“มาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ แถวนี้คะ... พี่ภัทร” น้ำเสียงของเธอหวานหยดย้อย แต่กลับแฝงไปด้วยความประชดประชันและรู้ทันทุกอย่าง!
ผมยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นของนิชา แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ตกกระทบใบหน้าของเธอเผยให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากซึ่งยากจะคาดเดาความหมาย หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก ความหวาดกลัวและความตระหนกแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย สมองของผมประมวลผลอย่างหนักเพื่อหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุดในสถานการณ์ที่เหมือนถูกไล่ต้อนจนมุมเช่นนี้
“พี่... พี่ลงมาหาน้ำดื่มน่ะครับ” ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามอย่างยิ่งที่จะบังคับไม่ให้เสียงของตัวเองสั่น “พอดีมันมืด พี่ก็เลย... สะดุดก้าวพลาดนิดหน่อยน่ะครับ”
ผมแสร้งทำเป็ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ กลบเกลื่อนความประหม่า ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่ใบหน้าของนิชาอย่างระแวดระวัง เหงื่อเม็ดเป้งผุดซึมขึ้นตามไรผมและแผ่นหลัง ทั้งที่เครื่องปรับอากาศภายในโถงทางเดินแห่งนี้เย็นเฉียบ รอยยับย่นบนเสื้อเชิ้ตของผมคงเป็หลักฐานชั้นดีที่ทำให้ข้ออ้างเื่การก้าวพลาดฟังดูมีน้ำหนักขึ้นมาบ้าง หรืออย่างน้อยผมก็หวังให้มันเป็เช่นนั้น
นิชาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เธอจิบน้ำเปล่าในแก้วอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่คมของเธอกวาดมองผมั้แ่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาของผม รอยยิ้มมุมปากของเธอยังคงประดับอยู่บนใบหน้าสวยเฉี่ยวนั้น ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกเยาะเย้ยอยู่ลึกๆ
“อ๋อ... หิวน้ำนี่เอง” นิชาลากเสียงยาวอย่างจงใจ เธอพยักหน้าเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเธอเชื่อในสิ่งที่ผมพูด “นิก็คิดว่าพี่ภัทรลงมาทำธุระสำคัญอย่างอื่นซะอีก”
คำพูดของเธอเหมือนมีดปลายแหลมที่กรีดลงบนความหวาดหวั่นในใจผม ผมพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ รับคำพูดของเธอ บรรยากาศรอบตัวช่างน่าอึดอัดจนผมแทบจะสำลัก
“ถ้าดื่มน้ำเสร็จแล้วก็รีบกลับไปนอนเถอะค่ะพี่ภัทร” นิชาเอ่ยต่อ น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็ราบเรียบ แต่แววตาที่มองมานั้นกลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะพูดทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ผมต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ “ระวังจะสะดุดอะไรเข้าอีกล่ะคะ... โดยเฉพาะในที่มืดๆ แบบนี้ บางทีสิ่งที่พี่สะดุด อาจจะไม่ใช่แค่พื้นธรรมดาก็ได้นะคะ”
นิชาหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนนิ่งงันอยู่ตรงมุมมืดของโถงทางเดิน เสียงฝีเท้าของเธอค่อยๆ ห่างออกไปจนกระทั่งหายลับไปที่บันไดวน แต่คำพูดของเธอยังคงดังก้องอยู่ในหัวผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็คำสาปแช่งที่ไม่มีวันลบเลือน กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเธอยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ เป็เครื่องย้ำเตือนว่าการเผชิญหน้าเมื่อครู่คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน
ผมยืนพิงกำแพงอย่างหมดเรี่ยวแรง สองมือสั่นเทิ้มจนแทบจะควบคุมไม่ได้ ลมหายใจที่ถูกกักเก็บเอาไว้ถูกระบายออกมาอย่างหนักหน่วง ความรู้สึกบีบคั้นและกดดันถาโถมเข้าใส่จนแทบจะยืนไม่อยู่ นิชาเห็นอะไรบ้าง? เธอรู้เื่ของผมกับน้าอรมากแค่ไหน? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวผมจนแทบจะทำให้เป็บ้า การกระทำของนิชาเหมือนเป็การประกาศาประสาทอย่างชัดเจน เธอจงใจปล่อยให้ผมจมอยู่กับความหวาดระแวง และเฝ้ารอดูความพินาศของผมอย่างใจเย็น
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง ผมต้องรีบกลับไปที่ห้องนอนก่อนที่ใครคนอื่นจะลงมาเห็นผมในสภาพนี้ ผมก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปตามโถงทางเดินที่มืดมิด ทุกฝีก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ราวกับว่านิชาจะโผล่ออกมาจากมุมมืดอีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงห้องนอน ผมค่อยๆ แง้มประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบที่สุด ร่างของเกดยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเตี้ยขนาดคิงไซส์ ลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเธอเป็เครื่องยืนยันว่าเธอไม่ได้รับรู้ถึงเื่ราวอันตรายที่เกิดขึ้นภายนอกห้องเลยแม้แต่น้อย ผมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่ความรู้สึกผิดบาปก็พลันแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อกทันทีที่เห็นใบหน้ายามหลับใหลของภรรยาผู้แสนดี
ผมจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเงียบกริบ อาบน้ำชำระล้างคราบไคลและกลิ่นอายสวาทของน้าอรที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนิั ทุกครั้งที่ถูสบู่ ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงััเร่าร้อนในห้องเก็บของ มันเป็ความทรงจำที่ทั้งหอมหวานและขมขื่นในเวลาเดียวกัน เมื่อก้าวออกจากห้องน้ำและล้มตัวลงนอนข้างๆ เกด ผมพยายามข่มตาหลับ แต่ภาพของน้าอรในห้องเก็บของและรอยยิ้มเยือกเย็นของนิชาก็ยังคงตามมาหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา ค่ำคืนนี้ยาวนานราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ผมพลิกตัวไปมาด้วยความกระสับกระส่าย ความหวาดกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผยกัดกินหัวใจผมจนแทบจะไม่เหลือชิ้นดี...
เช้าวันต่อมา
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องอาหาร บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นของสวนนอกบ้านที่มองเห็นผ่านกระจกใส ไม่ได้ช่วยให้จิตใจของผมสงบลงได้เลย บนโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมอย่างหรูหราด้วยข้าวต้มกุ้งส่งกลิ่นหอมฉุย กาแฟดำร้อนๆ และน้ำส้มคั้นสด กลับไม่สามารถกระตุ้นความอยากอาหารของผมได้แม้แต่น้อย ผมนั่งเหม่อลอยอยู่ที่โต๊ะ มองจานข้าวต้มด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ขอบตาของผมหนักอึ้งและหมองคล้ำราวกับคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน ความตึงเครียดและความรู้สึกผิดบาปที่แบกรับเอาไว้ทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้จนกลืนอะไรไม่ลง
“ภัทร... เป็อะไรหรือเปล่าคะ ทำไมข้าวต้มยังเต็มจานอยู่เลย” เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับฝ่ามืออุ่นๆ ของเกดที่เอื้อมมากอบกุมมือของผมเอาไว้
ผมสะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองเกดที่กำลังจ้องมองผมด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ใบหน้าสวยหวานของเธอในวัยสี่สิบสองปียังคงดูอ่อนเยาว์และงดงามเสมอ วันนี้เธอสวมชุดเดรสสีพาสเทลดูสบายตา รอยยิ้มอ่อนโยนที่เธอส่งมาให้ทำให้ผมรู้สึกละอายใจจนแทบจะไม่กล้าสบตา
“ผม... ผมแค่รู้สึกไม่ค่อยหิวน่ะครับเกด” ผมพยายามฝืนยิ้มตอบกลับไป แต่เสียงของผมกลับแหบแห้งและไร้เรี่ยวแรง
“ไม่ค่อยหิวได้ยังไงคะ หน้าตาดูซีดเซียวแถมขอบตายังคล้ำขนาดนี้ เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือคะภัทร” เกดถามต่อด้วยความเป็ห่วง เธอขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ผมมากขึ้น มือเรียวของเธอยกขึ้นลูบแก้มผมเบาๆ ััที่อ่อนโยนของเธอเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมลงบนจิตใจที่รุ่มร้อนของผม แต่มันก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
“ผม... ผมมีเื่ให้คิดนิดหน่อยครับ” ผมตอบเลี่ยงๆ ไม่กล้าบอกความจริงที่น่าละอายให้เธอรับรู้
เกดถอนหายใจเบาๆ เธอจับมือผมแน่นขึ้นราวกับ้าถ่ายทอดความอบอุ่นและกำลังใจมาให้ “เครียดเื่งานใช่ไหมคะภัทร ่นี้ภัทรโหมงานหนักมากเลยนะ ยอดขายไตรมาสนี้ก็สำคัญ แต่สุขภาพของภัทรสำคัญกว่ารู้ไหมคะ เกดเป็ห่วงภัทรมากๆ เลยนะ”
คำพูดของเกดทำให้ผมรู้สึกจุกที่คอ เธอเข้าใจผิดคิดว่าผมเครียดเื่งาน ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้ผมเป็แบบนี้คือความมักมากและไม่รู้จักพอของตัวเอง ผมก้มหน้าลง ซ่อนดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเธอตรงๆ ผมมันเลว ผมมันทรยศความรักและความเชื่อใจที่เธอมีให้ ทำไมผมถึงทำเื่พรรค์นั้นลงไปได้?
“เกดว่า... เราหาเวลาไปพักผ่อนกันบ้างดีไหมคะ” จู่ๆ เกดก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความประหลาดใจ “พักผ่อนเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ ไปเที่ยวกันสักสามวันสองคืน เกดอยากพาภัทรไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง จะได้คลายเครียดไงคะ” เกดอธิบายพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง “เราไปหัวหินกันดีไหม เกดจะจองรีสอร์ตหรูติดทะเลแบบส่วนตัวสุดๆ ให้เราสองคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทิ้งเื่งาน ทิ้งเื่ปวดหัวเอาไว้ที่นี่ แล้วไปฮันนีมูนย่อยๆ กันแค่สองคน ภัทรว่าดีไหมคะ”
ข้อเสนอของเกดเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับผมในตอนนี้ การได้ออกไปจากบ้านหลังนี้ ได้ไปให้พ้นจากสายตาจับผิดของนิชา และได้หลีกหนีจากความสัมพันธ์อันตรายกับน้าอร แม้เพียงแค่ไม่กี่วันก็ยังดี ผม้าเวลาในการตั้งสติและทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด การอยู่ห่างจากสิ่งเร้าพวกนั้นอาจจะช่วยให้ผมดึงตัวเองกลับมาเป็คนเดิมได้
“ดีครับเกด ผมไปครับ” ผมตอบตกลงแทบจะในทันที ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
เกดยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เธอสวมกอดผมหลวมๆ ก่อนจะหอมแก้มผมฟอดใหญ่ “น่ารักที่สุดเลยสามีเกด งั้นเดี๋ยวเกดจัดการเื่ที่พักกับเื่เดินทางให้เรียบร้อยเลยนะคะ ภัทรแค่เตรียมตัวเก็บกระเป๋าก็พอค่ะ”
ผมพยักหน้ารับ ฝืนยิ้มให้เธออีกครั้ง แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนมีหินถ่วงเอาไว้ก็ตาม การไปเที่ยวครั้งนี้อาจจะเป็โอกาสดีที่ผมจะได้ชดเชยความผิดให้กับเกด ได้ดูแลเธออย่างที่สามีที่ดีควรจะทำ และที่สำคัญที่สุด มันอาจจะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ที่กำลังรัดพันตัวผมแน่นขึ้นเรื่อยๆ นี้ได้
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นใน่สายของวันเดียวกัน หลังจากที่เกดจัดการจองที่พักและสั่งให้แม่บ้านช่วยเตรียมกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้ว เราสองคนก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หัวหิน ผมรับหน้าที่เป็คนขับรถยนต์ยุโรปคันหรูของเกด ส่วนเธอนั่งอยู่เบาะข้างๆ คอยทำหน้าที่เป็เพื่อนร่วมทางที่แสนน่ารัก
การได้ขับรถออกจากประตูรั้วบ้านหลังใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนนักโทษที่ได้รับการปลดปล่อยจากเรือนจำ ผมลอบมองกระจกหลังด้วยความโล่งใจที่ไม่มีใครออกมายืนส่ง โดยเฉพาะน้าอรและนิชา
บรรยากาศภายในรถ่แรกเป็ไปอย่างราบรื่น เกดอารมณ์ดีเป็พิเศษ เธอเปิดแอปพลิเคชันฟังเพลง เลือกเพลย์ลิสต์เพลงรักจังหวะฟังสบายคลอไปเบาๆ และชวนผมคุยเื่นู้นเื่นี้ตลอดทาง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด ความตึงเครียดที่สะสมมาั้แ่เมื่อคืนเริ่มจางหายไปทีละน้อย
“ภัทรคะ แวะปั๊มข้างหน้าซื้อกาแฟสักแก้วไหมคะ ขับรถมาตั้งไกลแล้วเดี๋ยวจะง่วงเอา” เกดเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง ขณะที่รถกำลังแล่นอยู่บนถนนพระรามสอง มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใต้
“ก็ดีเหมือนกันครับ ผมเริ่มรู้สึกตึงๆ ที่ขมับนิดหน่อยแล้ว” ผมตอบรับพร้อมกับรอยยิ้ม
เกดเอื้อมมือมาบีบนวดที่ไหล่และต้นคอของผมเบาๆ ััที่นุ่มนวลและเอาใจใส่ของเธอทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ เธอคอยป้อนขนม ส่งน้ำให้ดื่ม และดูแลผมทุกอย่างราวกับผมเป็เ้าชาย เธอเป็ภรรยาที่ดีเหลือเกิน ดีจนผมรู้สึกละอายใจที่แอบหักหลังความเชื่อใจของเธอมาตลอด การนอกใจภรรยาผู้แสนดีแบบนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกี่ครั้ง มันก็ยังสร้างตราบาปที่คอยทิ่มแทงและทำให้ผมรู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต
“เกดรักภัทรนะคะ” เกดกระซิบเบาๆ ข้างหูผม รอยยิ้มหวานละมุนประดับอยู่บนใบหน้าของเธอ ดวงตาของเธอทอประกายความสุขอันบริสุทธิ์
“ผมก็รักเกดครับ” ผมตอบกลับไปอย่างหนักแน่น แม้ในใจจะรู้สึกเ็ปกับคำโกหกของตัวเองก็ตาม ความรักที่ผมมีให้เธอมันอาจจะไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะรักษามันเอาไว้ให้ดีที่สุด ผมสัญญากับตัวเองในใจว่าทริปนี้ผมจะทำตัวเป็สามีที่ดี จะลืมเื่คาวโลกีย์ทั้งหมด และเริ่มต้นใหม่กับเกด
เราแวะพักที่ปั๊มน้ำมัน ซื้อกาแฟและขนมขบเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะเดินทางต่อ ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกระฟ้าเป็ทุ่งหญ้าและต้นไม้เขียวขจี แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาสะท้อนกับผิวน้ำทะเลที่ทอดยาวอยู่ไกลลิบๆ บ่งบอกว่าเราใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
“ใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะภัทร รีสอร์ตอยู่เลยโค้งข้างหน้านี้ไปอีกนิดเดียวเอง เข้าซอยไปทางขวามือนะคะ” เกดบอกพร้อมกับชี้มือไปทางด้านหน้า
“เกดครับ ช่วยดูแผนที่ในมือถือให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ผมไม่แน่ใจว่าต้องเลี้ยวซอยไหน ถนนมันเริ่มแคบลงเรื่อยๆ แล้ว” ผมเอ่ยขอความช่วยเหลือ เพราะการจราจรในตัวเมืองหัวหินเริ่มหนาแน่นขึ้น และผมต้องใช้สมาธิในการขับรถเพื่อหลบหลีกรถจักรยานยนต์และคนเดินเท้า
“ได้เลยค่ะสามี” เกดรับคำอย่างว่าง่าย
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่ตรงคอนโซลกลางส่งให้เธอ เกดรับไปกดปลดล็อกหน้าจอ เนื่องจากเธอรู้รหัสผ่านของผมอยู่แล้ว เธอเปิดแอปพลิเคชัน Google Maps ขึ้นมาเพื่อดูเส้นทาง ผมละสายตาจากถนนหันไปมองเธอแวบหนึ่ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของเธอ
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีต่อมา ขณะที่เกดกำลังก้มหน้าดูเส้นทางบนหน้าจอ จู่ๆ แถบการแจ้งเตือนข้อความก็เด้งลงมาจาก้าสุดของจอ!
รอยยิ้มหวานละมุนบนใบหน้าของเธอพลันเลือนหายไปในพริบตา!
ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเกดได้อย่างชัดเจน คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันจนเป็ปม ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับเห็นสิ่งที่น่าใ ริมฝีปากที่เคยแย้มยิ้มบัดนี้เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นตรง บรรยากาศภายในรถที่เคยอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น กลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นะเืที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของเกดในพริบตา
“มี... มีอะไรหรือเปล่าครับเกด เลี้ยวผิดซอยหรือเปล่า” ผมถามออกไปอย่างตะกุกตะกัก ความรู้สึกไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างรวดเร็ว หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงเริ่มกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
เกดไม่ได้ตอบคำถามของผมทันที เธอเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หันมาจ้องมองผมด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเ็าจนผมรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง ดวงตาที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความสงสัย ความเคลือบแคลง และความโกรธเกรี้ยวอย่างปิดไม่มิด
มือที่ถือโทรศัพท์ของเธอสั่นสะท้านเล็กน้อย เธอขยับริมฝีปากอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่กลับดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผมราวกับเสียงเพชฌฆาต...
“เบอร์นี้... ใครส่งอะไรมาคะภัทร?”
ผมสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เหยียบเบรกอย่างแรงจนรถกระตุกหัวทิ่ม! โชคดีที่ไม่มีรถตามหลังมาในระยะกระชั้นชิด เสียงยางเสียดสีกับพื้นถนนดังเอี๊ยดลั่นไปทั่วบริเวณ แต่เสียงนั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของผมที่เกดกำลังถืออยู่!
แม้ผมจะไม่ได้เห็นข้อความนั้นด้วยตาตัวเอง แต่จากปฏิกิริยาของเกดและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมก็พอจะเดาออกได้ทันทีว่าข้อความนั้นคืออะไร และมาจากใคร!
*‘หนีไปเที่ยวสบายใจเลยนะ อย่าลืมเื่เมื่อคืนล่ะ’*
คำพูดถากถางที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความหมาย มันต้องเป็ข้อความจากใครบางคนในบ้านหลังนั้น! น้าอร? หรือนิชา?!
ข้อความที่ถูกส่งมาในจังหวะที่เลวร้ายที่สุด ข้อความที่จะทำลายชีวิตคู่ของผมให้พังพินาศลงในพริบตา!
ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากิญญาของผมหลุดออกจากร่าง เหงื่อกาฬไหลโทรมท่วมใบหน้าและแผ่นหลัง ผมพยายามอ้าปากพูดเพื่ออธิบายหรือแก้ตัวอะไรสักอย่าง แต่เสียงของผมกลับหายไปในลำคอ
ผมทำได้เพียงแค่จ้องมองใบหน้าอันตึงเครียดและเ็าของภรรยาที่รักที่สุด ด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ปล่อยให้ความเงียบสงัดและบรรยากาศอันน่าอึดอัดครอบงำรถทั้งคัน ท่ามกลางเสียงหัวใจของผมที่เต้นระรัวราวกับจังหวะมรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ!