ร่างของผมวูบวาบเรืองแสงน้อยใหญ่หลังจากเรียกใช้ทักษะเสริม
มันคือทักษะที่ช่วยเสริมค่าสถานะต่างๆ ของผู้เล่น บวกกับค่าความสามารถนิด ๆ หน่อย ๆ ผมจำได้ว่าเคยรับการถ่ายทอดจากอาจารย์เมคินหลังจากที่ผมสำเร็จเพลงดาบปัญจวชิรา แต่ตอนนั้นทักษะวิถีเซียนมันถูกผนึกไว้หมด ผมต้องมาหาวิธีใช้อยู่หลายปีในเกมส์กว่าจะได้มา 2 ทักษะ นั่นก็คือทักษะโสตประสาทเซียนกับทักษะจักษุเซียน
ทักษะโสตประสาทเซียนจะเพิ่มค่าหลบหลีกให้ 30% เมื่อใช้ บวกกับความสามารถในการได้ยินเสียงในรัศมี 500 เมตรให้ดังชัดราวกับอยู่ข้างๆ หู ส่วนทักษะจักษุเซียนนั้นจะช่วยเพิ่มค่าความแม่นยำให้30% บวกกับความสามารถในการมองการเคลื่อนไหวรอบกายได้ช้าลง ถึงแม้มันจะเป็ทักษะเสริมที่ดี แต่มันก็คงอยู่ได้แค่15 นาทีต่อทักษะเท่านั้น
ฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยได้ใช้มันบ่อยมากนัก...
จนกระทั่งถึงตอนนี้ซึ่งผมบังเอิญปลดล็อคผนึกทักษะวิถีเซียนอีกอันหนึ่ง มันคือทักษะมโนเซียน ทำให้ผมรู้โดยทันทีว่าพวกมันมีประโยชน์แค่ไหน การมีพลังโจมตีที่สูงโดยดั้งเดิมก็ดีอยู่ แต่การมีทักษะเสริมช่วยพลังโจมตีที่สูงให้สูงขึ้นไปอีกนั้น มันก็เหมือนกับติดปีกให้ราชสีห์...
“ต้องแบบนี้สิ” แม้น้ำเสียงที่ชมจากศัตรูจะจริงจังแต่ผมกลับไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะมันดูเหมือนผมอ่อนแอกว่าอีกฝ่ายแล้วเพิ่งจะมาแข็งแกร่ง
ผมส่งเสียงในลำคอปัดความรำคาญและไม่แยแสต่อคำพูดของมัน ตอนนี้ผมลอบคำนวนความสามารถของทักษะมโนเซียนในใจ เพราะคงไม่มีเวลาเปิดหน้าต่างทักษะมาอ่านแน่ ๆ ฉะนั้นที่ผมพอรู้ตอนนี้คือมันช่วยเพิ่มพลังออร่า กับพลังโจมตีด้วยทักษะให้ในระดับหนึ่ง ส่วนความสามารถที่แถมมาของมันคงต้องรอดูกันต่อไป...
“ไม่โจมตีอีกเหรอ” เท่ากับเป็การหยามกันชัดๆ ผมหรี่ตาลงแล้วเหวี่ยงดาบออกตามคำขอของมันทันที
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา คล้อยเสียงธรรม
ริ้วดาบนับสิบพุ่งกระจายออกรอบทิศ ก่อนจะตวัดเข้าหาเป้าหมาย ซึ่งไม่เหมือนทุกครั้งที่ผมใช้ นั่นก็เพราะเป็การบังคับอย่างจงใจของผมเองที่้าให้มันโจมตีจากรอบด้าน แทนที่จะมุ่งโจมตีแค่จุดเดียว และยิ่งไปกว่านั้นผมยังเสริมทักษะไฟทมิฬเข้าไปด้วย ทำให้ริ้วดาบพวกนั้นถูกห้อมล้อมไปด้วยไฟดำที่มีคุณสมบัติเผาผลาญศัตรูจนตาย
ทักษะลับเผ่าพันธุ์ ชำระบาป
ชั่วขณะนั้นร่างของแม่ทัพเผ่าเทวดาก็เปล่งแสงสีทองจ้า จนประกายแสงกระจายไปทั่วทุกทิศ ยังผลให้ริ้วดาบของผมสลายหายไปราวกับฟองสบู่ที่แตกออกเมื่อกระทบของแข็ง ผมถึงกับหน้าถอดสีทันที
มันยังมีพลังยิ่งกว่านี้อีกเหรอ…นี่ขนาดชั้นขุนนางตัวหนึ่งยังหืดขึ้นคอขนาดนี้ ผมไม่อยากคิดเลยว่าอีก 2ตัวที่เหลือจะขนาดไหน แล้วอเล็กซ์ที่อยู่ชั้นาาล่ะ...
“บ้าเอ๊ย…เก่งเกินไปแล้ว”
ผมะเิพลังออร่าออกมาจนถึงขั้นสูงสุดอีกครั้ง จนผาหินที่อยู่โดยรอบเกิดรอยร้าว แผ่นดินเริ่มสั่นะเืไปทั่ว ห้วงอากาศรอบกายพลันบิดเบี้ยว อีกทั้งพลังกดดันก็เริ่มขยายขึ้นหนัก ส่งผลให้มอนสเตอร์ระดับ 10-12 ที่อยู่เบื้องล่างเกิดอาการหายใจไม่คล่องคอ
ทักษะลับเผ่าพันธุ์ มหาเทพลงทัณฑ์
ชั่วขณะนั้นร่างของแม่ทัพเผ่าเทวดาก็ทะยานเข้ามาหา พร้อมกับผนึกพลังออร่าไว้ที่หมัดข้างซ้าย มันขยายออกกว้างกลายเป็รูปกำปั้นโปร่งแสงสีทองขนาดั์ แม้ว่าผมจะมองเห็นมันเคลื่อนไหวช้าลงด้วยทักษะจักษุเซียน ทว่าในเวลานี้ก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะผมกำลังรู้สึกเหมือนร่างของตัวเองแน่นิ่งราวกับว่าถูกตรึงไว้โดยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
“ข้าไม่ปล่อยให้เ้า ใช้ทักษะได้จบหรอกนะ”
ตูมมมม!
หมัดโปร่งแสงปะทะร่างของผมเต็มๆ ส่งร่างให้กระเด็นลอยละลิ่วพร้อมกับกระอักเืตามทาง ทว่าพริบตาที่ทุกอย่างเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ห้วงเวลารอบกายพลันเคลื่อนไหวช้าลงจนติดเป็เอื่อยเฉื่อย จะอ้างว่าเพราะทักษะจักษุเซียนของผมก็ไม่น่าจะเป็ไปได้ เพราะมันช้าเกินไป ช้าจนดูเหมือนแทบจะเป็การหยุดนิ่ง
...ทุกสิ่งอย่างล้วนมีเกิดดับเป็ธรรมดา อย่ายึดติดกับสิ่งที่เห็น และอย่าตั้งมั่นกับสิ่งที่มีมากเกินไปไม่งั้นเ้าก็จะไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของเพลงดาบที่ข้าสอน เ้าลูกศิษย์โง่...
อีกครั้งที่แว่วเสียงของอาจารย์เมคินดังเข้ามาในมโนความคิด ผมพยายามเรียบเรียงแต่ดูเหมือนมันจะเข้าใจยากเกินไปด้วยซ้ำ ไม่ให้ยึดติดงั้นเหรอ แล้วเพลงดาบปัญจวชิรามีอะไรไม่ให้ยึดติดล่ะ
รูปแบบกระบวนท่า จังหวะการใช้ หรือการผนึกพลัง
“ผนึกพลัง” ผมอุทานราวกับว่านึกอะไรขึ้นได้
ใช่แล้ว…ปกติผมจะถ่ายพลังออร่าไปที่ดาบเพื่อใช้ทักษะ แต่ถ้าผมปล่อยให้ดาบเป็อิสระ แล้วบังคับมันด้วยพลังออร่าแทนที่จะเป็การผนึก
เร็วเท่าความคิดผมสละดาบัพิโรธที่อยู่ในมือออก ก่อนจะเร่งพลังออร่าที่ยังพอมีไปยังดาบที่กำลังร่วงลงสู่ข้างล่างอย่างเชื่องช้า ดาบเริ่มหยุดนิ่งจากการบังคับด้วยพลังออร่าของผม พลันห้วงเวลารอบกายก็กลับมาเดินตามปกติอีกครั้ง พร้อม ๆ กับผมจงใจกระพือปีกเปลวไฟ เพื่อให้ร่างตัวเองหยุดนิ่งก่อนที่จะชนกับผาหิน แล้วพุ่งไปข้างหน้าพลางเปิดใช้ทักษะรูปแบบใหม่ที่ผมเพิ่งจะค้นพบเมื่อครู่
‘ผู้เล่นเควินบรรลุเงื่อนไขการเข้าถึงวิธีใช้เพลงดาบปัญจวชิราขั้นที่ 2 ได้รับภารกิจหวนคืนสู่สำนักค่ะ
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิราของผู้เล่นเควิน เลื่อนขั้นเป็ ทักษะเพลงดาบปัญจวชิราขั้นที่ 2 ค่ะ ’
เสียงระบบประกาศแจ้งรายละเอียดถึงสิ่งที่ผมได้รับเข้ามาใหม่ ทว่าผมในตอนนี้ไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่นิดเดียว ผมพลิกมือที่ส่งพลังออร่าเข้าไปบังคับดาบัพิโรธเบาๆ จากนั้นดาบที่ลอยอยู่ห่างผมไม่มากก็ตวัดพุ่งออกไปเป็ทักษะที่ผม้าในฉับพลัน
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ขั้นที่ 2 ทะลวงใจอสูร (ชี้ทางมาร)
ชั่วขณะที่ปลายดาบพุ่งแรงขึ้น บังเกิดคลื่นลมรุนแรงพัดหมุนวนไปทั่วตัวดาบ ทันใดนั้นก็ปรากฏปราณดาบนับพันเล่มหมุนรวมกับเป็เกลียวตามแรงลม ก่อนจะทะลวงเข้าหาเป้าหมายอย่างหนักหน่วงราวกับสว่านเจาะเกราะก็ไม่ปาน แม้แต่ฝ่ายแม่ทัพเผ่าพันธุ์เทวดาเองก็ยังใกับการโจมตีกลับนี้
ทักษะเผ่าพันธุ์ โล่์ศักดิ์สิทธิ์
เพล้ง!
เกินความคาดหมายของผู้ถูกโจมตี โล่รูปหน้าราชสีห์ที่สร้างขึ้นมานั้นแตกละเอียดในชั่วพริบตา มันไม่สามารถรับพลังโจมตีของทักษะนี้ได้ ยังความใมาให้ผู้ใช้อย่างมาก แต่กว่าที่จะได้ต้านรับด้วยทักษะต่อไป ร่างของแม่ทัพเผ่าเทวดาก็ถูกเกลียวดาบนับพันเล่มปะทะกลางอกอย่างจัง ส่งร่างให้ปลิวละลิ่วไปชนกับผาหินข้างหลัง จนจมลึกเข้าไปข้างใน
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ขั้นที่ 2 คมดาบตราอสูร (ประทับตรามาร)
ผมไม่ปล่อยโอกาสให้มันตั้งตัว พลิกมือแล้วตวัดออกไปข้างหน้า ส่งดาบัพิโรธให้สร้างปราณดาบโปร่งแสงขนาดใหญ่3 เล่มเรียงซ้อนกัน ก่อนจะหมุนตัวแล้ววาดมือลงอย่างแรง ฟาดปราณดาบทั้ง 3 ลงกลางผาหินที่มีร่างของคู่ต่อสู้จมอยู่ในนั้นทันที
ตูมมม!
ผาหินะเิแตกออก ผมเห็นร่างแม่ทัพเผ่าเทวดากระเด็นออกมา ลอยคว้างกลางอากาศอย่างหมดเรี่ยวแรง วินาทีนั้นเองที่ผมซัดทักษะด้วยพลังออร่าที่มีเฮือกสุดท้ายเพื่อปิดฉากการต่อสู้ลง เกิดเป็คลื่นดาบพลังโจมตีสูงแสนคมกริบผ่ากลางร่างของศัตรูอย่างไร้ปราณี
ทักษะเพลงดาบมหนภา ผ่ากิเลน
ตูมมม!
‘ผู้เล่นเควินได้สังหารมอนสเตอร์เผ่าพันธุ์เทวดา ระดับพิเศษ ชั้นขุนนาง ได้รับค่าประสบการณ์ 2,360,500 จุดค่ะ
เนื่องจากอยู่ในปาร์ตี้ค่าประสบการณ์ถูกแบ่งเหลือ 472,100 ค่ะ
เนื่องจากผู้เล่นเควินแบ่งค่าประสบการณ์ให้กับผู้ติดตามไคน์20% ผู้ติดตามเวียร่า 20% และการ์ดดาบัพิโรธ10% เหลือค่าประสบการณ์ 236,050 จุดค่ะ
ดาบัพิโรธมีค่าประสบการณ์สะสมในปัจจุบัน 6,250,050 / 10,000,000 จุด ขาดอีก 3,749,950 จุด ดาบัพิโรธจะเลื่อนระดับเป็ดาบัเพลิงค่ะ
ผู้เล่นเควินได้รับรองเท้ามหาเทพ 1คู่ , น้ำยาฟื้นพลังชีวิตระดับสูง 10ขวด , น้ำยาฟื้นพลังออร่าระดับสูง 10 ขวด , น้ำยาฟื้นพลังเวทระดับสูง 10 ขวด , พัดเข็มทองระดับ 5 ดาว 1 อัน , กระบี่เงา์ระดับ5 ดาว 1 เล่ม , ผลึกโลหิต 1 ก้อนค่ะ
ผู้เล่นเควินได้รับเงิน 500,600เซียค่ะ’
ห่างออกไปประมาณ 400 เมตร เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในลานกว้าง อยู่ในสายตาของชายชราที่มีแววตามั่นคงอยู่ตลอด เขาลูบหนวดสีขาวที่ยาวเฟิ้มอย่างใช้ความคิด รอยร่องลึกที่ปรากฏอยู่บนใบหน้านั้น บ่งบอกถึงระยะเวลาของประสบการณ์ชีวิตอย่างโลดโผนของชายชราได้เป็อย่างดี
“ข้าช่วยเ้าได้แค่นี้แหละ เ้าลูกศิษย์โง่”
“ไม่ไหวแล้วนะ”
เอกอนตีสีหน้าเครียดตอนนี้ใบหน้าของเขามีเม็ดเหงื่อใสๆ พราวอยู่ทั่วใบหน้า เขาพยายามฝืนใช้พลังเวทสร้างกรงขังแม่ทัพมอนสเตอร์ทั้งสองไว้ แต่ดูเหมือนว่าพลังออร่าของผู้ที่อยู่ข้างใน มันจะมากเกินความสามารถของเอกอนในตอนนี้
“ยังไม่เสร็จอีกเหรอ” เอกอนสบถออกมาอีก
เขาเพิ่มพลังเวทให้กับกรงขังสีทองอีกระลอกแล้วกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นเมื่อพบว่าแม่ทัพเผ่าโทรลฟาดหมัดจนกรงเริ่มร้าวอีกครั้ง และก่นด่าอะไรบางอย่างกับผู้ร่วมเคราะห์ที่อยู่ข้างในด้วย แต่เพราะว่ากรงมันเก็บเสียงได้เขาจึงไม่ได้ยินที่พวกมันพูดว่ากระไร
ติ๊ด! ติ๊ด!
จดหมายสีแดงกระพริบถี่ๆ อยู่ตรงหน้าของเขา เอกอนยื่นมือไปแตะอย่างยากเย็น ก่อนจะฉายภาพของแทซอนที่ติดต่อเข้ามาในสภาพที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่นัก ข้าง ๆ เขาก็พยุงใครบางคนอยู่ซึ่งเห็นไม่ค่อยถนัดชัด
“เอกอนถอนกำลังได้”
แทซอนกล่าวสั้นๆ แล้วหน้าจอก็ดับไป แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขารู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป และต้องขอบคุณพลังของไม้เท้าที่เขาเพิ่งจะได้รับมาด้วย เพราะถ้าหากไม่มีพลังโจมตีที่มากมายของมัน เขาก็อาจจะยื้อเวลาของทักษะคุกแอนโดรมีดาได้ไม่นานขนานนี้ก็ได้ สมแล้วที่เป็ 1 ใน 12 แรร์ไอเทม
เอกอนวนไม้เท้าดวงจิตัหนึ่งรอบแล้วคลายทักษะออกทันที ซึ่งเป็ขณะเดียวกับที่แม่ทัพทั้งสองสบโอกาส พุ่งเข้าโจมตีเขาแบบไม่ให้ทันตั้งตัวอย่างรวดเร็วทันควัน
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ขั้นที่ 2 ปราการดอกบัว (กงล้อธรรม)
ชั่วพริบตาที่การโจมตีของแม่ทัพทั้งสองจะถึงตัวของเอกอน พลันปรากฏปราณดาบนับหมื่นเล่มพุ่งขึ้นจากพื้นปฐีตรงหน้า แล้วแยกออกเป็ 5 สาย ดูเป็ราวกับดอกบัวที่ผุดขึ้นจากพื้นดิน
“เอกอนจับมือผมไว้”
ผมะโบอกกับเอกอนแล้วบินโฉบมาในจังหวะที่แม่ทัพทั้ง2 ตะลึงกับสิ่งที่เห็น ผมคว้ามือของเพื่อนร่วมปาร์ตี้ไว้ จากนั้นจึงบินถลาด้วยความเร็วสูงออกไปทางปากช่องเขา แล้วทะลุออกอาณาเขตที่ GM ของดร.เนวันสร้างไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะร่อนลงบนพื้นดินจุดหนึ่งซึ่งเพื่อน ๆ ที่เหลือมารอกันอยู่พร้อมหน้าแล้ว
“โอเคกันไหม” ผมถามขึ้นก่อนจะคลายทักษะปีกอัคคีออก
“ก็ไม่ค่อยโอเค สังหารไปไม่ถึงพันเลย” ไมร่าเป็คนตอบซึ่งผมก็พยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วถามต่อ
“แล้วดราก้อนฟิชล่ะปลอดภัยหรือเปล่า”
ไมร่าไม่ตอบแต่กลับเบี่ยงตัวเล็กน้อยให้ผมเห็นร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าเคยเป็อันดับ1 เขากำลังนั่งทำตาเศร้า ๆ อย่างปลงตก ผมค่อย ๆ เดินเข้าไปหา ดูเหมือนว่าเขาจะกินน้ำยาฟื้นพลังชีวิตกับพลังออร่าแล้วเลยดูมีพละกำลังขึ้นมาบ้าง
“คุณสบายดีนะ” ผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้นมองผมช้า ๆ แล้วคลี่ยิ้มแบบเศร้า ๆ
“ก็อย่างที่เห็น ผมทำพลาด”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คุณทำดีที่สุดแล้วต่างหาก”
“โตขึ้นเยอะเลยนะ เควิน” ผมยิ้มให้กับคำชมนั้น แล้วนั่งลงข้างหน้าเขาท่ามกลางสายตาคนในปาร์ตี้ ที่มองดูด้วยอารมณ์ที่แตกต่างกันไป
“คุณก็แก่เกินกว่าจะเล่นเกมส์นะ” ดราก้อนฟิชหัวเราะน้อย ๆ ในที่สุดเขาก็คลายความเศร้าที่มีอยู่บ้าง
“ขอบคุณทุกคนนะที่อุตส่าห์ช่วยผม พวกมันแสบจริงๆ ทำให้พลังชีวิตของผมเหลือหน่วยเดียวแล้วทรมานอยู่นั่นแหละ แถมตอนนี้ก็ออฟไลน์ไม่ได้ด้วย” ถึงตอนพูดประโยคสุดท้ายสีหน้าของดราก้อนฟิชสลดลงนิดหนึ่ง
“เอาเถอะ...เดี๋ยวก็ดีเอง” ผมให้กำลังใจได้แค่นี้ เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างมันฉุกละหุกกันเกินไป แล้วแผนที่เตรียมกันก็เตรียมกันแบบสายฟ้าแล่บด้วย
“แล้วจะเอาไงต่อ” ดราก้อนฟิชถามขึ้นมา หากแต่ผมไม่ได้ตอบทันทีกลับลุกขึ้นยืนอย่างยากเย็น มองดูกองทัพมอนสเตอร์ที่พยายามฝืนจะออกจากอาณาเขตอย่างทุลักทุเล ซึ่งหนึ่งในนั้นแน่นอนว่ามีแม่ทัพของพวกมันรวมอยู่ด้วย
“ก็คงต้องซัดมันให้ราบนั่นแหละครับคุณลุง” ถึงตอนนี้ดราก้อนฟิชก็หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ แล้วลุกขึ้นยืนเอามือแตะบ่าของผมเบา ๆ อย่างมีความหมาย
“ถึงตัวจะโตขึ้น...แต่นิสัยฟันดะของเธอก็ยังไม่เปลี่ยนสินะ”
“แล้วจะร่วมสู้กับพวกผมไหมละครับ” ผมถามกลับไปยังดราก้อนฟิชด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เอาสิ...” ดราก้อนฟิชเว้นวรรคพูดแล้วหันไปทางช่องเขาวันเดล ตอนนี้พวกมอนสเตอร์เริ่มใกล้จะพังอาณาเขตได้แล้ว สังเกตได้จากรอยร้าวที่แผ่กระจายไปทั่วม่านบาเรียช้า ๆ
“ไปถล่มพวกมันให้ราบ”