'ท่านอย่าเอ่ยถึงนางให้ฮูหยินได้ยินเชียวนะเ้าคะเพราะฮูหยินกับนางไม่ถูกกัน ยามที่นางมีชีวิตอยู่มักจะมีเื่ทะเลาะกับฮูหยินไม่เว้นแต่ละวัน'
'งั้นหรือ แต่นางเป็เพียงแค่อนุ ทำไมถึงกล้าทะเลาะกับฮูหยินของเรือนล่ะ' มู่หนิงฮวาถามด้วยความสงสัย
'เพราะนางถือตัวว่าเป็คนโปรดของนายท่านอย่างไรล่ะเ้าคะ'
หลังจากที่อาจูพูดจบ พลันมีสายลมเย็นพัดโชยมาจากข้างนอกกระทบผิวกายวูบหนึ่งจนรู้สึกสั่นสะท้าน
'อีกอย่าง เรือนเล็กที่ท่านอยู่ตอนนี้ก็คือเรือนของนาง หลังจากที่นางจากไปมีคนเคยเห็นิญญาของนางบ่อยๆ ด้วยเ้าค่ะ'
ปัง!
เสียงประตูปิดกระแทกผนังหลังจากลมพัดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
'ว้าย!'
อาจูสะดุ้งโหยงด้วยความใพร้อมรีบเข้ามากอดขาของมู่หนิงฮวาเอาไว้แน่น
ดึกดื่นค่อนคืนดวงจันทร์กระจ่างอยู่บนฟ้าท่ามกลางหมู่ดาวที่กำลังส่องแสงระยิบระยับ ในเรือนหลังเล็กที่ใครๆ ต่างล่ำลือกันว่ามีิญญาของอนุเน่จ่าวอิงสถิตย์อยู่ ตอนนี้มีใครบางคนกำลังนอนกระสับกระส่ายท่ามกลางความมืด
นับแกะก็แล้ว ร้องเพลงก็แล้ว เมื่อฝืนนอนหลับต่อไปไม่ไหวร่างบางจึงลุกพรวดขึ้นนั่ง เื่ของเน่จ่าวอิงที่อาจูเล่าให้ฟังเมื่อตอนเย็นทำให้หญิงสาวนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะกลัวแต่เพราะเธอกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ต่างหาก
อย่างน้อยในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้างที่ได้มาอยู่ที่เรือนเล็กแห่งนี้ เป็เพราะคำเล่าลือถึงิญญาอนุเน่จ่าวอิงทำให้ไม่มีใครกล้ามาอยู่เฝ้าเธอในเวลากลางคืน
เธอจึงจะใช้โอกาสนี้ในการหลบหนีออกไปจากที่นี่!
เมื่อคิดได้ดังนั้น มู่หนิงฮวาจึงแอบย่องไปเปิดประตูไม้ออก เมื่อเห็นภายนอกไม่มีผู้ใดนอกจากความมืดในยามราตรีกาล หญิงสาวจึงเดินออกไป
เหล่าทหารเวรที่ยืนเฝ้าหน้าประตูหลังจวนกำลังยืนสัปหงกกันด้วยความง่วงงุน จวนเ้าเมืองไป่เหอไม่เคร่งครัดเื่กฏระเบียบเพราะผู้เป็หัวหน้าไม่ใส่ใจ ทำให้เกิดความหละหลวมในการปฏิบัติหน้าที่
"คร่อก" คอของทหารยามตกลงก่อนจะสะดุ้งขึ้นมา เขารีบลืมตาตื่นเพราะกลัวจะมีผู้ใดมาเห็น
พลันจู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นชายผ้าขาวกำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลมพัดอยู่ตรงประตูเรือนเล็กของอนุเน่จ่าวอิง
เขารีบใช้มือขยี้ตา คราแรกนึกว่าตนเองตาฝาด แต่แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ชัดเจนขึ้นเมื่อเห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมยาวดกดำของนางปลิวไสวไปตามแรงลม ทว่าเขากลับไม่เห็นหน้าเพราะนางกำลังยืนก้มหน้าอยู่
"นั่นใคร!" เขาพยายามข่มความกลัวพลางถามเสียงสั่น
"..." เงียบ ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
"ข้าถามว่านั่นใคร" เขาถามอีกครั้งแต่ไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้
"ข้าคืออนุเน่จ่าวอิงอย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ" พูดจบ นางก็หัวเราะร่า เสียงของนางแหลมปรี๊ดทำให้คนฟังรู้สึกปวดหู
"ผะ ผี ผีหลอก!" นายทหารคนนั้นตาเบิกค้างด้วยความหวาดกลัว บริเวเป้ากางเกงรู้สึกได้ถึงความเปียกแฉะ ก่อนจะวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
มู่หนิงฮวาหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความขบขัน เมื่อเห็นชายผู้นั้นวิ่งหนีไป
"คนอะไรหลอกง่ายชะมัด" เธอเอ่ยพึมพำพร้อมดึงผ้าคลุมสีขาวออกจากร่าง
เมื่อไม่เห็นผู้ใดอยู่ตรงประตูทางออกจากจวนสกุลติง หญิงสาวจึงรีบวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าเมื่อไปถึงก็เห็นประตูถูกใส่กลอนล็อกเอาไว้อย่างดี
"บ้าจริง!" เธอสบถออกมาเบาๆ ก่อนจะหันซ้ายแลขวา เมื่อไม่เห็นทางออกอื่นใดจึงตัดสินใจปีนรั้วแทน
ใช้เวลาพักใหญ่กว่าที่มู่หนิงฮวาจะขึ้นมาอยู่บนรั้วได้ เมื่อมาถึงหญิงสาวหอบหายใจด้วยความเหนื่อย บนรั้วแห่งนี้สูงไม่ใช่เล่นๆ เลย
"นั่นใคร!" เสียงทหารดังแว่วมา
มู่หนิงฮวาหันกลับไปมองจึงพบทหารเกือบสิบนายกำลังวิ่งตรงมายังบริเวณที่เธออยู่ ในมือของพวกเขาถือคบเพลิงกันคนละอัน บริเวณหลังสุดมีนายทหารที่เธอแกล้งหลอกผีตอนแรกตามมาด้วย
"เอาวะ! เป็ไงเป็กัน ขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าต้องทนแต่งงานกับตาแก่ที่ไหนก็ไม่รู้" หญิงสาวตัดสินใจอย่างเด็ดขาดก่อนจะะโลงจากรั้ว ร่างบางซวนเซเล็กน้อย เมื่อตั้งตัวได้จึงรีบวิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต
"พวกบ้า! อย่าตามฉันมานะ" อุตส่าห์วิ่งเร็วแบบ 4*100 แต่ทหารเฝ้าจวนตระกูลติงก็ตามมาได้อย่างติดๆ
เป็ครั้งแรกที่มู่หนิงฮวาไม่รู้สึกปลาบปลื้มกับขาเรียวยาวนวลเนียนที่เธอเคยภาคภูมิใจเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนนี้มันไม่ได้ช่วยให้การหนีของเธอเร็วขึ้นเลยสักนิด
หญิงสาวพยายามอาศัยความมืดในการพรางสายตา ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเลี้ยวเข้าไปในตรอกซอยแคบๆ เบื้องหน้า
"นางหายไปไหนของนาง!" ชายผู้เป็หัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย พวกเขาเพ่งสายตามองซ้ายมองขวาก็ไม่พบผู้ใด หญิงสาวผู้นี้ปราดเปรียวว่องไวนัก ไม่เห็นแม้แต่เงาให้ตามตัว
"หรือนางจะหนีเข้าไปในหอหมื่นบุปผาขอรับ"
"ข้าว่าไม่น่าใช่! ใครมันจะโง่หนีเข้าไปในหอนางโลมกัน! ช่างเถิด รีบแยกย้ายกันตามหานางให้เจอเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกเราต้องโดนนายท่านกับฮูหยินลงโทษเป็แน่"
มู่หนิงฮวากวาดสายตามองบรรยากาศรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นี่น่ะหรือหอนางโลมในยุคหลายร้อยปีก่อน บริเวณโดยรอบถูกตกแต่งด้วยผ้าแพรที่เน้นสีชมพูและแดงเป็หลัก บนเวทีมีหญิงงามกำลังขับร้องเพลงด้วยความไพเราะ เสียงดนตรีที่ผสานคลออยู่กับเสียงหวานชวนให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล
เหล่าบรรดาชายฉกรรจ์พากันนั่งกินดื่มอยู่บนโต๊ะด้วยความสนุกสนาน ข้างกายมีหญิงงามคอยเอาอกอกใจให้ความสุขไม่ต่างจากอยู่บนวิมานชั้นฟ้า
รู้ตัวอีกทีเท้าเล็กๆ ก็พาผู้เป็เ้าของมาหยุดยืนอยู่บนชั้นสอง สองข้างทางเต็มไปด้วยห้องหับมากมายวางเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ
หมั่บ!
มู่หนิงฮวาสะดุ้งขึ้นด้วยความใเมื่อมีมือหนาจับไปที่ต้นแขนของเธอ
"แม่นางคนงาม มามะมาให้ข้าชื่นใจหน่อยเถอะ" ชายหัวล้านร่างเล็กใบหน้าเหี่ยวย่นดูมีอายุเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงยานครางพร้อมออกแรงดึงร่างบางให้เข้ามาใกล้
"ไอ้บ้าปล่อยฉันนะ!" หญิงสาวพยายามฝืนแรงไว้จนสุดตัว ก่อนจะยกเข่ากระแทกไปที่กล่องดวงใจของเขาเต็มแรง
"อู้ว!"
ใบหน้าแดงก่ำในตอนแรกเปลี่ยนเป็สีเขียวขึ้นมาแทนที่ เขาสร่างเมาขึ้นมาทันใดก่อนจะนั่งลงกับพื้นใช้มือกุมไปที่กลางกายด้วยความรู้สึกเจ็บปนจุก
"สมน้ำหน้าไอ้เฒ่าตัณหากลับ!" มู่หนิงฮวายิ้มเยาะก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป
หญิงสาวเดินตามทางมาเรื่อยๆ ดวงหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อได้ยินเสียงน่าอายดังแว่วออกมาจากในห้องต่างๆ
เธอไม่ได้อินโนเซ้นต์ที่จะไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือเสียงอะไร ทว่ามันเป็เื่ปกติของหอนางโลมที่นอกจากจะให้ความสำราญกับผู้มาเที่ยวแล้ว ยังเป็สถานที่ปลดปล่อยความ้าของบุรุษอีกด้วย
มู่หนิงฮวาเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งที่อยู่สุดโถงทางเดิน ที่ตรงนี้ค่อนข้างมิดชิดไร้ผู้คนเดินผ่าน หญิงสาวลองแนบหูฟังที่ประตูได้ยินเพียงความเงียบงันจึงรู้สึกวางใจก่อนจะเปิดประตูออกเดินเข้าไปในห้องหวังจะใช้เป็ที่หลบภัย
ฉึ่ก!
ทันทีที่ประตูปิดลง มู่หนิงฮวารู้สึกเจ็บจี๊ดที่บริเวณลำคออย่างกะทันหัน หญิงสาวรู้สึกถึงความแหลมของวัตถุบางอย่างกำลังทิ่มแทงอยู่
ห้องที่มืดมิดปรากฏแสงสว่างจากตะเกียงที่ถูกจุดขึ้นมาเผยให้เห็นบุรุษร่างสูงผู้หนึ่งกำลังชี้ปลายดาบมาหาเธอ
"เ้าเป็ใคร" น้ำเสียงดุดันเอ่ยถาม
"ฉัน เอ๊ย... ข้าชื่อมู่หนิงฮวา"
"ข้าไม่ได้ถามชื่อเ้า ข้าถามว่าเ้าเป็ใคร"
'เขาพูดอะไรของเขากัน ขนาดตัวเธอเองยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วเธอเป็ใคร มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ญาติเพียงคนเดียวที่มียังไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำไป' มู่หนิงฮวาคิด
"เ้าเป็คนของเผ่ายูซานใช่หรือไม่" เขาเอ่ยถามพลางกดปลายดาบลงมา
"ไม่ใช่" มู่หนิงฮวารีบปฏิเสธ เธอสังเกตเห็นแววตาแข็งกร้าวของเขาตอนที่พูดชื่อเผ่าประหลาดจึงมั่นใจว่าเขากับเผ่าประหลาดนั้นคงเป็ศัตรูกันแน่
"ถ้าเช่นนั้นเ้าคงเป็นางโลมที่ถูกส่งมาปรนนิบัติข้าสินะ"
หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ขอเล่นตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน
ดวงตาคมหรี่ลงอย่างจับผิด เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวจริงจังของคนตรงหน้า เขาสบสายตาของนางเนิ่นนานจวบจนแน่ใจว่านางไม่ได้โกหกจึงค่อยยอมลดปลายดาบลง
"ค้นให้ทั่ว! จับตัวมันมาให้ได้ หากจับเป็ไม่ได้ก็จับตาย!" เสียงเหี้ยมดังขึ้นมาจากภายนอกห้องพร้อมเสียงฝีเท้าตึงตัง
หลิวหยางรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนั้นกำลังใกล้มาถึงห้องที่เขาอยู่แล้ว
"ว้าย!"
มู่หนิงฮวาอุทานด้วยความใ เมื่อจู่ๆ คนตรงหน้าก็ย่อตัวอุ้มเธอขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปที่ปลายเตียงและโยนร่างบางลงบนที่นอนนุ่ม
"ท่านจะทำอะไร" เธอเอ่ยถามเสียงสั่น เมื่อคนตัวโตทาบทับร่างกำยำลงมากักขังเธอไว้ใต้ร่าง
"เ้าเป็นางโลมมิใช่หรือ รีบทำหน้าที่ของเ้าสิ"
"หน้าที่อะไร!" เธอสะบัดเสียงถาม
"ปรนนิบัติข้าอย่างไรเล่า" เขาก้มลงกระซิบข้างหู ยิ่งเห็นคนใต้ร่างตัวสั่นราวกับลูกนกยิ่งรู้สึกอยากแกล้งจึงเป่าลมร้อนรินรดข้างใบหูขาวสะอาด
'นางโลมที่นี่คงถูกสั่งสอนให้เล่นบทหญิงสาวบริสุทธิ์สินะ หึ!'
มู่หนิงฮวาหดคอหนีทันที การกระทำของเขาทำให้เกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบ มวนท้องแปลกๆ
______________________________
เจอกันครั้งแรกอิพี่ก็จะจับน้องกินเลยเหรอ ????????