บทที่ 13 นายน้อยเฉียวคนเก่าหวนคืน
ทั้งห้าคนหันกลับมามองข้างหลังพวกเขาในจุดที่เสียงดังขึ้น ไม่มีใครอยู่ในห้องโถงอีกแล้วนอกจากโม่เชียน เธอถือหวีในมือแล้วนั่งยอง ๆ ลงบนพื้นเพื่อหวีขนให้แมวดำตัวใหญ่อ้วนของตนโดยไม่เงยหน้าขึ้น
“อีกอย่างนะ เธอไม่ได้ขโมยภาพวาดนั้นด้วย” เมื่อจ่าสิบเอกเฉินได้ยินดังนั้น เขารู้สึกเหมือนว่าสาวน้อยคนนี้รู้บางสิ่งบางอย่าง เขาอยากให้เธอพูดออกมาอย่างหมดเปลือก แต่ต้องหลอกล่อเธอซะก่อนจึงเดินเข้าหาด้วยรอยยิ้มและท่าทีที่เป็มิตร
“สาวน้อย เธอรู้ได้ยังไงน่ะ บอกฉันได้ไหม” โม่เชียนชี้ไปที่ดวงตาของเธอเองก่อนจะตอบอย่างจริงจัง
“ฉันเห็นแบบนั้น”
“...” จ่าสิบเอกเฉินอึ้ง นี่เขาถูกคนบ้ากวนประสาทงั้นหรอ… กู้ไป๋เหยี่ยหัวเราะเยาะหลังจากฟังการสนทนาของทั้งสอง อย่างกับลาคุยกับม้า อีแบบนี้มันจะไปรู้เื่กันได้ไง
สาวน้อยที่มีปัญหาด้านสมองคนนี้นอกจากการมีทักษะเหนือธรรมชาติแล้ว เธอก็ไม่มีดีอะไรอีกนอกจากการทำให้คนอื่นโมโห แม้จะบอกว่าฝูเสวี่ยไม่ได้ขโมยภาพวาดนั้น ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็ไปได้ แต่ไอ้คำพูดที่เธอบอกว่าเขาจะหาฝูเสวี่ยไม่เจอมันเป็เื่ตลกจริง ๆ
ไม่มีใครในโลกนี้ที่ตระกูลกู้ไม่สามารถหาพบ กู้ไป๋เหยี่ยหันกลับไปอย่างเหยียดหยาม เดินออกจากประตู เขาไม่เชื่อว่าเขาจะตามหาคน ๆ หนึ่งไม่พบ
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทุกคนกำลังรับประทานอาหารอยู่ในห้องอาหารชั้นหนึ่งของคฤหาสน์ คนอื่น ๆ กินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีเพียงโม่เชียนและแมวดำอ้วนตัวใหญ่ของเธอที่เหมือนผีหิวโหยกลับชาติมาเกิด กวาดของกินทั่วโต๊ะใส่ปาก
ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าสาวน้อยตัวผอมกะหร่องจะมีความอยากอาหารมากขนาดนี้ แมวดำที่นั่งข้าง ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ มันถึงขนาดนอนกินโดยไม่คิดจะเงยหน้าด้วยซ้ำ
ทุกคนถอนหายใจ ถ้าสาวน้อยและแมวนี้ไปเปิดช่องไลฟ์สดกินอาหารบนอินเทอร์เน็ต ทั้งคู่คงจะได้รับความนิยมอย่างล้มหลามแน่ ๆ ขณะที่ทั้งสองกินกันอย่างมีความสุข แต่คนอื่นกลับไม่แม้แต่จะขยับตะเกียบและเฝ้าดูทั้งคู่กินเท่านั้น
จนกระทั่งมีความเคลื่อนไหวชั้นบน ทุกคนจึงมองไปทางบันได เฉียวเหอปรากฏตัวบนขั้นบันไดและเดินลงมาชั้นล่างอย่างช้า ๆ คราวนี้เขาเดินลงบันไดด้วยตัวเอง
ชายหนุ่มสวมชุดสูทผ้าฝ้ายและผ้าลินินเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและกางเกงขายาวสีดำ เขามีสีหน้าเ็าแต่ยังดูสง่างาม แม้ว่าเขาจะยังผอมแห้งแต่รัศมีแห่งความกดดันของเขาก็ไม่สามารถซ่อนไว้ได้อีกต่อไป
เมื่อเห็นเฉียวเหอเช่นนี้ ทุกคนก็ตกตะลึงและประหลาดใจ ดวงตาของพวกเขาเบลอไปครู่หนึ่ง นายน้อยเฉียวลูกชายคนที่สองของตระกูลเฉียวจากตอนนั้นกลับมาแล้ว
เฉียวเหอเป็บุคคลสำคัญในแวดวงเศรษฐีของปักกิ่ง ั้แ่เขายังเด็ก ในด้านความรู้ รูปร่างหน้าตา ทรัพยากรทางการเงิน ไอคิว และวิสัยทัศน์ ไม่ว่าจะพูดจากจุดไหน เขาคือคนที่สามารถบดขยี้ทุกคนได้
ในเวลานั้นคนจำนวนมากต่างไปที่คฤหาสน์ของตระกูลเฉียวเพื่อขอให้ชายหนุ่มคนนี้แต่งงานกับลูกสาวของพวกเขา และพวกเขาก็ต่อสู้กันอย่างหนักจนเลยเถิดถึงขั้นทุบตีกันบนท้องถนน
ถ้าเฉียวเหอไม่ป่วยโดยไม่มีเหตุผลเมื่อสามปีที่แล้ว เกรงว่าพื้นที่รอบคฤหาสน์ของตระกูลเฉียวคงถูกห้อมล้อมโดยคนเ่าั้ตลอดเวลา
เฉียวเหอลงมาที่ชั้นหนึ่ง ทุกคนยืนขึ้นทีละคน พยักหน้าและพูดสวัสดีนายน้อย
มีเพียงโม่เชียนและแมวอ้วนของเธอเท่านั้นที่ยังคงกินอยู่โดยไม่เงยหน้าขึ้น อย่างกับ้าฝังหัวของพวกเขาไว้ที่อาหารบนโต๊ะ เฉียวเหอจ้องมองไปที่โม่เชียน จากนั้นเขาก็เม้มริมฝีปาก
เยี่ยเฟยติดตามเขามา เห็นแมวดำนอนอยู่บนเก้าอี้ ชายร่างใหญ่รีบเดินไปตรงหน้าเฉียวเหอแล้วะโใส่โม่เชียนว่า
“เอาแมวออกไปเดี๋ยวนี้!” แม้ว่าเมื่อวานนี้เขาจะตกลงกับเธอแล้วว่าให้เลี้ยงแมวได้ แต่เขาบอกเธอแล้วว่าอย่าเอาแมวออกจากห้อง แต่ไม่คิดเลยว่าหญิงสาวกลับพาแมวออกมาแล้วทำเมินคำขอของเขาซะอย่างนั้น
เมื่อโม่เชียนได้ยินเสียงะโของเยี่ยเฟย เธอก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นโดยยังมีขนมอีกครึ่งชิ้นอยู่ในปาก และพึมพำว่า
“จะะโโวยวายทำไมเล่า เป็เพราะคุณนั่นแหละที่ทำให้มันกลัว ไม่งั้นเมื่อวานมันคงไม่ใไปกัดคนอื่นหรอก ทั้งหมดเป็ความผิดของคุณรู้ไหม” เมื่อเยี่ยเฟยได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของเขาก็ยิ่งมืดลง
“เธอ…”
“เยี่ยเฟย” เสียงของเฉียวเหอดังมาจากด้านหลัง เสียงนั้นนุ่มนวล แต่เยี่ยเฟยรู้ทันทีว่านายน้อยของเขากำลังบอกให้เขาอยู่ห่างจากเด็กคนนี้ เยี่ยเฟยกัดฟันและกลอกตาไปที่โม่เชียนเป็เวลานานก่อนที่จะถอยกลับไปด้านหลังเฉียวเหอ พอโม่เชียนเห็นเฉียวเหอ เธอก็ยกเค้กเล็ก ๆ ในมือของเธอให้
“เฉียวเอ๋อร์ คุณกินข้าวหรือยัง”
“!!!” หลังจากได้ยินคำพูดของเธอ ขาของทุกคนในห้องโถงแทบจะอ่อนแรง ยกเว้นกู้ไป๋เหยี่ย ไม่มีใครกล้าเรียกเฉียวเหอแบบนี้เลยสักคน กล้าเรียกเขาว่าเฉียวเอ๋อร์ สาวน้อยคนนี้บ้าหรือเปล่า แต่เฉียวเหอไม่เพียงแต่ไม่โกรธ เขากลับหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า
“ไม่เป็ไร ผมกินมาแล้ว” โดยปกติแล้วเฉียวเหอจะไม่ทานอาหารที่ชั้นล่าง มีห้องอาหารสุดพิเศษที่ชั้นบนสำหรับเขาโดยเฉพาะ ไม่ต้องพูดถึงว่าแม้เขาจะลงมากินข้าวชั้นล่าง แต่เขาก็จะกินคนเดียว ใครในตระกูลเฉียวจะกล้ากินร่วมโต๊ะเดียวกับเขากัน
เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด โม่เชียนก็ไม่สุภาพอีกต่อไปและกินต่ออย่างกับปอบเข้าสิง เฉียวเหอนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เลือกที่นั่งที่เขาสามารถมองเห็นห้องรับประทานอาหารและดูโม่เชียนกินอย่างเงียบ ๆ
พวกเขาทั้งสองช่างนิ่งสงบ แต่ไม่ได้คิดถึงคนอื่นเลยว่าจะอึดอัดหรือไม่ ทุกคนรอบ ๆ ต่างกระอักกระอ่วนทำตัวลุกลี้ลุกลนไม่กล้าขยับไปไหน หลังจากรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่นาน ทุกคนก็หาข้อแก้ตัวออกจากห้องอาหารและห้องนั่งเล่นเล่นไป ใครจะอยากอยู่ขวางหูขวางตานายน้อยเฉียวที่นี่กัน
หลังจากโม่เชียนกินเสร็จแล้ว เธอก็ตบท้องตัวเองแล้วแตะท้องของเสี่ยวเฮย เธอยิ้มอย่างมีความสุขพร้อมพูดว่า
“มันอร่อยจริง ๆ ฉันไม่เคยได้กินอาหารอร่อย ๆ แบบนี้บนูเามาก่อนเลย” ในวันธรรมดาทั่วไป โม่เชียนและอาจารย์ของเธอจะลงจากูเาเพื่อขอข้าวหรือไม่ก็หมั่นโถวนึ่ง แล้วเก็บผักบนูเาเอาไปต้มกับน้ำหม้อหนึ่ง
แม้เธอจะอยู่ในอารามลัทธิเต๋า แต่เธอบำเพ็ญเพียรอยู่ในนิกายเจิ้งอี้ที่อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์และสามารถแต่งงานได้ ซึ่งแตกต่างจากนิกายฉวนเจิน
อย่างไรก็ตาม หากพวกเราจะกินเนื้อสัตว์ มันต้องเป็เนื้อสัตว์บริสุทธิ์ ซึ่งพวกเขาจะต้องไม่เห็นมันถูกฆ่าและจะต้องไม่ได้ยินว่ามันถูกฆ่า รวมถึงไม่สามารถเป็คนฆ่ามันเองได้
เมื่อไม่อนุญาตให้มีการฆ่าในอารามลัทธิเต๋า และหมู่บ้านต้าต้าวก็ยากจนเกินกว่าจะซื้อเนื้อสัตว์ ดังนั้นโม่เชียนจึงสามารถนับจำนวนครั้งที่เธอเคยกินเนื้อสัตว์ได้ด้วยมือเดียว
เมื่อลงมาจากูเา โม่เชียนและเสี่ยวเฮย คู่หูแสนไร้ค่าดูเหมือนลิงที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาจากป่ากันดาร เมื่อเจอเนื้อก็ดูมีความสุขราวกับอยู่บน์
หลังจากกินและดื่มจนอิ่ม หญิงสาวก็ปล่อยเ้าแมวให้ไปที่สนามข้างนอกให้มันได้วิ่งไปรอบ ๆ เพื่อย่อยอาหาร ทางด้านของโม่เชียนคลี่กระดาษยันต์ที่ยังคงชื้นอยู่ทีละแผ่นแล้วนำไปตากแดดที่ระเบียง
เมื่อเห็นเช่นนี้ เฉียวเหอก็ขยิบตาให้เยี่ยเฟยและโบกมือให้เขาช่วย แต่เยี่ยเฟยยืนนิ่ง เขาไม่อยากช่วย… แต่ไม่กล้าพูด สุดท้ายเยี่ยเฟยก็เดินไปที่ระเบียงด้วยใบหน้าครึม ๆ อย่างไม่เต็มใจ เอื้อมมือไปจะหยิบกระดาษยันต์ที่วางอยู่บนพื้น และเตรียมหนีบมันไว้ด้วยไม้แขวนเสื้อ
“เฮ้ เฮ้ อย่าจับนะ!” เมื่อโม่เชียนเห็น เธอก็หยุดเขาทันที เธอรีบคว้ากระดาษยันต์กลับมาจากมือของเยี่ยเฟยและตบมันอย่างเศร้าโศก “คนธรรมดาจะทำลายพลังิญญาของมัน คุณไม่สามารถแตะต้องมันได้”
มือของเยี่ยเฟยแข็งค้างกลางอากาศ และเขายืนอยู่ที่นั่นอย่างอับอาย เมื่อเฉียวเหอเห็นฉากนี้เขาก็หัวเราะเบา ๆ เหมือนผู้ชมที่กระตือรือร้นชมการแสดง
เยี่ยเฟยมองไปที่นายน้อยแล้วจากนั้นก็มองไปที่โม่เชียน มีเส้นสีดำสามเส้นปรากฏบนหน้าผากของเขา… เขาแค่มาช่วยตามคำสั่ง!