ตอนที่ 19
การซุ่มโจมตี
หลังจากได้รับอาวุธกึ่งเซียนที่ทำมาจากหนวดัแล้ว ในตอนนี้เจียงเฟิงก็ตั้งใจที่จะเดินทางกลับไปที่เมืองเฟิงเฉิน
ด้วยพาหนะการเดินทางของเขาในตอนนี้ การเดินทางอย่างไม่รีบเร่งเหมือนตอนที่เดินทางมา
เพียงแค่ห้าวันก็สามารถเดินทางกลับไปถึงเมืองเฟิงเฉินได้แล้ว
ในตอนที่เดินทางมาที่ชายแดนด้วยความรีบเร่ง มันเลยทำให้ต้องใช้พาหนะเดินทางอย่างเกินตัวจึงสามารถเดินทางไปถึงได้ในระยะเวลาสามวัน
แต่ในตอนนี้เมื่อได้ของชิ้นนั้นมาอยู่ในกระเป๋าแล้ว ไม่มีอันใดที่จำเป็จะต้องรีบเดินทางอย่างปกติก็ใช้เวลาประมาณห้าวัน
เจียงเฟิงยังคงเก็บตัวอยู่ในรถม้า ในตอนนี้เจียงเฟิงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการใช้ปราณิญญาของตนเอง
หล่อเลี้ยงอาวุธกึ่งเสียงที่เขาเพิ่งได้รับมา
อาวุธกึ่งเซียนชิ้นนี้มีชื่อว่าเชือกพันธนาการั แน่นอนว่าตอนนี้มันได้รับความเสียหายไม่น้อย
เจียงเฟิงเป็เพียงแค่ผู้ฝึกปราณขั้นหนึ่งขอบเขตรากไม้เท่านั้น จะมีพลังปราณเพียงพอกับการซ่อมแซมอาวุธกึ่งเซียนได้อย่างไร
แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่หล่อเลี้ยงมัน เพื่อที่ไม่ทำให้มานั้นเสียหายไปมากกว่านี้เท่านั้น
ส่วนเกี่ยวกับเื่การหล่อเลี้ยงอาวุธเช่นนี้ เจียงเฟิงก็คิดเอาไว้แล้วเช่นเดียวกัน วิธีการหล่อเลี้ยงอาวุธเซียนชิ้นนี้ได้ดีที่สุดย่อม เหมือนกับการที่เขาหล่อเลี้ยงท่อนไผ่ิญญาเขียว
แก่นพลังของพวกิญญาทมิฬ เป็แก่นพลังที่บริสุทธิ์ที่สุดเหมาะกับการหล่อเลี้ยงพวกอาวุธวิเศษหรือว่าวัตถุเซียนพวกนี้เป็อย่างมาก
เจียงเฟิงรู้ว่าในเมืองเฟิงเฉินหรือว่าใกล้ๆเมือง มันมีพวกิญญาทมิฬที่มีระดับสูงอยู่
อย่างต่ำก็เป็ิญญาทมิฬขอบเขตสาม ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแก่นพลังที่ได้มาจากมันจะมากมายเพียงใด
ในขณะที่รถม้าของเจียงเฟิงเคลื่อนที่ผ่านเมืองเล็กๆแห่งนึงมา
รถม้าที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่ จู่ๆก็หยุดชะงักลงอย่างรวดเร็ว สารถีที่เป็ชายชราผู้ที่ควบคุมรถม้าบังคับให้รถม้าหยุดลง
เจียงเฟิงที่นั่งอยู่ในรถม้าก็ขมวดคิ้ว รถม้าชนิดนี้เป็รถม้าชั้นดี แม้ว่าจะหยุดรถม้ากะทันหันอย่างไร ภายในรถม้าก็ไม่ได้ะเืเลยแม้แต่น้อย
แต่ว่าคนภายในรถม้าจะสามารถรู้ได้ว่ารถม้านั้นหยุดชะงักลง นี่ทำให้เจียงเฟิงที่นั่งอยู่ภายในรถม้าต้องขมวดคิ้วอย่างสงสัย
ก่อนที่เจียงเฟิงจะเคลื่อนไหวลุกขึ้นเปิดรถม้าออกไปดูด้านนอก เฉินอวี้และซินอวี้ก็เดินออกมาเช่นเดียวกัน
ทั้งสามออกมาด้านนอกในตอนนี้ ภาพที่พบเห็นก็คือกลุ่มชายฉกรรจ์หลายสิบคนที่ยืนดักรออยู่ด้านหน้า
พวกมันทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้ปิดบังใบหน้าส่วนใหญ่เป็ชายฉกรรจ์ที่มีหน้าตาธรรมดาทั่วไป
คนพวกนี้สิ่งที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปก็คงจะเป็ปราณิญญารอบร่างกาย มันเป็ปราณิญญาสีดำสนิทเป็อย่างยิ่ง
เจียงเฟิงใบหน้ายังคงเรียบเฉย “เป็ฝีมือของิญญาทมิฬ”
“เป็การใช้ปราณิญญาของพวกมันเลี้ยงซากศพ”
การเลี้ยงซากศพที่ว่ามันไม่ได้เป็การที่เอาปราณิญญาไปหล่อเลี้ยงซากศพของคนที่ตายแล้ว
แต่มันเป็วิธีต่ำช้าของพวกิญญาทมิฬ เป็การนำเอาปราณิญญาของพวกมัน ใส่เข้าไปภายในร่างกายของเหยื่อ
หลังจากนั้นปราณิญญาพวกนั้นก็จะถูกบ่มเพาะขึ้นมาเป็เมล็ด
แล้วคนที่มีเมล็ดิญญาทมิฬอยู่ภายในร่างกาย พวกเขาเองก็จะเริ่มค่อยๆเปลี่ยนไป สุดท้ายแล้วก็กลายเป็ซากศพที่มีชีวิต
ที่พวกิญญาทมิฬใช้วิธีนี้ในการหล่อเลี้ยงซากศพ
นั่นย่อมเป็เพราะว่าการที่เอาศพของคนตายมาหล่อเลี้ยงกลายเป็ซากศพ บางศพนั้นตายไปนานแล้วเลยทำให้เนื้อหนังหรือแม้กระทั่งกระดูกเองก็ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนตอนที่ยังมีชีวิต
มันเลยทำให้พวกิญญาทมิฬมักจะหล่อเลี้ยงจากคนเป็ ให้กลายเป็ซากศพแล้วก็ทำให้ร่างกายของซากศพนั้นมีคุณสมบัติมากที่สุด
แต่ว่าวิธีนี้ส่วนใหญ่มันก็จะเป็พวกิญญาทมิฬใช้กับพวกคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน
เพราะว่าถ้าเกิดว่าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน เมื่อมีิญญาทมิฬนำเอาเมล็ดิญญาทมิฬเข้าใส่ร่างกาย
คนพวกนั้นเองก็จะรู้ถึงความผิดปกติของร่างกายของตนเอง แล้วก็จะแก้ไขได้ในทันที
มันทำให้วิธีนี้ของพวกิญญาทมิฬใช้ได้กับเพียงแค่พวกคนธรรมดาเท่านั้น
เพราะแบบนั้นผู้เป็อาจารย์ของเจียงเฟิง ก็ได้บอกว่าสิ่งนี้มันถูกเรียกว่าศพทมิฬ
ถึงแม้ว่าวิชาหล่อเลี้ยงศพทมิฬพวกนี้จะใช้ได้กับเพียงแค่คนธรรมดาเท่านั้น แต่ว่าเมื่อคนธรรมดาถูกหล่อเลี้ยงให้เป็ศพทมิฬมันเองก็จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
อย่างเช่นพวกกลุ่มที่อยู่บริเวณด้านหน้าในตอนนี้ เพียงแค่มองด้วยสายตาก็รู้ได้ในทันทีว่าร่างกายของพวกมันบางตัว แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสองเลย
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็พวกขอบเขตหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ ซึ่งร่างกายไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก
เจียงเฟิงแม้ว่าในตอนนี้ยังคงยืนนิ่ง แต่ในใจเองก็กำลังขบคิดอยู่หลายอย่าง ‘เป็ิญญาทมิฬตนนั้นอย่างนั้นหรือ’
‘ถ้าแบบนั้นก็แน่ชัดแล้วอีกฝ่ายอยู่ภายในเมือง’
‘เพราะว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ภายในเมืองไม่มีทางที่ ตัวของมันจะส่งพวกศพทมิฬพวกนี้มาล้อมโจมตีอย่างแน่นอน’
การลงมือของอีกฝ่ายในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็เพียงแค่การอย่างเชิงเท่านั้น
แต่ว่าอีกฝ่ายเองก็ทำพลาดเช่นเดียวกัน เป็การเปิดเผยตำแหน่งของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้านี้เจียงเฟิงไม่ค่อยมั่นใจว่าอีกฝ่ายอยู่ภายในเมืองเฟิงเฉินหรือไม่
แต่ว่าหลังจากที่อีกฝ่ายลงมือในครั้งนี้ก็เปิดเผยตำแหน่งของตนเองเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าการที่อีกฝ่ายลงมือแสดงว่าอีกฝ่ายต้องเห็นว่าเขาเดินทางออกมาจากเมืองเฟิงเฉิน
ในตอนที่เดินทางออกมาจากเมืองเฟิงเฉิน เจียงเฟิงไม่ได้ตั้งใจที่จะปิดบังร่องรอยของตนเอง
เพราะแบบนั้นเขาเลยใช้พาหนะที่ไม่ธรรมดา ของจวนแม่ทัพในการเดินทางออกมาจากเมือง
ิญญาทมิฬตนนั้นก็คงจะเห็นเข้าและมันก็คงจะคาดเดาได้ว่า คนของกองทัพที่พบเจอิญญาทมิฬตอนนั้นน่าจะเป็เจียงเฟิง
แล้วมันเองก็ส่งพวกศพทมิฬพวกนี้ออกมาอย่างเชิงดู นี่แสดงว่าเ้าิญญาทมิฬตนนั้นอยู่ภายในเมืองเฟิงเฉินจริงๆแล้ว
เฉินอวี้หรี่ตาเล็กลง “คุณชาย”
เจียงเฟิงยกมือขึ้นห้ามอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้อง”
“ข้าจัดการเอง”
เจียงเฟิงะโลงจากรถม้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาะโลงมาจากรถม้ามองซ้ายมองขวาก็กล่าวขึ้น “มีกระบี่หรือดาบให้ข้ายืมหรือไม่”
ชายชราที่เป็สารถีรถม้ายิ้มก่อนที่จะโยนดาบเล่มหนึ่งที่อยู่ข้างกายให้ เจียงเฟิงรับมันเอาไว้อย่างรวดเร็ว
ดาบเล่มนี้น้ำหนักไม่เร็วถ้าเกิดว่าเป็คนธรรมดาทั่วไป หรือแม้กระทั่งถ้าเป็ผู้ฝึกปราณธรรมดาเกรงว่าก็คงจะต้องโซเซบ้าง
เพราะว่านี่เป็ดาบของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตไม่ต่ำคนหนึ่งที่ใช้งานเป็ประจำ
อย่างที่บอกว่าสารถีผู้ขับเคลื่อนรถม้าคนนี้ไม่ธรรมดา ชายชราผู้นี้เคยเป็หนึ่งในแม่ทัพที่เก่งกาจในกองทัพ
ดาบเล่มนี้ก็ย่อมเป็ดาบของผู้ฝึกยุทธ์ใช้งาน เจียงเฟิงดึงดาบออกมาเป็ดาบที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาทั่วไปเป็อย่างยิ่ง
แต่มันกับแผ่ซ่านไอเย็นเยือกออกมา เป็ไอสังหารที่บ่มเพาะจากการฆ่าฟัน
เจียงเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เหวี่ยงไปมาเพื่อควบคุมน้ำหนักแล้วก็ทดลองน้ำหนักดูสักพัก
หลังจากที่ควบคุมได้แล้วก็หันไปมองพวกศพทมิฬพวกนั้น
เจียงเฟิงค่อยๆเดินเข้าไปอย่างช้าๆมุ่งตรงเข้าไปใส่ซากศพพวกนั้น
ในขณะที่พวกซากศพทมิฬก็กระโจนเข้าใส่ราวกับคนบ้า