หลินเทียนเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะหันมองไปทางหนึ่ง เห็นจินซีนั่งอยู่เงียบๆ เหมือนกำลังรอคอยอะไรบางอย่างอยู่
จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหาอย่างไม่เร่งรีบ ก่อนจะถามขึ้นด้วยเสียงเรียบ
“เ้าทำอะไรอยู่รึ”
“ข้ารอไป๋ซีทะลวงระดับขอรับ ท่านอาจารย์ นางเพิ่งเตรียมตัวเสร็จแล้ว กำลังจะทะลวงระดับขอรับ”
“งั้นรึ…”
หลินเทียนตอบเรียบ ก่อนจะหันไปมองทางห้องของไป๋ซีเล็กน้อย สายตาของเขานิ่งลึกเหมือนกำลังประเมินบางอย่างอยู่ในใจ
“จินซี…เ้ามานี่หน่อย ข้ามีอะไรจะสอน”
“ขอรับ!”
จินซีรับคำทันที ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามหลินเทียนไปทางใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย
หลินเทียนหยุดยืน มือไพล่หลังเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“พวกวิชาพื้นฐานที่ข้าให้ไป เ้าฝึกถึงไหนแล้วรึ”
“ข้าจำได้จนหมดแล้วขอรับ!”
“อืม…งั้นแสดงให้ข้าดูหน่อย”
จากนั้นจินซีก็เริ่มขยับร่างกายทันที เขาใช้วิชาพื้นฐานมากมายออกมาอย่างต่อเนื่อง กระบี่ในมือรำไปตามจังหวะอย่างคล่องแคล่ว ทุกท่วงท่าดูมั่นคงและแม่นยำ
เสียงลมแหวกผ่านกระบี่ดังแ่เบา การเคลื่อนไหวลื่นไหลราวกับสายน้ำที่ไหลไม่ขาดตอน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง…
เหงื่อเริ่มไหลลงตามใบหน้าของจินซี แต่เขายังคงไม่หยุด จนกระทั่งจบกระบวนท่าสุดท้าย
หลินเทียนพยักหน้าหงึกๆ อย่างพอใจ
“ดี…เ้าฝึกพื้นฐานจนชำนาญแล้ว”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“ต่อไป ข้าจะสอน ‘การเพ่งจิตขยับกระบี่’”
จินซีเบิกตาเล็กน้อย
“ขยับกระบี่โดยไม่ต้องแตะหรือขอรับ!?”
“ใช่แล้ว”
หลินเทียนตอบเรียบ สีหน้าไม่เปลี่ยน
“แต่การใช้จิตนั้น…คนทั่วไปที่อยู่ระดับสร้างรากฐาน แทบไม่มีใครทำได้ หรืออาจไม่มีเลยก็เป็ได้”
เขามองจินซีนิ่งๆ ก่อนจะพูดต่อ
“การจะทำได้ เ้าต้องรวบรวมจิตให้นิ่ง ตัดทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายออกไปให้หมด แล้ววาดกระบี่ขึ้นมาในจิตของเ้า”
จินซีนิ่งฟังอย่างตั้งใจสุดๆ
ทันทีที่รู้ว่าอาจารย์ของเขาจะสอนวิชาที่อยู่ในระดับถัดไป ความตื่นเต้นก็ปรากฏขึ้นในแววตา
หลินเทียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“พูดไป เ้าคงยังไม่เข้าใจ งั้นลงมือทำเลยดีกว่า”
“เ้านั่งสมาธิ แล้วทำตัวให้เป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ”
“ขอรับ!”
จินซีตอบรับทันที ก่อนจะนั่งลงและทำตามโดยไม่อิดออด
“จำไว้…ห้ามใช้พลังปราณหรือกำลังภายในเด็ดขาด เ้าต้องใช้ ‘จิต’ เป็ตัวนำพา”
หลายชั่วโมงผ่านไป…
จินซีนั่งนิ่งสนิท ราวกับเข้าสู่สมาธิอย่างสมบูรณ์
เขากลายเป็หนึ่งเดียวกับสิ่งรอบกาย ไม่มีพลังปราณหมุนวน ไม่มีแม้กระทั่งความเคลื่อนไหวของร่างกาย ทุกอย่างนิ่งสงบราวกับรูปปั้น
หลินเทียนที่นั่งมองอยู่ก็ยิ้มมุมปากทันที
“เ้านี่…สมจริงๆ ที่เป็อัจฉริยะ ฟังข้าสอนแค่แป๊บเดียวก็เข้าถึงจิตตัวเองได้แล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเขา
“ใช่ค่ะ เขาดูตั้งใจมาก ไม่เหมือนอาจารย์ของเขาเลยค่ะ (◕ᴗ◕✿)”
“หึ…แกนี่เอาอีกแล้ว”
หลินเทียนบ่นเบาๆ
“ทีข้าพูดนิดหน่อยทำเป็โกรธ ทีแบบนี้แซะแต่ข้าอยู่นั่นแหละ”
เขาส่ายหัวเล็กน้อยเหมือนจะเอือม แต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก
ไม่นานจินซีก็ลืมตาขึ้นช้าๆ
เขาก้มมองฝ่ามือตัวเองไปมา เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
หลินเทียนเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“เ้าคงสงสัยสินะ…”
“ตอนที่อยู่ในสมาธิ ฝึกจิตอยู่นั้น ในจิตเหมือนผ่านไปแค่แป๊บเดียว แต่เวลาข้างนอก…ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว”
จินซีพยักหน้าช้าๆ เหมือนจะเข้าใจ
หลินเทียนเงยหน้ามองท้องฟ้าเล็กน้อย
ตอนนี้ก็เย็นย่ำแล้ว แสงแดดเริ่มอ่อนลง ลมเย็นพัดผ่านลานฝึกอย่างเงียบงัน
“ไปพักผ่อนเถอะ ไม่นานน้องสาวเ้าก็จะออกมาแล้ว”
“นางทะลวงสำเร็จแล้ว ตอนนี้กำลังปรับตัวกับพลังอยู่”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
จินซีรับคำ ก่อนจะถอยออกไป
หลินเทียนเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ในห้องนั้น…ร่างของหลินเทียนอีกคนกำลังฝึกอยู่ เตรียมตัวทะลวงระดับอย่างเงียบๆ
เขามองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกมา
จากนั้นก็ไปนอนลงที่ม้านั่งโยกตัวโปรด
ร่างกายเอนพักอย่างสบาย เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยความคิดลอยไปเรื่อยๆ
ไม่นาน…ก็หลับไป
เช้าวันต่อมา…
ไป๋ซีออกจากการฝึกแล้ว
นางกำลังนั่งคุยกับพี่ชาย เหมือนกำลังฟังจินซีโม้อะไรบางอย่างอย่างเอาจริงเอาจัง
หลินเทียนเดินมาหาทั้งสอง
ก่อนจะมองไปที่ไป๋ซี…แล้วชะงักเล็กน้อย
สายตาของเขานิ่งลง
เขามองอยู่นานกว่าปกติ
“หือ…”
ในใจของเขารับรู้ได้ถึงบางสิ่ง
พลังหยิน…ที่รุนแรงแต่บริสุทธิ์ และนุ่มนวล
“กายพิเศษงั้นหรือ…”
หลินเทียนคิดในใจ
“แต่ทำไมเพิ่งมาตื่นตอนนี้…หรือหลังจากทะลวงระดับแล้วไปกระตุ้นมันเข้า…”
สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยน แต่แววตาลึกลงเล็กน้อย
“ถ้าเื่นี้คนภายนอกรู้เข้า…คงตามล่านางแน่”
“ท่านอาจารย์ มีอะไรหรือเ้าคะ?”
ไป๋ซีถามขึ้น หลังเห็นเขาจ้องนางอยู่พักหนึ่ง
“ไม่มีอะไร…”
หลินเทียนตอบเรียบ
“พวกข้าจะสอนต่อจากเมื่อวาน”
เขาหันไปหาจินซี
“หลังจากที่เข้าไปเป็หนึ่งเดียวกับจิตแล้ว ขั้นต่อไปคือทำให้กระบี่ขยับได้ตามใจ”
“เ้าต้องวาดกระบี่เล่มนั้นขึ้นมาในหัว แล้วเป็หนึ่งเดียวกับมัน”
“แต่อย่าพยายามบังคับมัน”
“วิชานี้ข้อดีคือใช้พลังปราณน้อยมาก แต่ข้อเสียคือ ถ้าเ้าโฟกัสกับกระบี่มากเกินไป จะเปิดช่องให้คู่ต่อสู้โจมตีได้”
“เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ!”
“ดี…ตอนนี้เ้าแค่ลองขยับมันให้ได้ก็พอ ที่เหลือข้าจะสอนทีหลัง”
จากนั้นเขาหันไปหาไป๋ซี
“ส่วนเ้า…คงได้ยินจากพี่ชายเ้าแล้ว”
“เ้าฝึกเพ่งจิตไปก่อน เดี๋ยวข้าจะมาสอนต่อ”
“ค่ะ ท่านอาจารย์”
ไป๋ซีพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
หลินเทียนหันหลัง ก่อนจะเดินเข้าไปที่ศาลา เหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง…
สายตาของเขาครุ่นคิดลึก ราวกับกำลังวางแผนบางอย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้
“เสี่ยวเอ๋อมีอุปกรณ์หรืออะไรก็ได้ที่ปิดบังกายหยินบริสุทธิ์ของนางจากคนภายนอกได้มั้ย”
“มีค่ะนายท่าน (◕ᴗ◕✿)”
“ข้าต้องใช้แต้มเท่าไหร่แลกล่ะเนี่ย”
“3000 แต้มค่ะ (◕ᴗ◕✿)”
“เห้ย! เอาอีกแล้ว ของแค่นี้แต่แพงชะมัด แล้วตอนนี้ข้าเหลือแต้มเท่าไหร่”
“ตอนนี้นายท่านเหลือ 4250 ค่ะนายท่าน (人 •͈ᴗ•͈)”
หลินเทียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่างในใจอย่างจริงจัง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ช่างเถอะ…ความปลอดภัยของลูกศิษย์สำคัญกว่า ระบบ แลกมาเลย”
ติ้ง! ท่านได้แลกอุปกรณ์ 1 ชิ้น
หลินเทียนหยิบมันออกมาดูช้าๆ มันคือสร้อยคอเส้นหนึ่ง ตัวสายดูเรียบง่าย แต่จี้หยกชิ้นเล็กตรงกลางกลับแผ่ความรู้สึกเย็นลึกออกมาอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใน
“ใช้แบบนี้ไปก่อนแล้วกัน…ค่อยหาวิธีให้นางควบคุมมันได้ หรือไม่ก็แข็งแกร่งพอจะคุ้มกันตัวเองจากอันตรายพวกนั้น…”
หลังจากนั้นเขาก็เดินกลับไปหาสองพี่น้องที่กำลังฝึกอยู่เงียบๆ
“ไป๋ซี เ้าจงใส่สร้อยคอนี้ไว้ตลอดเวลา ห้ามถอดออกเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
“เ้าค่ะ”
ไป๋ซีรับคำทันที แม้นางจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ในใจกลับรู้สึกได้ว่า สิ่งที่อาจารย์มอบให้…ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
หลินเทียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ข้าจะพาพวกเ้าเข้าไปในเมือง หาอาวุธให้ไป๋ซี แล้วก็…ออกไปพบปะผู้คนบ้าง”
“ขอรับ!” / “เ้าค่ะ!”
ทั้งสองรับคำก่อนจะรีบไปหยิบของจำเป็เล็กๆน้อยๆ แล้วออกเดินทางทันที
เดินมาได้สักพัก จินซีที่เก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ท่านก็มีระดับการฝึกตนสูงทีเดียว แต่ทำไมท่านไม่บิน หรือข้ามมิติเหมือนที่ข้าเห็นพวกคนใหญ่คนโตในงานคัดเลือกศิษย์ครั้งก่อนใช้หรือขอรับ”
หลินเทียนชะงักทันที
“…”
อ้าวเห้ย ข้าลืมเื่นี้ไปได้ยังไงวะ… สงสัยจะอยู่กับตาแก่เฟิงหนานนานเกินไป สมองเริ่มเพี้ยนแล้วแน่ๆ
ถ้าข้าบอกพวกเขาไปว่าข้าลืม…ภาพลักษณ์เ้าสำนักสุดหล่อเท่ของข้าคงพังยับในพริบตาแน่
เขาบ่นในใจ ก่อนจะกระแอมเบาๆ
“แฮ่ม…พอดีข้าฝึกความลำบาก เพื่อไม่ให้ตัวเองสบายเกินไปน่ะ”
“…”
จินซีกับไป๋ซีมองหน้ากันนิ่งๆ สีหน้าชัดเจนว่า ไม่เชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะทุกครั้งที่เห็นอาจารย์ ถ้าไม่ได้นอน ก็เดินเล่นไปมาระหว่างน้ำตก…
เสี่ยวเอ๋อเอ่ยขึ้นทันที
“นายท่านโกหกได้ทุเรศมากค่ะ ขนาดลูกศิษย์ของท่านยังไม่เชื่อเลยค่ะ (◕ᴗ◕✿)”
“เงียบไปเลยแกนะ!”
หลินเทียนรีบตัดบท ก่อนจะยกมือขึ้นกระแอมอีกครั้ง
“แฮ่ม…แต่นานๆทีจะเป็ไรไป ข้ากลัวพวกเ้าจะลำบาก งั้นพวกเราจะบินไปแล้วกัน”
“…แต่ท่านอาจารย์ พวกเรายังอยู่แค่ระดับสร้างรากฐานเอง จะไปบินได้ยังไงขอรับ”
“ไม่ต้องห่วง”
หลินเทียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็ค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่พลังบางอย่างจะไหลออกมา โอบล้อมร่างของสองพี่น้องเอาไว้ แล้วค่อยๆยกพวกเขาขึ้นตาม
“เหว๋อ! พวกเราลอยได้ด้วย!?”
ทั้งสองอุทานแทบจะพร้อมกัน ไป๋ซีถึงกับตาเป็ประกาย นางไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย
“จับไว้แน่นๆล่ะ ข้าจะไปเร็วหน่อย…่เย็นของวันนี้คงถึงเมืองพอดี”
พูดจบ ทั้งสองก็รีบลอยเข้าไปใกล้หลินเทียน ก่อนจะคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่น
“ท่านอาจารย์ พวกเราพร้อมแล้ว!”
ฟิ้ว—!
หลินเทียนพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงควบคุมความเร็วไม่ให้แรงลมกระแทกทั้งสองมากเกินไป
เบื้องล่าง ป่าไม้และูเากว้างใหญ่ทอดยาวสุดสายตา สัตว์ป่าวิ่งไล่ล่ากันอยู่ตามธรรมชาติ เสียงลมพัดผ่านเหมือนบทเพลงแห่งโลกกว้าง
“มัน…สวยมากค่ะ…”
ไป๋ซีเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงลอยเหมือนคนกำลังฝัน
“ใช่มั้ยล่ะ”
หลินเทียนยิ้มบางๆ
การเดินทางดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ไม่นานนัก เมืองขนาดใหญ่ก็เริ่มปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า
หลินเทียนชะลอความเร็ว ก่อนจะลดระดับลง แล้วเปลี่ยนเป็เดินแทน
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงพูดคุยจอแจเต็มไปหมด
ทันใดนั้น หลินเทียนเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเปลี่ยนทิศทางทันที
ไม่นาน พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง
ป้ายขนาดใหญ่แขวนอยู่ด้านหน้า เขียนว่า
.สมาคมการค้า.
หลินเทียนเดินนำเข้าไปโดยไม่ลังเล
“ท่านอาจารย์ ท่านมาที่สมาคมการค้าทำไมหรือขอรับ”
“ข้าจะเอาพวกซากสัตว์อสูรที่สังหารระหว่างเดินทางในป่าแห่งอสูรมาขายน่ะ”
หลินเทียนเดินไปหยุดที่หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานคนหนึ่งรีบเข้ามาทักทันที
“ท่านมีอะไรให้สมาคมการค้าช่วยหรือขอรับ”
“ข้าจะมาขายซากสัตว์อสูร แต่ตรงนี้มันแคบไป พาข้าไปที่กว้างกว่านี้หน่อย”
“เชิญท่านทางนี้ขอรับ”
พนักงานนำทางไปยังอีกโซนหนึ่งของอาคาร
บริเวณนั้นเป็ลานกว้างสำหรับซื้อขายของขนาดใหญ่ ผู้คนมากมายกำลังทำการค้ากัน บ้างขายสมุนไพร บ้างขายสัตว์อสูรที่ล่ามา
“เชิญท่านวางซากสัตว์อสูรตรงนี้ได้เลยครับ ข้าจะตรวจสอบให้เอง”
หลินเทียนพยักหน้า ก่อนจะสะบัดแขนเบาๆ
พรึ่บ—!
มิติที่เก็บของเปิดออกทันที
ซากสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลร่วงลงมากองทับกันเป็ูเาเล็กๆ
ถ้ามองคร่าวๆ…เกือบร้อยตัว!
พนักงานยืนนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น
“ทะ…ท่านจะขายทั้งหมดนี่เลยหรือขอรับ…”
“ใช่ ช่วยตรวจสอบให้ข้าที”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบด้าน
ผู้คนจำนวนมากเข้ามามุงดูด้วยความตกตะลึง
สัตว์อสูรระดับ 1 ถึง 3 เต็มไปหมด…บางตัวถึงขั้นระดับ 4!
สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป แค่ล่าสัตว์อสูรระดับ 2 ก็ต้องรวมกลุ่มระดับหลอมรวมลมปราณขั้นปลายตั้ง 2-3 คนถึงจะจัดการได้
แต่ชายตรงหน้ากลับมีพวกมัน…เป็กอง
เป็กองอย่างนี้ บางคนกลืนน้ำลายอย่างฝืนๆ
“บ้าหน่า…เขาล่ามันด้วยตัวคนเดียวงั้นรึ เป็ปีศาจหรือไง…” บางคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“เอ่อ…จำนวนมันมากเกินไป เดี๋ยวข้าขอไปเชิญท่านผู้จัดการมาตรวจสอบด้วยตัวเองจะดีกว่า เชิญท่านนั่งรอสักครู่นะขอรับ”
พูดจบ เขาก็รีบเดินเข้าไปในห้องด้านใน แล้วมุ่งตรงขึ้นไปยังชั้นที่ 3 ทันที
ไม่นานนัก…
ก็มีร่างของหญิงคนหนึ่งเดินนำเขาออกมา
ผู้คนรอบด้านต่างรีบหลีกทางให้นางโดยอัตโนมัติ
หลินเทียนหันไปมองเล็กน้อย
“หือ…คุ้นๆแหะ…” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“ที่แท้ก็ท่านนี่เอง ไม่พบกันนานเลย”
“เ้าค่ะ ไม่พบกันนานเลย”
นางเดินเข้ามา ก่อนจะคำนับอย่างสุภาพ
หลินเทียนคำนับตอบ
“ไม่พบกันนาน แม่นางซือเหยา”
“พี่สาว!” จินซีพูดขึ้นอย่างใเล็กน้อย
ซือเหยามองเลยไปด้านหลังหลินเทียน เห็นเด็กทั้งสองยืนอยู่ก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
“อ้าว พวกเ้าก็มาด้วยงั้นหรือ”
นางเดินไปหาไป๋ซี ก่อนจะลูบหัวนางเบาๆ อย่างเอ็นดู
แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“ขอโทษที่เสียมารยาทเ้าค่ะ เชิญท่านเข้าไปด้านในก่อน ส่วนพวกสัตว์อสูร ข้าจะให้คนจัดการให้”
พูดจบ นางก็เดินนำขึ้นไปยังชั้น 2
ทั้งสี่มานั่งกันที่โต๊ะภายในห้องรับรองที่เงียบสงบ
ซือเหยาเอ่ยถามขึ้นทันที
“ท่านไปทำยังไงมาถึงได้สัตว์อสูรมาเยอะขนาดนี้หรือเ้าค่ะ”
“พอดีข้าเข้าไปหาของในป่าแห่งอสูร เ้าพวกนี้มันเข้ามาโจมตีข้าก่อน ข้าเลยไม่มีทางเลือกเท่าไหร่ ก็เลยจัดการพวกมัน แล้วเอามาขาย…อย่างที่ท่านเห็นนั่นแหละ”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง
ในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เขาต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน…ถึงสังหารสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดนั้นได้ แถมยังมีระดับ 4 ปะปนอยู่ด้วย
ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ ยังต้องรวมกลุ่มอย่างน้อย 3 คนถึงจะจัดการได้…
“ขอโทษที่ถามนะเ้าค่ะ…ท่านอยู่ขั้นไหนกันแน่หรือเ้าค่ะ”
หลินเทียนตอบเรียบๆ ราวกับเป็เื่ธรรมดา
“ข้าอยู่ก่อกำเนิดขั้นที่ 5 มีอะไรรึ”
“…!!”
นี่มันปีศาจในหมู่ปีศาจชัดๆ…
ซือเหยาคิดในใจ แม้นางจะเคยพบอัจฉริยะมามากมาย แต่ไม่มีใครให้ความรู้สึกกดดันเท่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้านางเลย
“เอ่อ…งั้นเรามาคุยเื่งานกันต่อดีกว่าเ้าค่ะ จากจำนวนสัตว์อสูรที่มีมาก ทางเราอาจต้องใช้เวลา 1–2 วันในการคำนวณและตรวจสอบสภาพเ้าค่ะ”
หลินเทียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ก่อนจะเอ่ยขึ้นเล็กน้อย
“ที่แท้ท่านก็เป็ถึงผู้จัดการสมาคมการค้านี่เอง ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะมีสถานะที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้”
ซือเหยายิ้มบางๆ
แต่แล้วก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
“หลังจากที่ท่านออกจากเมืองไป…คนของสำนักเมฆาภิภพได้มาก่อกวนท่านบ้างมั้ยเ้าค่ะ”
หลินเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา
“มีสิ เ้าผู้าุโที่ 8 ส่งคนมาจัดการข้า 5 คน ก่อกำเนิดขั้น 4 สามคน ขั้น 6 หนึ่งคน…แล้วก็ขั้น 7 อีกหนึ่งคน”
“!?”
“แล้วท่านหนีรอดมาได้ยังไงเ้าค่ะ พวกเขาไม่ได้ลงมือกันหรือ หรือท่านใช้แผ่นหยกที่ข้าให้ไป”
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ให้พวกเขาดู พวกเขาเลือกจะตามข้าออกไปให้ห่างจากเมือง เพื่อจะลงมือแบบไม่มีใครเห็น”
หลินเทียนยิ้มบางๆ
“แล้วท่านคิดว่า…แผ่นหยกนั้นจะใช้ได้ในสถานการณ์แบบนั้นงั้นหรือ”
ซือเหยานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันที
“แล้วท่านรอดมาได้ยังไงหรือเ้าค่ะ…”
หลินเทียนยิ้มมุมปาก
“ข้าสังหารพวกเขาน่ะสิ…แต่ชายที่อยู่ขั้น 7 รอดไปได้”
“!?”
“ท่านเพิ่มเชื้อไฟให้พวกเขาทำไมด้วย ฝีมือของท่านคงหลบหนีได้ไม่ใช่หรือ”
“ทำก็ทำได้แหละ…แต่ข้าไม่อยากให้คนพวกนั้นตามข้ามาถึงสำนักข้านะสิ”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“แม้่หลังจะมีคนมาถึงหน้าสำนักข้าก็เถอะ…แต่พวกนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว คงกลับไปรายงานกันไปหมดแล้วมั้ง”
“เห้อ…ท่านนี่มัน…”
ซือเหยาทำท่าจะบ่น แต่ก็หยุดไว้
“แล้วท่านมาที่เมืองทำไมหรือเ้าค่ะ ไม่กลัวพวกเขาเจอตัวท่านหรือ”
“ข้าจะพาไป๋ซี ศิษย์ข้ามาหาซื้ออาวุธ นางยังไม่มีอาวุธเลย”
“งั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้ว เชิญท่านพาลูกศิษย์ไปซื้อของเถอะเ้าค่ะ”
นางลุกขึ้น ก่อนจะเดินออกมาส่งทั้งสาม
หลินเทียนเดินนำออกไปด้านนอก
ผู้คนมากมายยังคงมองเขาเป็ตาเดียว
“ท่านอาจารย์ ท่านจะพาข้าไปซื้อของที่ไหนหรือ” ไป๋ซีถามขึ้นหลังเดินออกมาไกลพอสมควร
“ไม่รู้สิ…ข้าก็เคยมาที่เมืองนี้แค่ครั้งเดียวเอง”
คำตอบตรงไปตรงมาจนสองพี่น้องเงียบไปหนึ่งจังหวะ
“ข้าว่าพวกเราไปหาร้านอาหารกินกันก่อนเถอะ ค่อยหาซื้อของพรุ่งนี้ วันนี้พักผ่อนเต็มที่”
“ขอรับ!” / “เ้าค่ะ!”
ทั้งสองตอบรับอย่างพร้อมเพรียง
ไม่นาน พวกเขาก็เดินมาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งริมถนน ร้านดูใหญ่พอสมควรและคึกคักไปด้วยผู้คน
ทั้งสามเข้าไปสั่งอาหาร แล้วนั่งรอกันเงียบๆ
แต่แล้ว…
เสียงจากโต๊ะข้างๆก็ดังขึ้น
“พี่ใหญ่ ท่านจะเข้าร่วมการประลองจริงหรือ”
“แน่นอน รางวัลของการประลองมันคุ้มค่าที่จะลอง เ้าไม่คิดงั้นหรือ”
“แต่มันเสี่ยงนะพี่ใหญ่ คนจากสำนักมากมายก็มาเข้าร่วม ไม่แน่อาจมีพวกสำนักใหญ่มาด้วย แบบนี้เราจะเอาอะไรไปชนะพวกเขา”
หลินเทียนนั่งฟังเงียบๆ
สายตาเริ่มมีแววสนใจเล็กน้อย
ทันใดนั้น
ติ้ง!
แจ้งเตือนภารกิจ: ให้ศิษย์ของท่านเข้าร่วมการประลอง และติด 1 ใน 3 อันดับแรก
รางวัล: สุ่ม!
“หือ…ภารกิจหรอนี่”
หลินเทียนเลิกคิ้ว
“แกไปอยู่ไหนมาวะ ข้านึกว่าแกหมดภารกิจแล้วซะอีก เห็นเงียบไปนาน นึกว่าทั้งชีวิตแกจะมีแค่ภารกิจเดียว”
เสี่ยวเอ๋อตอบทันที
“โถ่นายท่าน…ในป่ามันจะมีภารกิจอะไรให้ท่านทำกันคะ ถ้าข้าให้ท่านไปตกปลา หรือไปล่าเ้าจิ้งจกั์ ท่านก็คงบ่นข้าอีกสิ (◕ᴗ◕✿)”
“…”
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำ
“แสดงว่าข้าต้องออกมาเจอความวุ่นวายสินะ ถึงจะมีภารกิจ”
“ใช่ค่ะ (ʘᴗʘ✿)”
คำตอบสั้นๆ…แต่แทงใจดำแบบตรงเป๊ะ
หลินเทียนถอนหายใจเบาๆ
สายตาเหลือบไปมองสองศิษย์ของตน
ในใจเริ่มมีแผนบางอย่างก่อตัวขึ้นช้าๆ