ความประหวั่นพรั่นพรึงทำให้เธอพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะหาทางหนีไปเสียให้พ้นจากเขา ใช้ทั้งศอกทั้งส้นเท้าให้เป็ประโยชน์ด้วยการถีบการถองเขาอย่างเต็มที่ขณะเดียวกันก็พยายามบิดกายให้พ้นจากข้อมือที่กระชับมั่น แต่แล้วก็ต้องหอบหายใจปนสะอื้นด้วยความสิ้นหวัง
“นี่.... ผมจะไม่ทนให้คุณทำอะไรอย่างคนเสียสตินี่อีกต่อไปแล้วนะ”
เขาคำรามเข้าใส่
แต่ทันทีที่พูดจบเธอก็สอดเท้าเข้าไปเกี่ยวขาเขาทำให้เสียหลักล้มลง แต่ขณะเดียวกันเขาก็รั้งร่างเธอให้ล้มกลิ้งลงไปด้วยกัน และก่อนที่เธอจะกลิ้งร่างขึ้นเพื่อให้หลุดเป็อิสระ เขาก็ขึ้นทาบทับร่างเธอไว้ ด้วยเสียงร้องร่ำที่แบรนดี้พยายามจะใช้มือตะกุยลูกตาของเขา แต่ดูเหมือนมันจะมิได้เข้าใกล้เป้าหมายเอาเสียเลย
และนั่นเป็ผลให้เขารั้งแขนทั้งสองข้างของเธอขึ้นชูไว้เหนือศีรษะและมือทั้งสองของเขาก็ตรึงแขนเธอไว้มั่น แบรนดี้หมดทางที่จะหลีกหนีจากเขาได้พ้น แต่กระนั้นก็ยังดิ้นเร่าอยู่ใต้ร่างของเขาที่ทาบทับอยู่นั่นเองแต่ดูเหมือนเขาจะเป็คนที่แข็งแรงเสียเหลือเกิน
“นี่....คุณจะหยุดเสียทีได้ไหม”
เขาคำรามอย่างเหลืออด
“รู้หรือเปล่าว่ายิ่งคุณทำอย่างนี้ ก็ยิ่งเป็การแสดงออกถึงไอ้ความโง่ของคุณเอง”
แบรนดี้หยุดดิ้น รวบรวมลมหายใจอยู่พักหนึ่งเบี่ยงศีรษะให้ไกลเสียจากใบหน้าที่ลอยอยู่ใกล้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลับตาไว้แน่น แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกถึงััแห่งลมหายใจที่รวยรินอยู่ใกล้นวลแก้ม ทุกสัดส่วนบนเนื้อตัวของเธอตกอยู่ภายใต้ขอบเขตอันจำกัด ด้วยพละกำลังจากเรือนกายของเขา และทุกลมหายใจที่เธอสูดไว้ในปอด อวลด้วยกลิ่นอายจากเรือนกายของผู้ชายคนนี้ จนสมองมึนงงไปสิ้น
“ถอยออกไปให้ห่างจากฉันนะ”
เธอกัดฟันปล่อยเสียงพูดอย่างคาดคั้นออกมา
“ฉันไม่้าให้คุณมาแตะต้องเนื้อตัวฉัน”
“อ้าว....งั้นหรอกรึ”
เสียงพูดของเขาปนสำเนียงหัวเราะเมื่อเห็นเธอนิ่งเงียบลงบ้าง
“ที่จริงผมน่ะควรจะฝากรักคุณเสียเลยนะ เพราะรู้สึกว่าเป็วิธีเดียวเท่านั้น ที่นังแมวป่าอย่างคุณสมควรจะรับ”
เสียงกริ่งอันตรายรัวสนั่นขึ้นในสมอง แม้ว่าเสียงนั้นจะไม่เล็ดลอดออกมาจากเรียวปากของเธอก็ตาม แบรนดี้อาจจะกังวลกับความปลอดภัยของชีวิตตนเองมากเกินไป จนนึกไปไม่ถึงว่าเขาอาจจะคิดข่มขืนเธอขึ้นมาก็ได้เธอลืมตาโพลงขึ้น เผยให้เห็นดวงตาคู่สีเขียวขาบที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ความกลัวที่บังเกิดขึ้น ทำให้เธอผลุนผลันจะลุกขึ้น เพื่อที่จะอ้อนวอนมิให้เขาทำร้ายเธอ
แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนั้น ทำให้เรียวปากของเธอกระทบเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างไม่ตั้งใจเป็ริมฝีปากที่อบอุ่นหนักแน่น แต่ทว่ามิได้มีความรู้สึก แต่อย่างใดเช่นเดียวกับเธอ แบรนดี้ถึงกับนิ่งขึงไปด้วยััที่มิได้ตั้งใจนั้น ได้แต่นอนตัวแข็งอยู่ภายใต้ร่างที่ทาบทับไว้ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะเชื่อแน่ว่าในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ เธอจะต้องได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเหี้ยมโหดด้วยจุมพิตที่ไร้ปรานีนั้น เพียงแค่ความคิดก็ทำให้เธอร้อนผ่าวไปทั่วสรรพางค์กายแล้ว
“ได้โปรดเถอะค่ะ”
น้ำเสียงของเธอไม่ต่างไปกว่าเสียงกระซิบ เมื่อปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปครู่หนึ่งและเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ปล่อยฉันไปเถอะนะคะฉันสาบานได้ค่ะ.... สาบานได้จริง ๆ ว่าฉันจะไม่บอกตำรวจหรอก”
เรียวปากที่เคลื่อนไหวอยู่ด้วยการเปล่งเสียงพูดออกมา ดูเหมือนจะทำลายมนต์ที่ตราตรึงอยู่ลง แต่แบรนดี้ก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเขาจะเลือกตัดสินใจอย่างไร ดูเหมือนมันจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นอยู่ ยามที่ดวงตาคู่สีดำสนิทกวาดไปทั่วใบหน้าของเธอ
ในขณะที่เธอต่อสู้ดิ้นรนอยู่กับเขานั้น ทำให้หมวกปีกกว้างที่ครอบศีรษะไว้หลุดออกอย่างไม่ตั้งใจเลยที่สายตาของแบรนดี้ จ้องจับอยู่กับเรือนผมหยักศกสลวยค่อนข้างหนาที่บางปอยของมันหล่นลงมาปรกอยู่บนแนว หน้าผาก แต่แล้วเมื่อนาทีแห่งความตึงเครียดนั้นผ่านพ้นไปแล้ว เขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“เอ๊ะ คุณ้าไปบอกตำรวจเื่อะไรกัน”
ดวงตาคมเข้มของเขาจ้องหน้าเธอเขม็ง แววแห่งความระแวดระวังปรากฏขึ้น ขณะที่เขาถอยห่างจากเรียวปากคู่นั้น
“ฉัน....ฉันจะไม่บอกตำรวจว่าฉันพบคุณน่ะสิคะ”
เธอให้สัญญาเสียงสั่น
"ฉันหมายถึงว่า ฉันไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าคุณกำลังขโมยวัวตัวไหนมาเลยสักตัวเดียว ซึ่งมันก็เป็ความจริง ฉันรับรองได้เลยค่ะว่าฉันจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับการพบปะคุณทั้งสิ้น"
ริมฝีปากของเขาเหยียดออกเป็รอยยิ้มทันที
“อ๋อ.... ถ้างั้นคุณก็คงจะเดาได้แล้วสินะว่าผมออกมาที่นี่ทำไม”
เธอพยักหน้ารับอย่างไม่ใคร่มั่นใจนัก รู้สึกวุ่นวายใจว่า ที่จริงแล้วเธอไม่ควรจะพูดอะไรเกี่ยวกับเื่การขโมยปศุสัตว์เลย เพราะบางทีมันอาจจะยิ่งทำให้เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะต้องไม่ปล่อยเธอให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน
และด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับผู้ชายร่างใหญ่ ที่เขากลิ้งร่างผลุดลุกขึ้นยืนอย่างว่องไวตระหง่านค้ำร่างเธอไว้ราวกับรูปปั้น มือทั้งสองข้างเท้าสะเอวไว้
“และคุณก็สัญญาแล้วนะว่าจะเก็บเื่ความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผมไว้”
น้ำเสียงที่ถามออกมานั้นแฝงแววขบขันอยู่
“ค่ะ ถ้าคุณจะปล่อยฉันไป”
แบรนดี้ตกปากรับคำในทันที
เธอค่อย ๆ เลื่อนร่างลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะถอนสายตาจากดวงตาที่กำลังจ้องมองมาอย่างมาดหมายเป็ครั้งแรกที่แบรนดี้เพิ่งสังเกตเห็นเสื้อที่ขาดวิ่น และมีจุดเืแดง ๆ ปรากฏอยู่ เนื่องจากถูกหนามไหนเกี่ยวไว้ทั่ว เธอพยายามใช้ความสามารถอย่างดีที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าเธอได้ปกปิดร่างกายส่วนที่เปิดเผยไว้โดยที่มิได้แสดงความสนใจในมันมากจนเกินไปนัก
“ถ้า.... ถ้าคุณจะช่วยชี้ทางให้.... ฉัน”
เสียงพูดของเธอตะกุกตะกักด้วยรู้สึกใจคอไม่ดี
“แล้วคุณอยู่แถวไหนล่ะ”
เขาสวนคำถามขึ้น
“บ้านอเมสค่ะ.... พ่อฉันชื่อสจ๊วต อเมส ห่างจากซากัวโร แร้นซ์ ไปทางตะวันออกประมาณ 15 ไมล์”
แบรนดี้อธิบายทั้ง ๆ ที่ความหวาดหวั่นราวจะบีบรัดอยู่ตรงคอหอย
เขายืนนิ่งอยู่เป็ครู่ และแล้วก็สั่นศีรษะ
“ผมคิดว่าตัวเองไม่ค่อยคุ้นกับแถบนี้สักเท่าไหร่นักหรอก จำได้แต่เพียงว่ามีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ตรงถนนหลวงข้างนอกนั่น แต่จะห่างไกลจากที่นี่สักเท่าไหร่น่ะผมเห็นจะบอกคุณไม่ได้หรอก และโดยเฉพาะในเวลาค่ำมืดอย่างนี้ ผมยังไม่สามารถจะให้ทิศทางที่ถูกต้องกับคุณได้อย่างแน่นอน”
แบรนดี้เชื่อว่าเขาพูดจริง เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงคิดอยากจะเชื่อเขา แต่มันมีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ที่บอกให้เธอรู้ว่าเขาพูดความจริง เธอผลุดลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งกระชับอกเสื้อที่เผยออ้าอยู่ แม้แต่ในยามที่ยืนขึ้นเต็มตัว เธอก็ยังต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา
“ที่ฉัน้าก็เพียงแค่ชี้ทางออกโดยทั่ว ๆ ไปเท่านั้นละค่ะ”
เธอรีบให้คำรับรองกับเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
“พอฉันมองเห็นภูมิประเทศที่มันคุ้นตา ฉันก็คงจะพอหาทางกลับไปบ้านได้เองนั่นแหละค่ะ”
“แล้วนี่พ่อแม่คุณเขาจะออกตามหาคุณกันไหมนี่”
ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมละสายตาที่จรดจ้องอยู่จากดวงตาสีเขียวขาบคู่นั้น
คราวนี้ แบรนดี้ต้องชั่งใจอย่างหนักว่าควรจะกล่าวเท็จหรือว่าพูดออกไปตามความจริง อย่างไรก็ตามการพูดไปตามความจริงดูจะทำให้เธอปลอดภัยกว่า ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจตอบเขาออกไปว่า
“ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพ่อกับแม่จะออกตามกันหรือเปล่า”
เธอตอบไปตามความเป็จริง
“ค่ำวันนี้พ่อกับแม่ออกไปงานเลี้ยงข้างนอก มันขึ้นอยู่กับว่าเขาจะเข้าไปดูในห้องว่าฉันกลับมาถึงบ้านแล้วหรือยังตอนที่เขากลับกันมานั่นแหละค่ะ”
"หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาจะไม่รู้ว่าคุณ จะหายไปจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้าสินะ”
เขาทวนถามเป็เชิงย้ำ คล้ายกับ้าจะทำความเข้าใจในคำพูดของเธอให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แบรนดี้ก้มลงมองเท้าของตนเอง ตอบค่อย ๆ ว่า
“ใช่ค่ะ”
ดูเหมือนเขาจะพิจารณาในคำตอบของเธออยู่เป็ครู่
“ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็อยากจะส่งคุณกลับไปเสียให้พ้น ๆ เหมือนกัน”
เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด
“แต่ผมก็ไม่สามารถจะส่งคุณกลับไปในท่ามกลางความมืดของทะเลทรายนี้ได้ เพราะคุณอาจจะถึงบ้านหรือไม่ถึงบ้านได้เท่า ๆ กัน และที่ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณเกิดไปหกล้มแข้งขาหักเข้าซึ่งถ้าใครสักคนหนึ่งเขาตามคุณมาจนถึงแคมป์ผม เขาอาจจะตำหนิผมได้”
เขาหันหลังจากเธอมองไปยังกองไฟ ยกมือขึ้นถูไถปลายคางที่ครึ้มหนวดอย่างใช้ความคิด
“ซึ่งไอ้ความยุ่งยากอย่างนั้นน่ะผมไม่้าหรอก”
“แต่....”
แบรนดี้ตั้งท่าจะปฏิเสธ
“อย่าเถียงผมหน่อยเลยน่า”
เขายกมือขึ้นเป็เชิงห้าม
“คืนนี้คุณจะต้องพักอยู่ที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ผมจะส่งคุณกลับได้”
“แต่.... ฉันอยู่ที่นี่กับคุณไม่ได้หรอกค่ะ”
เธอรีบบอกปฏิเสธออกไปโดยไม่ทันคิดด้วยซ้ำ
เขาเอี้ยวคอมามอง แววดุร้ายฉายชัดขึ้นมาในดวงตาทันที
“มันเื่อะไรล่ะ ทำไม คุณกลัวการที่จะต้องคลุกคลีอยู่กับโจรปล้นวัวงั้นเรอะ”
แบรนดี้กล้ำกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเต็มที กระชับอกเสื้อไว้แน่น
“ฉันจะเชื่อใจคุณได้ไหมคะนี่”
เธอถามออกไปซื่อ ๆ
“สิ่งเดียวที่เราจะต้องได้รับร่วมกันก็คือความอบอุ่นจากกองไฟนั่น”
เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความมั่นใจ “แล้วก็ไอ้การที่คุณไปยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ คุณไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมันหรอก”