ราชันย์ราชบัลลังก์เลือด

    ตอนที่ 32 ขุมทรัพย์

    ลั่วเทียนสำรวจพื้นที่ป่าบริเวณโดยรอบพื้นที่เย่หลันฝึกฝนโดยใช้สุดยอดวิชาประจำตัวก็คือ ก้าวหมื่นลี้ ซึ่งมันเป็นวิชาที่เร็วเหนือเสียงด้วยซ้ำ แต่ด้วยพื้นฐานการบ่มเพาะพลังงานของลั่วเทียนตอนนี้ยังไม่อาจจะทำได้ถึงขนาดนั้น
    ตอนนี้ลั่วเทียนใช้สุดยอดวิชาเคลื่อนที่สำรวจพื้นที่ได้ทีละสิบเมตรเท่านั้น(หนึ่งลี้เท่ากับห้าร้อยเหมตร) ซึ่งมันเป็นแค่เศษเสี้ยวของวิชาประจำตัว แต่ลั่วเทียนก็เข้าใจว่าถึงแม้จะเป็นแบบนี้ก็พอที่จะเอาตัวรอดได้อย่างสบายในป่าแห่งนี้
    หลังจากตรวจสอบความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ลั่วเทียนใช้เส้นทางสำรวจโดยมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของป่า เขาเจอสัตว์อสูรระดับล่างมากมายระหว่างทาง แต่ลั่วเทียนเองก็ไม่ได้สนใจซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการเพิ่มระดับการบ่มเพาะพลังงานของเขา
    ลั่วเทียนขอแค่เพียงพบสิ่งของที่สามารถนำมาเพิ่มพลังงานชนิดไหนก็ได้ ตัวของลั่วเทียนเองมีวิธีการดูดซับได้ทั้งหมดโดยไม่เกี่ยงขอบเขตการบ่มเพาะพลังงานเลย
    ลั่วเทียนสำรวจพื้นที่ป่ามาได้ครึ่งวันห่างจากจุดที่เย่หลันอยู่ก็ประมาณห้าสิบลี้เห็นจะได้ เขามาถึงเขตป่าชั้นในโดยสภาพของป่ามีทั้งความชื้นสูง รกทึบ มีต้นไม้สูงใหญ่เป็นจำนวนมาก ลั่วเทียนคิดว่าเขตป่าชั้นในนี้น่าจะเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับสูงอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้
    ตอนนี้ลั่วเทียนมีระดับการบ่มเพาะพลังงานประสานดาราขั้นกลาง เขาจำเป็นที่จะต้องอาศัยวิชาในการลบร่องรอยและกลิ่นอายของเขาเพื่อไม่ให้สัตว์อสูรพบเจอเพราะมันจะเป็นปัญหายุ่งยาก
    ซึ่งสัตว์อสูรบางจำพวกอาจมีลักษณะพิเศษในการรับรู้กลิ่นตามเผ่าพันธุ์กำเนิด ตอนนี้ลั่วเทียนระวังไม่ให้เจอสัตว์อสูรที่มีระดับการบ่มเพาะเทียบเท่ากับมนุษย์ในขอบเขตบรรพกาลเท่านั้น เพราะตัวตนเหล่านี้อาจพบความผิดปกติได้
    ลั่วเทียนเข้าไปยังเขตป่าชั้นในผ่านพวกอสูรที่อาศัยอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มซึ่งมันยากต่อการลอบสังหารเป็นอย่างมากหากอยากได้แก่นอสูรมาเพิ่มพลังงาน
    หลังจากสำรวจไปได้สักพักลั่วเทียนพบความผิดปกติด้านหน้าของเขา มันเหมือนกับเป็นการสร้างภาพจำลองขึ้นมาโดยติดตั้งด้วยค่ายกลพรางตา
    ลั่วเทียนเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ เขาจึงเริ่มตรวจสอบด้านหน้าที่เขาเห็นเป็นถ้ำแห่งหนึ่งมีไม้เลื้อยจากธรรมชาติขึ้นเต็มไปหมด หากมองดูทางเข้าของถ้ำนั้นดูมืดสนิท และดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่เลย มันเงียบเป็นอย่างมาก
    ลั่วเทียนตรวจสอบจุดที่น่าจะเป็นการติดตั้งของอุปกรณ์ค่ายกล เขาใช้เวลาสำรวจนานมากแต่ก็ยังไม่พบ ลั่วเทียนสงสัยว่าตัวเองอาจคิดมากไปว่ามันเป็นค่ายกล
    แต่แล้วในที่สุดหลังจากเขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าเพื่อนั่งพัก เขาก็พบกับอักษรบนหน้าปากถ้าส่วนหนึ่งซึ่งมีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมอยู่ ลั่วเทียนจึงเลิกหยุดนั่งพัก เขาทำการตัดเถาวัลย์ในส่วนที่ปกปิดตัวอักษรที่เหลือออก เพื่อให้อ่านได้ใจความ
    หลังจากทำความสะอาดเสร็จลั่วเทียนก็พบว่าอักษรที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นภาษาโบราณที่มีแต่ยุคแรกเริ่มเท่านั้นที่จะอ่านทำความเข้าใจมันได้
    ลั่วเทียนยืนอยู่บริเวณปากถ้ำเขาอ่านอักษรจากผู้ที่ทิ้งไว้ว่า "หนึ่งหยดเลือดพานพบโชคชะตา" ลั่วเทียนทราบทันทีเหตุผลที่ผู้ฝึกตนจงใจให้ค่ายกลปรากฏหลังจากผ่านไปหลายล้านปี มันต้องเกี่ยวข้องกับตัวเขาเองอย่างแน่นอน เพราะมันเหมือนบังเอิญมากจนเกินไป ซึ่งตัวตนที่จะอ่านได้ออกตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในโลกเบื้องล่างนั้นต่างพากันตายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็ไปอาศัยอยู่ในโลกที่สูงกว่านี้
    หากเจ้าของถ้ำแห่งนี้ไม่ต้องการให้มันปรากฏ แน่นอนมันย่อมไม่อาจทำให้เขาเห็นเบาะแสที่เป็นอยู่น่ะตอนนี้ หรือหากมันปรากฏเพราะการเสื่อมโทรมตามกาลเวลาจริง ก็คงไม่มีผู้ใดอ่านอักษรโบราณออก
    ลั่วเทียนเก็บเอาความบังเอิญเหล่านี้เอาไว้มีเวลาว่างเขาค่อยมาคิดดูอีกที
    ตอนนี้ลั่วเทียนใช้หยดเลือดหยดลงไปบนผนึกอักษร จากภาพที่มืดสนิทดูน่ากลัว ตอนนี้ปรากฏทางเข้าเป็นบันไดลงสู่ข้างล่าง ด้านข้างผนังทั้งสองข้าง พบเพียงคบเพลิงที่ติดไว้เริ่มส่องสว่างทำให้มองเห็นทางเดิน
    เขาเดินไปตามทางที่ควบเพลิงส่องสว่าง และสำรวจไปด้วยเผื่ออาจมีกับดักซ่อนอยู่ หลังจากเดินมาได้สักพักลั่วเทียนก็พบว่ามันไม่มีกับดักติดตั้งไว้ จนเข้ามาด้านในสุด
    ลั่วเทียนมีสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที เขาดีใจเพราะสมบัติที่กองอยู่ตรงหน้ามันสามารถนำมาเสริมพลังงานมหาสมบัติเทพของเขาได้ส่วนนึง หากมหาสมบัติเทพถูกฟื้นฟู เขาก็สามารถที่จะเชื่ิิอมต่อจิตวิญญาณนำสิ่งของออกมาใช้ได้
    "นี่มันทำให้ข้าดีใจมากจริง ๆ "ลั่วเทียนกล่าวกับตัวเอง










    คล้ายกับเรื่องราชันย์ราชบัลลังก์เลือด ที่คุณอ่าน