50 2-2
ตอนที่ 80เป็นอิสตรีแท้ๆ กลับโหดเหี้ยมได้ใจนัก
“...” โม่เฉินหยวนถึงกับปั้นหน้ามึนงง คล้อยหลังไม่นานจึงดีดนิ้วเข้าใจได้ในทันที แล้วรีบหยุดมือไว้โดยไว เขาปรายหางตาชำเลืองมองเหลิงหงเฟยที่กำลังนอนโอดครวญเจ็บปวดอยู่กับพื้น
“หึหึหึ...”
เสียงหัวเราะชวนสยองของโม่เฉินหยวนช่างทุ้มลึกเกินหยั่งถึง แต่ก็ทรงเสน่ห์เกินต้านประดุจสุรารสเยี่ยมอันน่าหลงใหลเช่นกัน ผู้ใดได้ยินได้ฟังอาจต้องจมดิ่งสู่ภวังค์ลุ่มหลงโดยมิรู้ตัว
“เจ้าเป็นอิสตรีแท้ๆ แต่กลับโหดเหี้ยมได้ใจนัก”
ท้ายที่สุดนี้ เหลิงหงเฟยก็ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดได้อีกต่อไป เขาเป็นลมหมดสติไปทั้งแบบนั้น ทางด้านเหลิงหยวนหลงเองก็หมดสติไปก่อนหน้าแล้ว ส่วนเหลิงฉิวหวานนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง นางยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างบ่อน้ำ ไม่ทราบว่าเป็นตายเยี่ยงไร
เหลิงเจียวเจียวกวาดสายตาเร่งมองโดยรอบ ก่อนค้นพบว่าทุกคนในครอบครัวของนางต่างสิ้นสภาพไม่เหลือดีกันหมด จะมีก็แต่นางผู้เดียวที่ยังมีสติรู้ตัวอยู่
เมื่อต้องเผชิญพบกับดวงตาคู่หิวกระหายราวจะกินเลือดกินเนื้อของคนทั้งสอง เหลิงเจียวเจียวก็ใจเต้นแรงหน้าอกพองโตแทบระเบิดเป็นจุณ
แสร้งตายตอนนี้คงจะยังไม่สายเกินไปกระมัง?
โม่เฉินหยวนเอนกายท่องบนประทับพิงเบาะรองหลังเก้าอี้ ยกสองนิ้วขึ้นถูคางไปมา มุมปากกระตุกดูทะเล้นขึ้นเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับดูเย็นยะเยือกประดุจสัตว์ป่าดุร้าย
“จะเก็บนางไว้ด้วยหรือไม่?”
เขาชำเลืองมองเหลิงเจียวเจียวที่แสร้งนอนแกล้งตาย ก่อนจะหันไปยิ้มสอบถามความเห็นของเหลิงหยุนเจียวที่อยู่ข้างๆ
“นางอาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
เหลิงหยุนเจียวโบกสะบัดแขนเสื้อยาวปัดขึ้นกลางอากาศทีหนึ่ง ผลึกวิญญาณระดับสูงทั้งหมดในกล่องกับหนังสือสัญญาฉบับนั้นพลันถูกดูดเข้าไปเก็บไว้ในห้วงมิติพื้นที่ของนาง แล้วคว้าหมวกไม้ไผ่ปีกกว้างและผ้าคลุมใบหน้าสีขาวขึ้นมาสวมใส่กลับดังเดิม
“ไม่ได้กลิ่นเหม็นเน่าหรืออย่างไรกัน? ยังจะทนนั่งอยู่อีกรึ?”
โม่เฉินหยวนยกนิ้วขึ้นถูไถจมูกสองสามครั้ง พลางได้กลิ่นเหม็นเน่าราวกับซากสัตว์ตาย กำลังโชยออกมาจากร่างของบรรดาสมาชิกตระกูลเหลิงทั้งสี่คน เขารีบลุกขึ้นยืนโดยไวพร้อมกล่าวตอบนางไปว่า
“นั่นสิ กลิ่นฉุนมากทีเดียว”
ทั้งสองเดินออกจากลานกว้างแห่งนี้ไป กลับสู่เรือนพิรุณจรัสที่อยู่ส่วนลึกของจวน
เหลิงหยุนเจียวเป็นฝ่ายเดินนำหน้า กลิ่นอายจิตสังหารเข้มข้นที่แผ่ซ่านรอบตัวได้อันตรธานหายไปจนหมด ทุกอย่างกลับคืนเป็นปกติดังเดิม
“เจ้ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด?”
“นานแล้ว เพียงแต่เจ้ามิทันสังเกต”
เหลิงหยุนเจียวเหลียวหลังกลับไปมองเล็กน้อย เฝ้าสังเกตสีหน้าการแสดงออกของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่ามิได้พูดปดมดเท็จอันใด จึงเริ่มย่างเท้าเดินหน้าต่อไป ทั้งยังส่งเสียงเอ่ยถามขึ้นอีกว่า
“ไฉนเจ้าจึงดูอาฆาตแค้นคนเหล่านั้นนัก? ที่สำคัญ หากเหลิงหยวนหลงถูกเจ้าทรมานจนสิ้นใจตายขึ้นมาล่ะ จะทำเยี่ยงไร?”
โม่เฉินหยวนยิ้มตอบอย่างมิได้แยแสใส่ใจแม้แต่น้อย
“ตายไปได้ก็ดีแล้วมิใช่รึ? ถึงเวลานั้น เจ้าจะได้ขึ้นเป็นประมุบตระกูลเหลิงคนใหม่อย่างไรเล่า”
“....” เหลิงหยุนเจียวแอบกลอกตามองบนใส่อีกฝ่ายทีหนึ่ง จริงอยู่ มีหลายต่อหลายคนในจวนแห่งนี้ใฝ่ฝันจะได้ขึ้นครองตำแหน่งประมุขตระกูลเหลิง แต่ไม่ใช่นางเป็นแน่
“เพียงแค่เรื่องจะไปถล่มตระกูลเหลิงก็ชวนปวดหัววุ่ยวายมากเกินพอแล้ว ยังจะหาปัญหาอื่นให้หนักสมองอีกรึ?”
ทั้งสองก้าวขึ้นเรือนพิรุณจรัสทันทีที่มาถึง ด้านในมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีกระทั่งสาวใช้อยู่เลยแม้สักคน บรรยากาศเงียบสงัดชวนขนหัวลุกเล็กน้อย แต่อีกด้าน ก็นับเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบร่มรื่นประหนึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
“แล้วไฉนยังไม่กลับไปอีก?”
เหลิงหยุนเจียวเป็นฝ่ายตั้งคำถามด้วยความสงสัย ภายในใจกลับระทึกด้วยความกังวลไม่น้อย
นางย่อมตระหนักถึงขีดจำกัดของตนเองดี ด้วยความแข็งแกร่งในยามนี้ นางไร้ซึ่งคุณสมบัติใดๆ ที่จะไปอาจหาญต่อกรกับยอดฝีมือปากสุนัขอย่างโม่เฉินหยวนได้
หากไม่มีปัญญาต่อกรด้วยแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับเกิดตัณหากลับขึ้นมา คิดไม่ซื่อกับนางเข้าจะทำเยี่ยงไรเล่า?
ยิ่งเป็นสถานที่เปลี่ยวร้างไร้ซึ่งผู้คนเช่นนี้อีกด้วย...
เพราะเหตุนี้ จะมิให้นางเป็นกังวลได้เยี่ยงไรกัน?
“โอสถของข้ายังไม่ได้รับการหลอมกลั่น พิษในร่างยังคงไม่ถูกกำจัดออก แล้วไยข้าต้องจากไปที่ใดด้วยเล่า?”
โม่เฉินหยวนถือวิสาสะเดินตรงเข้าไปภายในเรือน ด้วยเรือนร่างที่สูงใหญ่กำยำ เมื่อทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่นอนก็ถึงกับยุบฮวบ เขายกไม้ยกมือบิดขี้เกียจอยู่สองสามครา แล้วนอนที่นั่นอย่างสบายอกสบายใจ
บุรุษผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาดีไร้ที่ติ ผนวกกับเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราที่เขาสวมใส่ ยามที่นอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ ดูประหนึ่งองค์ชายรูปงามผู้ทรงเสน่ห์กำลังประทับบรรทม
แต่แน่นอนว่า ตราบใดที่เขายังคงไม่ถอดหน้ากากออก เขาก็ยังคงดูดีอยู่เช่นนั้น
เหลิงหยุนเจียวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ราวกับกำลังถูกคนกระหน่ำคมมีดทิ่มแทงเข้าใส่หัวใจนับร้อยแผล
หรือว่าเจ้าหมอนี่คิดจะ....
ไม่น่ากลับมางดงามดังเดิมเลย!
ดวงเนตรประกายคู่งดงามของเหลิงหยุนเจียวสั่นไหววูบวาบ ทันใดนั้นเอง ก็มีหนึ่งความคิดผุดขึ้นในใจฉับพลัน
ริมฝีปากแดงฉ่ำอวบอิ่มของนางคลี่เปิดเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวอันใดออกมา กลับเป็นโม่เฉินหยวนที่ชิงเอ่ยแทรกขึ้นก่อนว่า
“อย่าลืมว่าข้าเคยช่วยชีวิตเจ้ามาก่อน ฐานะของเจ้ายามนี้ย่อมนับว่าเป็นทาสรับใช้ของข้าอยู่กึ่งหนึ่ง”
“ฉะนั้น ไม่ว่าข้าผู้นี้จะต้องการให้เจ้าทำสิ่งใด เจ้าก็ต้องทำตามโดยไร้เงื่อนไข แต่เจ้าควรต้องภูมิใจ เพราะน้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสถวายตัวรับใช้ข้าเช่นนี้”
“....”
เหลิงหยุนเจียวกระชับหมัดสองกำปั้นบีบแน่นจนสั่นเทา
หากเปรียบเทียบเจ้าคนสกุลโม่กับไป๋ซือหมิง ระดับความหลงตัวเองของไป๋ซือหมิงนับว่ากระจอกไปเลยทีเดียว
โม่เฉินหยวนหาได้สนใจไม่ว่า เหลิงหยุนเจียวกำลังคิดหรือวางแผนอันใดอยู่ สิ้นเสียงกล่าวจบเพียงเท่านั้น เขาก็หลับตานอนพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
เหลิงหยุนเจียวเร่งระดมความคิดโดยไว นางจะไม่มีวันปล่อยให้โม่เฉินหยวนกินนอนอยู่ที่นี่โดยมิต้องเสียสักแดงเป็นแน่!
ยามนี้ ทุกอย่างในตระกูลเหลิงเป็นของนางแล้ว และนางก็มีกฏเกณฑ์ชัดเจนว่า ผู้ใดที่พักอาศัยอยู่ทีนี่ ห้ามเกียจคร้านอย่างเด็ดขาด แม้แต่เจ้าหมอนี่ก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน!