น้ำเสียงของคนขับรถบัสเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
ผมไม่เคยคิดเลยว่า คนขับคนนี้จะมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับรถบัสสายลึกลับคันนั้น
เมื่อรู้ว่าคำถามของผมไปสะกิดาแในใจเขา ผมจึงไม่กล้าถามอะไรอีกต่อไปและกล่าวขอโทษออกไปว่า “ขอโทษนะครับพี่”
คนขับกลับยิ้มบางๆ ก่อนพูดว่า “ไม่เป็ไรหรอก จะขอโทษไปทำไมเื่จริงมันก็เป็แบบนี้”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นปนเศร้า “ผ่านมาแล้วตั้งสิบกว่าปีผมก็ยังอยากเจอสักครั้ง รถบัสสาย ‘330’ ทะเบียน JK7231 ที่ใครๆ เขาว่ากันว่าเฮี้ยน ต่อให้ต้องตาย ผมก็คิดว่าคุ้มค่าอย่างน้อยครอบครัวเราสามคนจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
คำพูดของเขาทำให้ผมะเืใจลึกๆ กับความเ็ปที่เขาแบกรับมานานแสนนาน...
คนขับรถบัสยังคงยิ้มและพูดเหมือนไม่ใส่ใจอะไรแต่แววตาของเขาชัดเจนว่ามีแต่ความคิดถึงและความหวังที่จะได้พบภรรยากับลูกอีกครั้ง
แม้ผมจะไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่ผมก็ััได้ถึงอารมณ์ของเขาทั้งความเ็ปในใจและความคิดถึงต่อครอบครัว
ครั้งหนึ่งผมเคยอ่านเจอข้อความบนอินเทอร์เน็ตว่า ‘ผีที่น่ากลัวสำหรับเราอาจเป็คนที่ใครบางคนคิดถึงสุดหัวใจ’
ตอนแรกผมแค่ถามเื่รถบัสสาย ‘330’ ทะเบียน JK7231 แบบไม่ได้คิดอะไรเพียงแค่อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับมันแต่กลับไปกระตุ้นความทรงจำที่เต็มไปด้วยความเ็ปของเขา
ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงสิ่งที่เจอเมื่อคืน แต่ลังเลอยู่นานสุดท้ายผมก็พูดออกไปว่า
“พี่ครับ จริงๆ แล้ว...ผมเคยขึ้นรถคันนั้นมาก่อนและน่าจะเคยเห็นภรรยากับลูกของพี่ด้วย”
ผมคิดว่าการให้ความหวังคนอื่น ย่อมดีกว่าการทำให้เขาสิ้นหวัง
เมื่อคนขับได้ยินสิ่งที่ผมพูด สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อทันทีเขาเงยหน้ามองกระจกหลัง มองตรงมาที่ผม
ผมใจนรีบพูดขึ้นว่า “ระวังรถ!”
คนขับรถเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวเขาหันมองไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและหักพวงมาลัยอย่างแรง
เสียงเบรกที่แหลมบาดหูดัง “เอี๊ยด!” ตัวรถส่ายไปมาเกือบจะเหวี่ยงผมหลุดจากที่นั่ง
ผู้โดยสารสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังก็ใจนะโด่าคนขับ
“ขับรถยังไงเนี่ย!”
“ใหมดเลย มองถนนหน่อยได้ไหม”
คนขับพยายามควบคุมรถให้กลับมาอยู่ในเส้นทาง ก่อนจะรีบหันไปขอโทษผู้โดยสารสองคนนั้นหลายครั้ง
จากนั้นเขาหันกลับมามองผมด้วยดวงตาเบิกกว้าง และถามด้วยความตื่นเต้นปนใ “น้อง...น้องชายนายเคยขึ้นรถบัสสาย ‘330’ เลขทะเบียน JK7231 จริงเหรอ”
ผมพยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับ ผมขึ้นที่ถนนไท่หาง แล้วลงตรงประตูหลังของโรงพยาบาลเขตสาม”
ทันทีที่พูดจบ คนขับก็ถามต่อด้วยความกระวนกระวายว่า “แล้ว...แล้วนายเห็นผู้หญิงที่อุ้มเด็กไหม พวกเขานั่งอยู่แถวไหน ใส่เสื้อผ้าสีอะไร”
ผมรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นในน้ำเสียงของเขา
ผมนึกย้อนไปถึงตอนนั้น ผู้หญิงคนนั้นกำลังป้อนนมลูกและมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดนี้เอง ภาพนั้นยังชัดเจนในความทรงจำของผม
“นั่งใกล้กับที่นั่งคนขับครับ แถวที่สองตอนนั้นในรถมีผู้หญิงอุ้มเด็กอยู่คนเดียว เธอใส่ชุดกระโปรงสีขาว และขวดนมที่ใช้ป้อนลูกเป็สีเหลือง”
ทันทีที่ผมพูดจบ คนขับก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อีกต่อไปน้ำตาไหลออกมาจนหยุดไม่ได้
รถจอดที่ป้ายหนึ่งพอดี หลังจากรถจอดสนิท ผู้โดยสารอีกสองคนลงไปไม่มีใครขึ้นมาใหม่
ตอนนี้บนรถเหลือเพียงผมกับคนขับเท่านั้น
เขาฟุบหน้าลงบนพวงมาลัย ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “ฮือ...ฮือ...ใช่เธอจริงๆใช่พวกเธอจริงๆ วันนั้นผมเป็คนไปส่งพวกเธอสองแม่ลูกขึ้นรถเองขวดนมนั่นก็เป็ผมที่ซื้อให้ลูกสาว”
เสียงสะอื้นและคำพูดของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปและความคิดถึง...
คนขับรถร้องไห้สะอึกสะอื้นสักพักจากนั้นเขาก็หยิบกล่องกระดาษออกมาจากกล่องเก็บของข้างๆ
ท่าทางของเขาดูลุกลี้ลุกลน ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรจึงได้แต่นั่งมองอยู่ใกล้ๆ
แม้ว่าผมจะไม่เคยเป็พ่อหรือสามีแต่ผมรับรู้ได้ถึงความคิดถึงอันลึกซึ้งของเขาที่มีต่อภรรยาและลูก
ผ่านไปสักพัก เขาก็ควานหาของบางอย่างในกล่องกระดาษอย่างรีบร้อนก่อนจะหยิบขวดนมสีเหลืองออกมา
ขวดนั้นดูเก่ามาก มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมดแต่ลักษณะและรูปร่างของมันเหมือนกับที่ผมเห็นบนรถบัสสายลึกลับไม่มีผิด
ผมเบิกตากว้างด้วยความใ “ใช่เลย ใช่ขวดแบบนี้แหละครับ!”
คนขับรถจับขวดนมไว้ในมือ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความเ็ปว่า “นี่แหละขวดนมที่ผมเก็บกลับมาจากอ่างเก็บน้ำหลังเกิดเหตุ”
เขาหยุดไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “หลายปีมานี้ผมพกมันติดตัวตลอดหวังว่าสักวันจะได้เจอพวกเขาอีก ถ้าเป็อย่างนั้น ต่อให้ผมต้องตายก็ยอมอย่างเต็มใจ
“แต่มันผ่านมากว่าสิบปีแล้วผมได้ยินแต่คนพูดว่ารถบัสคันนั้นเคยปรากฏ แต่ไม่เคยเห็นเองเลย...น้องชายผม...ผมขอร้อง ช่วยผมหน่อยได้ไหม”
คนขับรถเบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ช่วยเหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย ใจหนึ่งก็คิดว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วจะไปช่วยอะไรเขาได้
คนขับรถพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง “ใช่ ผมเคยได้ยินมาว่าคนที่เคยขึ้นรถคันนั้น ไม่นานก็อาจจะได้เจออีก น้องชายนายช่วยเอาขวดนมใบนี้ติดตัวไว้ ถ้าวันหนึ่ง นายมีโอกาสได้ขึ้นรถคันนั้นอีกนายช่วยบอกพวกเธอที ว่าผม...เฉาเมิ่ง...คิดถึงพวกเธอมาก...คิดถึงมากจริงๆ”
คำพูดไม่กี่คำของเขา แต่กลับติดขัดเหมือนจะพูดไม่ออกหลายครั้ง
จริงๆ แล้วผมไม่อยากรับ แต่เมื่อเห็นเขาเศร้าเสียใจขนาดนี้และขวดนมใบนี้ก็เหมือนเป็สิ่งเดียวที่ยึดโยงชีวิตเขาไว้เป็ทั้งความหวังและความฝังใจของเขา
สุดท้ายผมก็พยักหน้ารับปาก...
่นี้ผมโชคร้ายมาตลอด ออกจากบ้านก็เจอแต่ผีอยู่เรื่อยคิดไปคิดมาถ้าวันหนึ่งผมได้เจอรถบัสคันนั้นอีกบางทีอาจช่วยทำตามความปรารถนาของคนขับรถคนนี้ได้ และถือว่าเป็การสร้างบุญกุศลให้ตัวเองด้วย
จู่ๆ ก็มีเสียงบีบแตรดังมาจากด้านหลัง เป็รถบัสคันอื่นที่กำลังจะเข้าป้าย
รถคันที่เรานั่งจอดอยู่นานพอสมควรแล้ว คนขับจึงรีบสตาร์ตรถและขับออกจากป้าย
ในขณะที่เขาขับรถไป เขาหันมาถามผมว่าจะไปที่ไหน และบอกว่าผมเคยขึ้นรถบัสสาย ‘330’มาก่อน นั่นอาจหมายความว่า่นี้โชคของผมคงไม่ดีนัก เขาเตือนให้ผมระวังตัวและอย่าไปในที่อันตราย
เขาพูดถูกทีเดียว ่นี้ผมโชคไม่ดีจริงๆ เจอแต่เื่เหนือธรรมชาติ
คิดไปก็ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบกลับเขาว่า ผมแค่โชคไม่ดีนัก มีสิ่งไม่สะอาดตามติดและตอนนี้กำลังไปหาคนช่วยจัดการ
เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็ถามทันทีว่าผมกำลังจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ยเพื่อหาคนเก็บศพที่ชื่อซ่งเต๋อไฉหรือเปล่า
ผมตาโตทันทีด้วยความสนใจ “พี่รู้จักเขาเหรอครับ”
คนขับพยักหน้าและตอบว่า “รู้จักสิ เมื่อครั้งที่ภรรยากับลูกของผมเสียชีวิตไม่มีใครสามารถเก็บศพขึ้นจากน้ำได้เลย นักประดาน้ำลงไปถึงสี่ห้าคนแต่ก็ต้องลอยขึ้นมาเพราะเจอเหตุการณ์แปลกๆ กันหมดแม้แต่จะใช้รถเครนยกตัวรถขึ้นมาก็ยังไม่ได้”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้า “ศพของพวกเขาถูกแช่อยู่ในน้ำถึงสามวันสามคืน...
“ครอบครัวของผู้เสียชีวิตกว่าสิบครอบครัวเฝ้าอยู่ที่อ่างเก็บน้ำร้องไห้กันสามวันสามคืน เช้าเย็นก็เผากระดาษไหว้ิญญาบรรพบุรุษ เพื่ออ้อนวอนให้ช่วยพวกเขากลับมามีคนพูดกันว่าเทพเ้าที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำถูกทำให้โกรธ จึงได้กักขังพวกเขาไว้
“ท้ายที่สุดเื่ราวก็ลุกลามใหญ่โตจนต้องเชิญซ่งเต๋อไฉ คนเก็บศพไปช่วย ตอนแรกเห็นเขาดูผอมดำไม่เหมือนปรมาจารย์อะไรเลย แต่หลังจากเขาเดินวนรอบอ่างเก็บน้ำสองรอบศพของผู้เสียชีวิตก็ลอยขึ้นมาทีละศพ ทุกศพล้วนลอยขึ้นมาด้วยท่าคว่ำหน้า
“ซ่งเต๋อไฉะโลงน้ำไปใช้มือเปล่าลากศพขึ้นฝั่งทีละร่าง จนสุดท้ายรถบัสก็ถูกดึงขึ้นมาด้วยเครนได้สำเร็จ
“หลายปีมานี้ผมพยายามไปหาซ่งเต๋อไฉหลายครั้ง อยากจะขอให้เขาช่วยให้ผมได้พบภรรยาและลูกอีกครั้งแต่เขาแปลกมาก ทุกครั้งที่ผมไปหา ก็ถูกปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง...”