ก่อนที่จั่นเจาจะเข้ารับใช้ราชสำนักจนได้รับฉายาพระราชทานจากฮ่องเต้ว่าแมวหลวงนั้น ชื่อเสียงของจอมยุทธใต้จั่นเจาเป็ที่เลื่องลือในยุทธภพคู่กับจอมยุทธเหนือโอวหยางชุนมาร่วมสิบกว่าปี เมื่อตอนที่จั่นเจาเริ่มออกท่องยุทธภพ หลั่วเซียนยังเพิ่งจะหัดเดินเท่านั้น แต่แมวหลวงจั่นเจาในตอนนี้ถึงกลับต้องลงมือเอาจริงกับผู้เยาว์อายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง
นี่มิใช่ว่าจั่นเจาลงมือรังแกเด็กน้อย แต่หากจั่นเจาประมาทเลินเล่อแม้เพียงเล็กน้อย ผู้ที่พ่ายแพ้ในวันนี้อาจกลายเป็ตนเองก็เป็ได้ ในใจของจั่นเจาตอนนี้ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย
เพลงกระบี่ที่จั่นเจาใช้ออก แม้กระบี่ยังอยู่ในฝักแต่ลมกระบี่ยังรุนแรง หลัวเซียนยืนหยัดอยู่บนกิ่งไม้ที่พัดเอนไปมา ใช้ปลายแขนเสื้อหลวมกว้างรับท่ากระบี่อย่างไม่หวั่นเกรง ทั้งสองต่างยืนอยู่บนกิ่งไม้สูงจากพื้นดินหลายสิบวา กิ่งไหวไหวเอน ร่างของทั้งสองกระโจนไปมา จากกิ่งไม้หนึ่งไปยังอีกกิ่งไม้หนึ่ง ราวกับกำลังประลองกันบนพื้นดินอันราบเรียบก็มิปาน
เพียงวิชาตัวเบานี้ จั่นเจาที่ผู้คนต่างยอมรับว่ามีวิชาตัวเบาอันดับหนึ่งในแผ่นดิน กำลังเริ่มสงสัยว่าตนเองที่แท้อยู่ในเมืองหลวงมานานเกินไป จนไม่ทราบว่าในยทธภพตอนนี้กลับปรากฏจอมยุทธเยาว์วัยที่มีฝีมือสูงล้ำปานนี้ แต่ตนเองกลับดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่าฝ่ายตรงข้ามเป็ศิษย์สำนักใด
หลัวเซียนมิได้ใช้กระบวนท่าของพรรคห้าเซียนออกมาแม้แต่น้อย วิชาฝีมือที่หลัวเซียนรู้จักในอดีตชาติ หากมิใช้พันก็คงหลายร้อยวิชา เพียงใช้ออกวิชาละหนึ่งกระบวนท่า ต่อให้เ้าของวิชานั้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ยังดูไม่ออก จั่นเจาที่จิตใจถือมั่นไม่มีเล่ห์กลมากมายเท่ากับหลัวเซียนไหนเลยจะดูออก ส่วนวิชาตัวเบานั้นขึ้นอยู่กับกำลังภายในใช้ออกเช่นไร นอกจากประทะกำลังภายในแล้ว ไม่มีทางที่จั่นเจาจะทราบว่าหลัวเซียนใช้วิชาลมปราณหมื่นทิวาของพรรคห้าเซียน
หากวัดตามพลังฝีมือแท้จริง หลัวเซียนในตอนนี้ยังเอาชนะจั่นเจาไม่ได้ หากมิใช้หลัวเซียนใช้กระบวนท่าหลากหลายจนจั่นเจา รับมืออย่างยากลำบาก หลัวเซียนสมควรพ่ายแพ้ในสองร้อยกระบวนท่า
จั่นเจาเปลี่ยนแปลงท่ากระบี่อีกครั้ง ท่ากระบี่นี้พุ่งออกโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า เมื่อใช้ออกแล้วไม่มีทางหลบพ้นได้ หากไม่จวนตัวจั่นเจาจะไม่ใช้กระบวนท่านี้ แต่ฝีมือของหลัวเซียนแปลกประหลาดเกินไป หากประลองเกินห้าร้อยกระบวนท่า จั่นเจายังเอาชนะผู้เยาว์ไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งมิได้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน
“ อ่ะ “ หลั่วเซียนส่งเสียงประหลาดใจคราหนึ่ง
ท่ากระบี่นี้ อยู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา กระบวนท่าไม่สอดคล้องกับ ท่าก่อนหน้านี้ ในใจของหลั่วเซียนอดชมเชยคู่ต่อสู้มิได้ หลั่วเซียนทราบดีว่าฝ่ายตรงข้ามมิได้มีเจตนาร้าย กระบวนท่าแม้ร้ายกาจแต่มิมีเจตนาทำร้าย หลังจากหลั่วเซียนลงจากยอดเขาจุ้ยถิงก็กำลังคิด้าทดสอบฝีมือของตนเองอยู่พอดี คนผู้นี้นับว่ามาได้อย่างเหมาะเจาะยิ่งนัก ไม่เช่นนั้นแล้วหลั่วเซียนคงต้องไปที่ป้อมสกุลถังเพื่อต่อยตีกับถังฮุ่ยจินดู
หลั่วเซียนถอยหลังหลบกระบี่ที่มาโดยไม่มีวี่แวว ฝ่ามือทั้งสองผลักไปด้านหน้า อาศัยแรงฝ่ามือหนุ่นส่งในตัวเองลอยพุ่งไปด้านหลัง วิชาตัวเบานี้ทำให้ จั่นเจาต้องโห่ร้องชมเชยออกมา
แต่กระบี่ของจั่นเจานั้นพิสดารนัก หลั่วเซียนที่คาดว่าหลบพ้นแล้วกลับยังสัมพัสได้ถึงปราณกระบี่ที่ยังติดตามมา เมื่อหลั่วเซียนก้มมองดูก็พบว่า ปลายแขนเสื้อถูกปราณกระบี่ตัดออกเป็รอยขาด จั่นเจากระโจนถอยหลังไปอีกด้านหนึ่ง หลั่วเซียนย่อมมิใช่คนดื้อด้าน แย้มยิ้มคราหนึ่งประสานมือกำลังจะกล่าวยอมรับความผ่ายแพ้
กลับได้ยินเสียงคุ้นเคยะโมาจากชายป่าด้านนอก
“ หลั่วเซียน ข้ามาช่วยเ้าแล้ว “ ถังจื่อฉวนกระโจนจากหลังม้า พุ่งเข้าหาจั่นเจาด้วยความเร็วยิ่ง
ที่ด้านหลังของถังจื่อฉวน ยังมีม้าพร้อมผู้ติดตามอีกหลายคน ดูท่าคนเหล่านี้กำลังจากเมืองเฉิงตู มุ่งหน้าไปที่ใด
ถังจื่อฉวนมีพลังฝีมือไม่เลว หากฝึกฝนตามแนวทางของตระกูล ในอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้าสมควรอยู่ในแนวหน้าของยุทธภพ แต่ในตอนนี้ยังมิใช่คู่มือของจั่นเจา เมื่อไม่กี่วันก่อนหลั่วเซียนยังต่อสู้ได้สูสีกับถังจื่อฉวน เพียงแต่วันนี้นับว่าทั้งสองอยู่ห่างกันหลายขั้นไปแล้ว
จั่นเจาดูจากกระบวนท่า ก็ทราบว่าผู้ที่ร้องะโนี้เป็คนของตระกูลถัง เมื่อดูจากลายปักที่แขนเสื้อก็ทราบว่าเป็ผู้ที่มีฐานะไม่ต่ำทรามในตระกูลถัง จั่นเจาติดตามคนร้ายมาจนถึงเมืองเฉิงตู ย่อมไม่้าเป็ปรปักษ์กับตระกูลถัง ไม่แน่ว่าจากนี้ยังต้องขอความช่วยเหลือจากประมุขสกุลถัง จึงเพียงหลบเลี่ยงการลงมือ
“ น้องชาย ฝีมือของเ้าสูงส่งยิ่ง ข้าเรียกว่าจั่นเจา หากวันหน้าเ้าไปยังเมืองหลวง ไปหาข้าได้ที่จวนผู้ตรวจการ”
หลั่วเซียนประสานมือตอบ กล่าวว่า “ ข้าเรียกว่าหลั่วเซียน หากวันหน้ามีโอกาส ข้าจะไปตามหาท่านแน่นอน”
จั่นเจามีวิชาตัวเบาสูงส่งถึงเพียงใด ถังจื่อฉวนที่ะโมาแต่ไกลไหนเลยติดตามแมวหลวงจั่นเจาได้ทัน กระทั่งใบหน้าของจั่นเจาเป็เช่นไรยังมองไม่ชัด เมื่อถังจื่อฉวนมาถึงจั่นเจาก็กระโจนหายไปไกลลิบ
“ หลั่วเซียน เ้าเป็อะไรหรือไม่ คนผู้นั้นเป็ใครกัน เหตุใดจึงลงมือกับเ้า แล้วเ้าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นอกเมืองได้”
ถังจื่อฉวนระดมถามโดยไม่หยุดพักหายใจ หลั่วเซียนส่ายหน้าโดดลอยลงมาจากยอดไม้ ถังจื่อฉวนก็ะโติดตามมา พอดีกับผู้ที่ขี่ม้าติดตามถังจื่อฉวนเข้ามายังที่ทั้งสองอยู่พอดี
หลัวเซียนเห็นในผู้ที่มาถึงมีผู้ที่เคยพบก่อนหน้านี้
“ คุณชายเฉวียน ท่านก็มาด้วย”
เฉวียนหวาฉีที่อยู่บนหลังม้า กล่าวทักทาย “ ไม่ยักทราบว่า น้องหลั่วเซียนมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ จื่อฉวนมิเห็นกล่าวถึง”
ดูจากท่าทางของถังจื่อฉวน เฉวียนหวาฉีก็ทราบได้ว่าถังจื่อฉวนคงทราบเื่นี้มาก่อนแล้ว ไม่ทราบเพราะเหตุใดๆ เฉวียนหวาฉีกลับรู้สึกไม่ชอบใจที่ถังจื่อฉวนรู้เื่ของหลั่วเซียนมากกว่าตนเอง
“ วิชาสืบถอดประจำตระกูล มิได้สูงส่งอันใดจึงมิได้เอ่ยถึง “
หลั่วเซียนเห็นคนของสกุลถังที่ติดตามมา แต่ละคนแต่งกายรัดกุม ที่ด้านหลังยังมีหีบอีกหลายใบ ทราบว่าถังจื่อฉวนกับเฉวียนหวาฉีคงมีเื่ไปจัดการ ไม่กล้าเอ่ยถามมากความ
แต่ดูเหมือนถังจื่อฉวนจะไม่คิดเช่นนั้น
“ หลั่วเซียน เ้ายังไม่ตอบที่ข้าถาม “ ถังจื่อฉวนยังไม่ลดละ
“ ข้าอยู่ในเมืองรู้สึกเบื่อหน่าย จึงออกมาสำรวจที่นอกเมือง กำลังจะกลับเข้าเมืองก็พบกับคนเมื่อครู่ ยังไม่ทันไรเ้าก็มาพอดี ต้องขอบคุณชื่อเสียงของสกุลถัง คนผู้นั้นคงทราบว่าเ้าเป็คนของสกุลถังจึงหวาดกลัวหลบหนีไป “
ถังจื่อฉวนยิ้มแย้มอย่างพึงพอใจ ที่หลั่วเซียนชมเชยสกุลถัง แต่เฉวียนหวาฉีกลับมีสีหน้าครุ่นคิด คนเมื่อสักครู่ท่าทางกระบวนท่าที่ใช้ออก ดูคุ้นตาเฉวียนหวาฉีเป็อย่างยิ่ง
“ ดูพวกเ้าคงมีสิ่งที่ต้องไปกระทำ ถ้าอย่างไรข้าขอตัวก่อน “ หลั่วเซียนเอ่ยปากอำลา
“ เ้าหาใช่คนอื่นไกล หากเ้าคิดเบื่อสามารถติดตามพวกข้าไปที่พรรคห้าเซียนได้ “ ถังจื่อฉวนเอ่ยปาก
หนึ่งในผู้ติดตามของสกุลถังเอ่ยปราม “ คุณชายเื่นี้ไม่อาจบอกคนนอก “
“ ท่านปู่ให้ข้าเป็ผู้นำภารกิจนี้ เ้าว่าสหายข้าเป็คนนอก ข้ากลับว่าไม่ใช่ ตกลงเ้าหรือข้าที่ถูกกันแน่ “
ผู้ติดตามไหนเลยกล้าถกเถียงกับถังจื่อฉวน เมื่อถังจื่อฉวนว่าหลั่วเซียนมิใช่คนนอก เช่นนั้นก็มิใช่คนนอกแล้ว
“ เ้าว่า พวกเ้ากำลังจะไปพรรคห้าเซียน “
หลั่วเซียนในตอนแรก หาได้สนใจเื่ที่ถังจื่อฉวนจะไปกระทำไม่ แต่คนสกุลถังกำลังจะไปที่พรรคห้าเซียน เื่นี้ย่อมไม่อาจปล่อยไปโดยไม่สนใจ
สกุลถังกับพรรคห้าเซียนเป็อริกันมาอย่างยาวนาน แม้ว่าตอนนี้จะมิได้เป็ศัตรูกันอย่างเช่นในอดีต แต่ก็มิอาจนับว่าเป็สหายที่ไปมาหาสู่กัน สกุลถัง้าไปที่พรรคห้าเซียน เื่นี้ต้องมีที่มา
“ เหตุใดสกุลถัง้าไปที่พรรคห้าเซียน “ หลั่วเซียนถาม
ถังจื่อฉวนหันมองไปที่เฉวียนหวาฉีแวบหนึ่ง จากนั้นแอบกระซิบกับหลั่วเซียน กล่าวว่า
“ เื่นี้เกี่ยวข้องกับ สุขภาพของหวาฉี ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด ท่านปู่ข้าให้ข้าถือจดหมายฉบับหนึ่งให้มอบให้กับประมุขพรรคห้าเซียนกับมือ “
หลั่วเซียนนึกถึงซุนอวี้ที่ไม่แน่ว่าตอนนี้ ไม่อยู่ที่พรรคห้าเซียน แต่อาจกำลังติดตามโฉมงามอยู่ที่ยอดเขาใดยอดเขาหนึ่ง หลั่วเซียน้าทราบว่าข้อความในจดหมายเป็เื่ราวใด เหตุใดประมุขสกุลถังจึง้าส่งจดหมายถึงประมุขพรรคห้าเซียน แถมยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพของเฉวียนหวาฉี
หลั่วเซียนพูดคุยกับเฉวียนหวาฉีไม่กี่ครั้ง ทราบว่าอีกฝ่ายนั้นมีสุขภาพไม่สู้ดี หากประมุขสกุลถังยังหาวิธีรักษาไม่ได้ หรือว่า้าความช่วยเหลือจากพรรคห้าเซียนกัน เช่นนั้นแล้วเฉวียนหวาฉีผู้นี้มีสักฐานะใดที่ถึงกับต้องให้ประมุขสกุลถังละวางเื่บาดหมาง ส่งคนมาขอความช่วยเหลือจากพรรคห้าเซียน
ประมุขสกุลถังคนปัจจุบันถือเป็ผู้าุโในยุทธภพมีศักดิ์ศรีสูงส่ง ซุนอวี้แม้อยู่ในฐานะประมุขพรรคห้าเซียน แต่ชื่อเสียงของซุนอวี้ยังไม่เป็ที่รู้จักในยุทธภพ หากนับตามอายุแล้วซุนอวี้มีสักฐานะน้อยกว่าประมุขสกุลถังถึงสองรุ่น การที่ประมุขสกุลถังให้หลานชายคนโต ที่ในอนาคตจะรับตำแหน่งประมุขสกุลถังต่อจากบิดามาด้วยตนเอง นับว่าประมุขสกุลถังให้เกียรติซุนอวี้ไม่น้อย ทั้งยังเป็การแนะนำถังจื่อฉวนว่าที่ประมุขของสกุลถังให้ทำความรู้จักกับซุนอวี้เอาไว้ล่วงหน้า
“ พรรคห้าเซียน เช่นนั้นข้าไปกับพวกเ้าด้วย “ หลั่วเซียนกล่าว
ถังจื่อฉวนตอบรับด้วยความยินดี เฉวียนหวาฉีเองก็พยักหน้ายินดีให้หลั่วเซียนติดตามไปด้วยเช่นกัน ถังจื่อฉวนกลับคิดว่าเฉวียนหวาฉีจะยืนกรานไม่ให้หลั่วเซียนติดตามไปด้วยเสียอีก
เฉวียนหวาฉีก้มดูหลั่วเซียน จากนั้นมองไปรอบด้าน กล่าวว่า
“ ดูเหมือนม้าจะมีไม่พอ หลั่วเซียนเ้าก็ขึ้นม้าตัวเดียวกับข้าก็แล้วกัน “
ถังจื่อฉวนกำลังจะกล่าวเช่นเดียวกัน แต่หลั่วเซียนก็ะโขึ้นม้าที่เฉวียนหวาฉีขี่อยู่ไปเสียแล้ว หลั่วเซียนผอมบาง ทั้งยังเตี้ยกว่าเฉซียนหวาฉีราวครึ่งฝ่ามือ จึงนั่งที่ด้านหน้า ภายในป่าหนทางลำบาก ก้าวย่างของม้าไม่ราบเรียบนัก หลั่วเซียนคล้ายกับโดนเฉวียนหวาฉีโอบกอดอยู่ตลอดเวลา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมิได้กล่าวอันใด หลั่วเซียนจึงไม่กล้ากล่าวมากความเช่นกัน
หนทางไปยังพรรคห้าเซียนนั้น หลั่วเซียนทราบดีกว่าผู้ใด แต่ต้องทำเป็ไม่ทราบเพียงนั่งบนหลังม้าอย่างเงียบ ๆ ตอนนี้ขบวนของถังจื่อฉซนกำลังเข้าสู่เขตของยอดเขาจุ้ยถิง พอเข้ามาในเขตของพรรคห้าเซียนได้ไม่ทันไร หลั่วเซียนก็ได้ยินเสียง “ ซี่ ซี่ “ ดังจากต้นไม้รอบ ๆ ตัวมาแต่ไกล
เสียงนี้คล้ายเสียงลมพัด ใบไม้ไหว หากมิใช่ผู้ที่คุ้นเคยหรือเคยพบเจอด้วยตนเองมาก่อน ก็ยากที่จะแยกแยะได้ เสียงของอสรพิษหลายสิบตัวกำลัง ส่งเสียงเลื้อยอยู่ตามต้นไม้ การมาถึงของสกุลถัง คนของพรรคห้าเซียนส่งคนออกมาต้อนรับแล้ว