Veonestra: สงครามวันพิพากษา

    ตอนที่ 39: การ์เลนอส G

    ลมหิมะอันหนาวเหน็บและเกรี้ยวกราดพัดโหมกระหน่ำอย่างไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดไปทั่วมหาสมุทรอาร์กติก ผืนน้ำแข็งกว้างใหญ่ไพศาลถูกย้อมไปด้วยสีเทาหม่นของหมู่เมฆพายุที่หนาทึบจนบดบังแสงอาทิตย์ไปโดยสิ้นเชิง อุณหภูมิโดยรอบดิ่งทะลุขีดจำกัดติดลบกว่าหกสิบองศาเซลเซียส เปลี่ยนทุกอณูของชั้นบรรยากาศให้กลายเป็นเศษเสี้ยวน้ำแข็ง คลื่นลมที่พัดผ่านหน้าผาหิมะส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณที่ถูกแช่แข็งในดินแดนอันรกร้างและเงียบงันแห่งนี้

    ทว่าลึกลงไปภายใต้ผืนธารน้ำแข็งอันเก่าแก่หนากว่าสามกิโลเมตร... กลับเป็นที่ตั้งของสถานที่อันแปลกแยกอย่างสิ้นเชิง "เขตกักกันขั้วโลกเหนือ หมายเลข 01" มันคือฐานปฏิบัติการวิจัยและกักกันระดับยุทธศาสตร์ร่วมระหว่างสององค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง V.I.F. และกองกำลัง G.D.F. สถานที่แห่งนี้เป็นความลับขั้นสูงสุดที่ไม่มีปรากฏอยู่บนแผนที่โลกของพลเรือน ไม่มีดาวเทียมของประเทศใดสามารถตรวจจับพิกัดได้เนื่องจากระบบพรางตาเทคโนโลยีควอนตัมที่แผ่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณ

    เพราะว่าภายใต้ความเย็นยะเยือกของผืนน้ำแข็งโบราณนี้... มีสิ่งมีชีวิตบางอย่างถูกจองจำและฝังลึกอยู่เงียบสงบมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนที่มนุษยชาติจะรู้จักคำว่า "การ์เลนอส" หรือมีบันทึกประวัติศาสตร์หน้าแรกเริ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ

    SYSTEM : BIOMASS SPIKE DETECTED

    "ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของคลื่นชีวภาพในห้องกักกันชั้นใต้ดินที่ 12! ค่า Genesis Radiation พุ่งทะยานขึ้นเกินร้อยละสี่ร้อยในเวลาเพียงสามสิบวินาทีครับ!"

    เสียงสัญญาณไซเรนสีแดงฉานแผดเสียงเตือนดังลั่นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งแนวทางเดินเหล็กกล้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคและนักวิทยาศาสตร์สวมชุดป้องกันสารเคมีหนาพิเศษต่างพากันวิ่งวุ่นอลหม่านขวักไขว่เข้าประจำสถานีรบของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

    บนจอภาพโฮโลแกรมสามมิติขนาดยักษ์ใจกลางห้องควบคุมหลัก แสดงภาพจากกล้องตรวจจับความร้อนที่ถ่ายทอดสดตรงมาจากใจกลางห้องกักกันควอนตัม ภายในแท่งคริสตัลผลึกน้ำแข็งโบราณขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง... เงาดำทึบขนาดใหญ่ที่เคยแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวมานับพันปี บัดนี้กลับเริ่มมีการขยับเขยื้อนไหวติงอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น

    ครืนนนนน...!!!

    แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเริ่มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างทั่งทั้งฐานทัพใต้ดิน ผืนน้ำแข็งหนาหลายร้อยเมตรที่อยู่รอบนอกเริ่มปริแตกร้าวส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ๆ ดังสะท้อนก้อง ราวกับผืนแผ่นดินขั้วโลกเหนือกำลังจะแยกออกจากกัน

    "เพิ่มกำลังสนามพลังงานแม่เหล็กกักกันเดี๋ยวนี้! เร่งพลังงานเครื่องควบคุมสภาพอากาศไปที่ขีดสุด!" หัวหน้าศูนย์วิจัยตะโกนสั่งการจนเส้นเลือดที่คอโปนพอง "เปิดใช้งานระบบ Quantum Lock ทุกชั้นเลเยอร์! อย่าปล่อยให้มันตื่นขึ้นมาเด็ดขาด!"

    วูมมมมมมม——!!!

    กำแพงสนามพลังงานอนุภาคแสงสีน้ำเงินเข้มหนาแน่นทั้งสิบสองชั้นพุ่งขึ้นปกคลุมรอบแท่งผลึกน้ำแข็งในทันทีเพื่อตรึงมิติและควบคุมโมเลกุล ทว่าความพยายามเหล่านั้นกลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง เมื่อรอยร้าวเส้นเล็ก ๆ คล้ายใยแมงมุมเริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของผลึกคริสตัลโบราณ ก่อนที่มันจะขยายตัวออกอย่างรวดเร็วดั่งพายุกวาด

    เพล้งงงงงงงงงงงงง!!!

    ผลึกน้ำแข็งพันปีระเบิดแตกกระจายออกเป็นเศษเสี้ยวเล็กเสี้ยวน้อย ทันใดนั้น ร่างของสิ่งมีชีวิตปริศนาที่มีลักษณะน่าเกลียดน่ากลัวคล้ายกับก้อนเนื้อชีวภาพสีดำสนิทขนาดประมาณสี่เมตรก็หล่นลงมากระแทกพื้นเหล็กกล้าเสียงดังสนั่น มันไม่มีนัยน์ตาสำหรับมองเห็น ไม่มีช่องปากสำหรับเอ่ยเสียง ไม่มีแขนขาหรืออวัยวะที่บ่งบอกสภาพชีววิทยาที่คุ้นเคย ทั่วทั้งร่างอันอัปลักษณ์อัดแน่นไปด้วยเส้นเลือดขอดสีแดงสดที่กำลังเต้นตุบ ๆ เป็นจังหวะ ราวกับหัวใจดวงโตที่มีชีวิตและกระหายเลือด

    มันแน่นิ่งไปชั่วอึดใจ... ราวกับกำลังใช้สัญชาตญาณพิเศษในการตรวจจับและสำรวจโลกใบใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้นมาพบเจอ

    "เตรียมพร้อม...! ยิงมันเลย!!"

    ตูม!! ตูม!! ตูม!!

    ลำแสงกระสุนพลาสม่าอุณหภูมิสูงและกระสุนเจาะเกราะพลังงานหนักหลายร้อยนัดถูกสาดกระหน่ำพุ่งเข้าใส่ก้อนเนื้อสีดำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้นายทหารทุกคนต้องอ้าปากค้างด้วยความหวาดกลัว... เพราะก้อนเนื้อชีวภาพปริศนานั้นกลับดูดซับแรงกระแทกและกลืนกินพลังงานพลาสม่าทั้งหมดเข้าไปในชั้นผิวหนังอย่างหิวกระหาย โดยไม่ทิ้งรอยไหม้หรือหลงเหลือแม้กระทั่งสะเก็ดไฟระเบิดไว้เลย

    "อะไรกัน...! มันเป็นไปได้ยังไง!"

    ก่อนที่ใครจะทันได้ตระหนักรู้ ก้อนเนื้อสีดำสนิทพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงชั่วพริบตา ก่อนจะปะทุระเบิดปล่อยหนามชีวภาพสีดำแหลมคมนับหมื่นเส้นออกไปรอบทิศทางด้วยความเร็วเหนือเสียง!

    ฉึก!! ฉึก!! ฉึก!!

    กำแพงเหล็กกล้าผสมไทเทเนียมหนาสามเมตรถูกหนามสีดำแทงทะลุทะลวงผ่านไปราวกับเศษกระดาษ รถถังหุ้มเกราะหนักยุทโธปกรณ์ของ G.D.F. ถูกฉีกกระชากแยกออกเป็นชิ้น ๆ ทหารราบและนักวิจัยนับสิบชีวิตล้มลงกลายเป็นซากศพจมกองเลือดไปในทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องขอชีวิต

    "ถอนกำลัง! สั่งยกเลิกภารกิจและถอนกำลังเดี๋ยวนี้—!"

    ตูมมมมมมมม!!!

    แรงระเบิดและแรงกดดันระดับมหาศาลพุ่งเข้าทำลายโครงสร้างทั้งหมดของฐานปฏิบัติการขั้วโลกเหนือ ระบบรักษาความปลอดภัยและสนามพลังกักกันควอนตัมทั้งสิบเอ็ดชั้นถูกฉีกกระชากทำลายล้างจนสิ้นซากในเวลาไม่ถึงสามสิบนาที ก่อนที่ก้อนเนื้อชีวภาพสีดำวิปริตจะพุ่งตัวออกจากซากปรักหักพังอย่างรวดเร็ว และกระโจนดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรอาร์กติกอันมืดมิดเบื้องล่าง

    ซ่าาาาาาาาา!!!

    คลื่นยักษ์ผสมเศษน้ำแข็งสูงหลายสิบเมตรพุ่งทะยานฉีดพ่นขึ้นสู่ท้องฟ้าสีหม่น และจากวินาทีนั้นเป็นต้นไป... สัญญาณชีพและรหัสพลังงานของมันก็มลายหายวับไปจากหน้าจอเรดาร์ตรวจจับทุกชนิด ราวกับมันได้ละลายหายไปกับกระแสน้ำเย็น มุ่งหน้าสู่อภิมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จุดหมายปลายทาง

     

    สองชั่วโมงถัดมา... ณ สะพานเดินเรือหลักของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA

    บรรยากาศภายในห้องควบคุมที่เคยเต็มไปด้วยความสงบสุข บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนต่างจ้องมองหน้าจอแสดงผลจำลองสถานการณ์ที่มีสัญญาณเตือนสีแดงกะพริบถี่ ๆ ด้วยสีหน้าที่ซีดเซียวและเคร่งขรึม

    ผู้บัญชาการสูงสุดโรซาเลียก้าวเดินมาหยุดยืนตรงใจกลางโต๊ะบัญชาการสามมิติ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและจริงจัง "เมื่อสองชั่วโมงก่อน... ฐานกักกันขั้วโลกเหนือ หมายเลข 01 ถูกทำลายล้างอย่างสมบูรณ์แบบ"

    คำประกาศสั้น ๆ นั้นทำให้ทั่วทั้งสะพานเรือตกอยู่ในความเงียบงันชนิดที่ได้ยินเสียงลมหายใจ กัปตันแบล็คเบิร์ดขยับตัวก้าวเดินเข้ามาใกล้พลางขมวดคิ้วเข้ม "จัดระดับภัยคุกคามของมันได้หรือยัง ผู้การ?"

    "ยัง..." โรซาเลียส่ายหน้าช้า ๆ "เรายังไม่สามารถระบุประเภทหรือสายพันธุ์ของมันได้เลยด้วยซ้ำ เนื่องจากข้อมูลการวิจัยดิบและบันทึกพันธุกรรมทั้งหมดภายในฐานถูกทำลายไปพร้อมกับแรงระเบิดจนเกลี้ยง"

    เธอกางแฟ้มรายงานดิจิทัลสีแดงลงบนโต๊ะบัญชาการอย่างหนักหน่วง "...แต่สิ่งที่เรายืนยันได้ในตอนนี้คือ มันสังหารนายทหารระดับยอดฝีมือและนักวิจัยฝีมือดีไปมากกว่าแปดร้อยนายภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงสามสิบนาทีเท่านั้น"

    ทุกคนที่นั่งล้อมรอบโต๊ะถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความรู้สึกสะท้านใจ แม้แต่ ริน อาซากิ เองที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาก็ยังต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลังงานและอานุภาพทำลายล้างของมันช่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนน่าใจหาย

    แบล็คเบิร์ดเพ่งมองข้อมูลความเสียหายครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยประกายแห่งนักล่า "...ผมและทีม Vanguard จะออกตามล่ามันเอง"

    โรซาเลียพยักหน้ารับคำตัดสินใจ "นี่คือคำสั่งโดยตรงจากสภาสูง V.I.F. ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ภารกิจหลักเชิงยุทธศาสตร์ของป้อมปราการ ORCA จะเปลี่ยนจากการฟื้นฟูพื้นที่ G-Zone เป็นการติดตามและค้นหาสิ่งมีชีวิตปริศนาตัวนี้อย่างสัมบูรณ์แบบ"

     

    สามวันต่อมา... ณ ชายฝั่งตอนเหนืออันรกร้างและหนาวเหน็บของประเทศรัสเซีย

    โอลิเวีย ยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือกบนยอดหน้าผาหิมะที่สูงชัน ร่างกายบอบบางของเธอห่อหุ้มด้วยชุดปฏิบัติการพรางตัวสีขาวหิมะพริ้วไหวไปตามกระแสลม ภารกิจของเธอในครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าปะทะหรือต่อสู้โดยตรง ทว่ามันคือการสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลดิบทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตตัวนั้น เนื่องจากสายลับภาคสนามของ V.I.F. ตรวจพบคลื่นรังสีเจเนซิสแปลกปลอมกำลังขึ้นฝั่งบริเวณพิกัดนี้

    ครืด... ครืด...

    เสียงพื้นหิมะและน้ำแข็งถูกเหยียบย่ำและบดขยี้ดังขึ้นเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน โอลิเวียรีบหมอบตัวลงต่ำและเพ่งสายตามองลอดผ่านซอกหินกล้องส่องทางไกลระบบความร้อนลงไปยังโขดหินชายฝั่งเบื้องล่าง

    เงาร่างสีดำสนิทน่าเกลียดน่ากลัวค่อย ๆ คลานขึ้นมาจากผืนน้ำทะเลอันเย็นเยือก ทว่า... สภาพและรูปร่างชีวภาพของมันในเวลานี้กลับเปลี่ยนแปลงไปจากรายงานชุดแรกอย่างสิ้นเชิง!

    จากก้อนเนื้อกลมมนอัปลักษณ์ไร้รูปทรงในตอนแรก บัดนี้มันเริ่มมีการสร้างโครงสร้างกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่ง มีหางยาวที่หนาแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ มีขาทั้งสี่ข้างที่แข็งแรงพร้อมเล็บกรงเล็บแหลมคม รูปลักษณ์โดยรวมของมันเริ่มคล้ายคลึงกับกิ้งก่ายักษ์นักล่าในยุคล้านปีทว่ากลับดูน่าสะพรึงกลัวและแปลกแยกยิ่งกว่า

    โอลิเวียเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง มือเรียวบางรีบเปิดเครื่องบันทึกวิดีโอและวิเคราะห์โครงสร้างยีนส่งตรงไปยังเมนเฟรมของ ORCA ทันที "...เป้าหมายเริ่มกระบวนการวิวัฒนาการตัวเองแล้ว โครงสร้างทางกายภาพเปลี่ยนไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมที่มันสัมผัสในชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน..."

    ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... สิ่งมีชีวิตรูปร่างกิ้งก่ายักษ์สีดำพลันหยุดชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน หัวอันใหญ่โตที่ยังไม่มีดวงตาปรากฏชัดค่อย ๆ หมุนหันขวับกลับมาทางยอดหน้าผาที่โอลิเวียกำลังซ่อนตัวอยู่โดยตรง!

    แม้ว่ามันจะยังไม่มีลูกนัยน์ตาสำหรับมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ... ทว่าโอลิเวียกลับรู้สึกได้ถึงพลังงานสั่นสะเทือนบางอย่างที่พุ่งเข้ากระแทกสติรับรู้ของเธอโดยตรง มันเป็นความรู้สึกแสนประหลาดและน่าขนลุก ราวกับเธอกำลังสบตาเข้ากับห้วงเหวอันมืดมิดที่ลึกล้ำไม่มีที่สิ้นสุด

    และในวินาทีถัดมา... โลกแห่งความจริงรอบตัวของอดีตมือมีดสาวพลันบิดเบี้ยวและแตกสลายลงไปในพริบตา!

    วิ้งงงงงงงงงงงงง——!!!

    ภาพหลอนอันน่าสะพรึงกลัวและแสนหฤโหดหลั่งไหลทะลักเข้าสู่สมองส่วนหน้าของโอลิเวียราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ... ภาพของมหานครขนาดใหญ่ยักษ์นับร้อยนับพันแห่งทั่วทั้งผืนโลกกำลังถูกแผดเผาทำลายล้างด้วยเปลวเพลิงสีดำทึบ เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความทรมานของมนุษยชาตินับร้อยล้านชีวิตดังสะท้อนก้องหูจนแทบจะบ้าคลั่ง

    ก่อนที่ภาพจะตัดไปเผยให้เห็นเงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาค้ำฟ้าที่กางสยายกรงเล็บและปีกแห่งความมืดเข้าปกคลุมจนแสงดวงอาทิตย์ดับแสง ดวงดาวและดวงจันทร์แหลกสลายกลายเป็นเศษผงธุลี... และในท้ายที่สุด ทางช้างเผือกและจักรวาลทั้งมวลก็ถูกกลืนกินเข้าสู่ปากอันมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งของอสุรกายตนนั้นจนเหลือเพียงความว่างเปล่าที่แท้จริง

    "อ๊าาาาาาาาาาา!!! หยุดนะ!!! หยุดเดี๋ยวนี้!!!"

    โอลิเวียกรีดร้องออกมาลั่นป่าหิมะด้วยความเจ็บปวดเจียนตายประหนึ่งสมองกำลังจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ อาวุธมีดพลาสม่าและปืนคู่ใจหลุดมือร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะ ลมหายใจของเธอหอบถี่รัวและติดขัดอย่างหนัก ดวงตาเบิกกว้างจนเส้นเลือดฝอยในตาแตกแดงก่ำ สัญญาณชีพและอัตราการเต้นของหัวใจที่เชื่อมต่อกับระบบ ORCA ส่งเสียงเตือนภัยสีแดงระดับวิกฤตทันที

    ร่างบางของอดีตนักฆ่าสาวทรุดฮวบลงไปนอนดิ้นพราด ๆ บนพื้นหิมะสีขาวสะอาด ทั่วทั้งร่างสั่นเทาอย่างรุนแรงด้วยความหวาดกลัวเชิงจิตวิทยาที่ล้ำลึกเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์จะสามารถต้านทานได้ไหว

    และเมื่อทีมสนับสนุนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วของ Vanguard เดินทางมาถึงพิกัดสังเกตการณ์ในอีกสิบนาทีต่อมา... สิ่งมีชีวิตกิ้งก่ายักษ์สีดำตนนั้น... ก็ได้เลือนหายไปจากพื้นที่ชายฝั่งอย่างไร้ร่องรอยไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงร่างอันไร้สติและสั่นสะท้านของโอลิเวียท่ามกลางผืนหิมะอันเหน็บหนาว

     

    เหตุการณ์ประหลาดและน่าสะพรึงกลัวทำนองเดียวกันนี้ เริ่มแพร่กระจายและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทุกมุมโลกในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่อง... ทั้งที่แนวชายฝั่งของประเทศญี่ปุ่น แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติในแคนาดา ยอดเขาหิมะในไอซ์แลนด์ และธารน้ำแข็งกว้างใหญ่ในกรีนแลนด์

    และในทุก ๆ ครั้งที่มีทีมสำรวจหรือระบบดาวเทียมตรวจพบการปรากฏตัวของมัน รูปร่างทางชีวภาพของอสุรกายปริศนาตัวนี้ก็พัฒนาขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์... ผิวหนังของมันเริ่มจับตัวแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดเหล็กหนาที่สามารถสะท้อนกระสุนปืนได้ทุกชนิด เริ่มมีเขี้ยวเล็บที่ยาวคมและเคลือบด้วยกรดพิษเข้มข้น เริ่มมีดวงตาเรืองแสงสว่างจ้าสีเหลืองปนแดงปรากฏขึ้นบนใบหน้า และสัญชาตญาณยุทธวิธีของมันก็ชาญฉลาดและว่องไวขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับมันกำลังเรียนรู้และดูดซับข้อมูลทั้งหมดของโลกใบนี้เข้าไปประมวลผลตลอดเวลา

    ภายในห้องวิจัยชีววิทยาควอนตัมส่วนกลางของป้อมปราการ ORCA

    ดร.นิโคล เบล ยืนจ้องมองภาพถ่ายการวิวัฒนาการในแต่ละขั้นของอสุรกายสีดำที่ถูกแปะเรียงรายอยู่เต็มฝาผนังเหล็กกล้าด้วยแววตาที่ค่ำเคร่งและสับสน เธอใช้ปากกาแสงดิจิทัลโยงเส้นทางการเคลื่อนที่และพิกัดการปรากฏตัวทั้งหมดของมันเข้าด้วยกันอย่างวิเคราะห์ลึกซึ้ง

    จากนั้น ดร.สาวจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "...พวกเราเข้าใจผิดมาโดยตลอดค่ะ สิ่งมีชีวิตตัวนี้... มันไม่ได้กำลังวิ่งหนีการตามล่าของพวกเราเลยแม้แต่นิดเดียว"

    "...แต่แท้ที่จริงแล้ว มันกำลัง 'ออกล่า' ต่างหากล่ะคะ"

    คำพูดของนิโคลดึงความสนใจของทุกคนในห้องวิจัยให้หันมามองเป็นตาเดียว ดร.สาวซูมขยายภาพเศษซากผลึกพลังงานสีน้ำเงินเข้มที่ถูกพบบนผืนดินในทุก ๆ จุดเกิดเหตุที่อสุรกายปรากฏตัว

    "ทุกครั้งที่มันปรากฏตัวในพิกัดใหม่ แหล่งแร่คริสตัลหรือผลึกพลังงาน **Genesis Crystal** ที่สะสมอยู่ใต้ดินในบริเวณนั้นจะถูกสูบฉีดและหายวับไปจนหมดสิ้น... และทุกครั้งหลังจากนั้น ร่างกายของมันจะเกิดกระบวนการวิวัฒนาการยกเกรดตัวเองให้แข็งแกร่งและน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ"

    ดร.นิโคลสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยข้อสรุปที่ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง "...มันกำลังใช้ผลึกพลังงานจีโนซิสเป็นอาหารหลักในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดีเอ็นเอของตัวเองค่ะ!"

    ความเงียบอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องวิจัยทันที ทฤษฎีนี้บ่งชี้ว่า ยิ่งมันกัดกินผลึกพลังงานอันเป็นขุมพลังของโลกเข้าไปมากเท่าไหร่... ตัวตนของมันก็จะยิ่งวิวัฒนาการแข็งแกร่งจนไม่มีสิ่งใดในจักรวาลสามารถหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป

    ดร.นิโคลเดินตรงไปที่หน้าจอคีย์บอร์ดหลัก ก่อนจะพิมพ์รหัสประจำตัวของสิ่งมีชีวิตตัวนี้ลงในฐานข้อมูลความมั่นคงส่วนกลางขององค์กร V.I.F. อย่างระมัดระวัง

    NEW DATABASE ENTRYID: UNKNOWN-G

    CODE NAME: การ์เลนอส G (Galenos G)

    THREAT LEVEL: EX-CLASS (ไม่สามารถประเมินได้)

    PRIMARY ABILITY: สามารถวิวัฒนาการโครงสร้างชีวภาพและกลไกเซลล์ของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านการดูดซับและสังเคราะห์พลังงานจากผลึก Genesis และคลื่นรังสีไซคิกมานา

    *หมายเหตุ: ปัจจุบันยังไม่พบเพดานบินหรือขีดจำกัดสูงสุดของวิวัฒนาการตั


    วอักษร G สีแดงสดขนาดใหญ่ปรากฏเด่นหรากลางหน้าจอควบคุมโฮโลแกรม ส่งประกายรังสีอันน่าเกรงขามทาบทับลงบนใบหน้าของทหารทุกคนในหน่วยรบ

    กัปตันแบล็คเบิร์ดยืนจ้องมองสัญลักษณ์ตัว G นั้นอยู่เนิ่นนานด้วยแววตาที่หนักแน่นลึกซึ้ง ก่อนจะขยับขากรรไกรเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและกังวานทรงพลัง

    "...ภารกิจและเป้าหมายสูงสุดของป้อมปราการ ORCA ในเวลานี้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะต้องสูญเสียทรัพยากรไปมากแค่ไหน... หรือต้องใช้วิธีการที่โหดร้ายเพียงใด... พวกเราต้องจับกุมหรือทำลายล้างการ์เลนอส G ตนนี้ลงให้ได้ ก่อนที่มันจะวิวัฒนาการไปจนถึงขั้นที่พวกเราไม่สามารถควบคุมมันได้อีกต่อไป!"

    ที่ภายนอกบานหน้าต่างกระจกใสของป้อมปราการลอยฟ้า ORCA...กลุ่มก้อนเมฆพายุสีดำสนิทก้อนหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงสว่างอันอบอุ่นของดวงอาทิตย์ยามเย็นลงอย่างช้า ๆ ... เปลี่ยนผืนฟ้าและทะเลเมฆรอบข้างให้กลายเป็นความมืดสลัวอันแสนเยือกเย็นและน่าหวั่นใจ ประหนึ่งเป็นสัญญาณเตือนและลางสังหรณ์บอกเหตุว่า...

    มหันตภัยและหายนะบทใหม่ของมนุษยชาติ... บัดนี้ได้เริ่มต้นนับถอยหลังเปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว!

     

    [จบตอนที่ 39: การ์เลนอส G]