยพูดจาเหมือนคนสิ้น แต่ฉันจะไม่โกรธหรอกนะคะ เพราะฉันรู้ว่าตอนนี้คุณไม่มีสติและฉันรู้ดีว่าฉันเป็ฝ่ายผิด ที่บุ่มบ่ามเข้ามาในพื้นที่ของคุณ”
“ก็รู้นี่...ว่าผมไม่พอใจ แล้วทำไมถึงยังตามมารังควานชีวิตผมไม่เลิกสักที สนุกมากเหรอ? ที่มาปั่นหัวผมอยู่แบบนี้...ไปซะ กลับไปทางของเธอแล้วอย่าเสนอหน้ามาที่นี่อีก ออกไป!”
พอสิ้นเสียงพูดร้าย ๆของชายหนุ่ม ลี่เฟยก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก หล่อนเดินหงอยจากไปเงียบ ๆทิ้งไว้ก็แต่กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
เมื่อหล่อนหายออกไปจากตรงนี้แล้วพ่อหนุ่มปากร้ายเมื่อครู่ก็เดินไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้หน้ากระจก แล้วนั่งเหม่อลอย...จมอยู่กับความสับสนที่ว่า...
พักนี้หลินลี่เฟยมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเขา ถ้าไม่ใช่เพราะปั่นหัวเขา แล้วหล่อน้าอะไรจากเขากันแน่?
ที่สำคัญ!เขาต่อว่าหล่อนด้วยคำพูดที่รุนแรงขนาดนั้น แต่ทำไมหล่อนไม่ด่าโต้ตอบกลับมาเลยล่ะมันแปลกไปจากเดิมมากจริง ๆ เพราะถ้าเป็หลินลี่เฟยคนเดิมที่เขาเคยรู้จักป่านนี้หล่อนคงยืนโก่งคอด่าแหลก กะเอาให้เขาไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยมั้ง!