เมื่อศัตรูมาเจอกัน ความอาฆาตย่อมบังเกิด
เยี่ยนเจาเจาเกลียดหยวนหยางฮุยยิ่งนักยิ่งคิดว่านายหญิงใหญ่ลงมือกับพี่ชายรองเช่นนี้เพราะลูกรักโง่เขลานี่ นางก็รู้สึกโกรธจัดเลือดขึ้นหน้าจนแทบขาดสติ
“พี่ชาย ไป พวกเราไปดูกันเถอะ”
เยี่ยนเจาเจาอยากรู้นักนางหญิงใหญ่ที่นึกว่าตำแหน่งของตนเองมั่นคงไม่สั่นคลอนอยู่ในจวน ผลปรากฏว่าแผนการที่วางมาอย่างดีพังพินาศและบุตรสุดรักสุดหวงของตนก็กำลังโดนทำลายด้วย ไม่รู้นางจะยังหัวเราะได้อยู่หรือไม่?
เยี่ยนเจาเจาซื้อหน้ากากใหม่ให้ตนกับหนานหมิงเหออย่างละอันจากนั้นก็เดินตามไปเงียบๆ
ท่ามกลางผู้คนมีหัวไชเท้า [1]ตัวไม่สูงสองหัวอยู่ตามคาด มองผ่านๆพวกเขาคือหยวนหยางฮุยและบ่าวที่เหยียดหยามหนานหมิงเหอว่าเป็น “คนตกอับจากชนบท” และ“หมาแมว” ในวันนั้น
ทั้งสองกำลังถกเถียงกันเบาๆหารู้ไม่ว่าตอนนี้ตนเองได้กลายเป็นแกะอ้วนร้องแบะๆ รอให้เยี่ยนเจาเจามา “เชือด”เสียแล้ว
“นายน้อย ตรงนั้นมันดีที่ไหนกันขอรับ!”
“เหตุใดไม่ใช่เล่า! เจ้าดูสิ พี่ฉงหยางบอกว่าเป็นมันสถานที่ยอดเยี่ยมที่สุดรับรองว่าข้าจะสุขจนลืมเรือน [2] เหตุใดต้องห้ามข้าด้วย?”
ไม่ว่าจะมองหยวนหยางฮุยกี่รอบ เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกว่าคนคนนี้โง่ของจริงเลยนี่?
นางฟังบทสนทนาผ่านๆ จากด้านข้าง เดาว่า “สวรรค์บนดิน ”ที่พวกเขากำลังพูดถึงอยู่น่าจะเป็นสถานเริงรมย์หยวนหยางฮุยยังเด็กเช่นนี้ก็อยากจะลองของแล้วหรือ?
เกรงว่าเขาคงยังไม่เข้าใจจารีตการร่วมประเวณีระหว่างชายหญิงด้วยซ้ำ
แต่ความจริงก็พิสูจน์ว่า เยี่ยนเจาเจาประเมินความเบาปัญญาและความไร้ศักยภาพของหยวนหยางฮุยต่ำเกินไป
“นายน้อย ท่านจำสิ่งที่นายหญิงกล่าวไม่ได้แล้วหรือ? ตอนท่านอยากได้ฝาแฝดหญิงคู่นั้นมาเป็นสาวใช้ต้นห้อง นายหญิงตำหนิท่านแล้วว่าท่านอายุยังน้อยไม่รู้จักแยกแยะดันไปเลียนแบบนายท่านใหญ่อยากมีสาวใช้ต้นห้อง”
“ก็แค่สาวใช้ต้นห้อง พี่ฉงหยางมีสองคนแล้ว”
กล่าวแล้วหยวนหยางฮุยยังตบอกตัวเองเป็นเชิงบอกใบ้ว่าเขาก็เป็นชายฉกรรจ์เช่นกัน
“นายน้อย คุณชายฉงหยางอายุสิบเก้าปีแล้วและทางตระกูลก็หมั้นหมายเขาเรียบร้อย ถึงรับสาวใช้ต้นห้องมาให้คุณชายเรียนรู้เรื่องในม่านมุ้งท่านไม่ดูตนเองหน่อยเล่าขอรับว่าเพิ่งอายุเท่าไร?”
หยวนหยางฮุยเป็นเพียงถั่วงอกเล็กๆ ที่พึ่งแตกหน่อแต่กลับรับสาวใช้ต้นห้องและไปซ่องตามคนอื่นเนี่ยนะ?
เยี่ยนเจาเจาคิดว่า หากหยวนหยางฮุยต้องการจริงๆช่วยเขาอีกแรงก็ไม่ใช่ปัญหา
นางจึงแสร้งไอสองสามที กดเสียงตนเองให้ต่ำแหบ ตั้งใจหามุมที่พวกเขามองไม่เห็นและเอ่ย“ข้าได้ยินมาว่ามีอี้จี [3] เฉิดฉายราวบุปผาอยู่ที่หอเฟิ่งไหลขับร้องไพเราะ ร่ายกวีคมคาย วาดภาพวิจิตรงดงามไม่เป็นสองรองใคร เห็นว่านางชอบเด็กหนุ่มทักษะการประพันธ์โดดเด่นที่สุดพวกเราไปดูกันหน่อยดีหรือไม่?”
จิตใจของชายหนุ่ม เยี่ยนเจาเจากระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี
ประเภทที่สงวนตัว มาพร้อมกับพรสวรรค์อะไรเทือกนี้มักดึงดูดปัญญาชนให้แห่กันไปแย่งชิงง่ายดายที่สุด หอนางโลมเกือบทุกแห่งจึงมีป้ายตัวชูโรงที่“ขายศิลปะ แต่ไม่ขายร่างกาย” แขวนไว้อยู่เสมอ
หยวนหยางฮุยชอบเอาชนะเมื่อเขาได้ยินย่อมกระเหี้ยนกระหือรือเป็นธรรมดา
เขาเอ่ยทันทีดังคาด “นายน้อยอย่างข้าจะไปหอเฟิ่งไหลตอนนี้หากข้าไม่ไป วันหน้าออกไปเล่นกับคนอื่นๆ จะเอาอะไรไปพูดได้”
เขาหมุนตัวเดินไปยังทิศของหอเฟิ่งไหลแล้วเด็กรับใช้รีบร้อนวิ่งตามไปด้วย แต่คาดไม่ถึงว่าหยวนหยางฮุยจะผลักเขาออก“เจ้าไม่ต้องตามข้าไปหากเรื่องนี้ไปถึงหูผู้อื่นว่านายน้อยอย่างข้าไปฟังขับลำนำยังพาเด็กรับใช้ไปด้วยจะหาว่าข้ายังไม่โตเอา!”
ขณะพูดก็ออกวิ่งอย่างเต็มกำลังทิ้งบ่าวตัวน้อยให้ยืนตะลึงตาค้างอยู่ตรงนั้น
แต่ไม่ว่าเขาจะอึ้งเพียงใดก็มิอาจปล่อยคุณชายให้ไปที่นั่นคนเดียวได้ บอกว่าห้ามตาม อย่างไรก็ต้องตามไป
เยี่ยนเจาเจาอดหัวเราะไม่ได้ นางอยากตามไปด้วย แต่ถูกมือของหนานหมิงเหอรั้งไว้อีกครั้ง“เจาเจา เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่กับเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาดที่นั่นสกปรกโสมม เจ้าจะไปทำไม”
“ข้าแค่อยากเห็นกับตาว่าเขาฆ่าตัวตายอย่างไรเท่านั้น”เยี่ยนเจาเจาเบ้ริมฝีปาก
“มีอะไรยากกัน”
หนานหมิงเหอลากเยี่ยนเจาเจาเข้าไปในโรงน้ำชาข้างๆสุ่มสั่งชามาสองถ้วย
ก่อนที่น้ำชาจะถูกยกมา บุรุษรูปร่างหน้าตาธรรมดาแต่งกายเรียบง่าย เดินเฉียดผ่านข้างกายหนานหมิงเหอไป
เยี่ยนเจาเจายังไม่ทันเห็นว่าหนานหมิงเหอติดต่อกับคนพวกนี้อย่างไรคนผู้นั้นก็ทำสัญญาณกับหนานหมิงเหอเล็กน้อย ก่อนหันหลังจากไป
ช่วงเวลาที่คนทั้งสองสื่อสารกันสั้นมากโรงน้ำชานี้เสียงดังจอแจ ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็น
“เอาละ พวกเรากลับกันหลังดื่มชาเสร็จ นี่ก็ดึกมากแล้ว”
หนานหมิงเหอดูจะมุ่งมั่นกับการเร่งเยี่ยนเจาเจาเข้านอน กินและเดินเล่น พยายามให้เยี่ยนเจาเจามีชีวิตที่ดีอย่างเต็มที่
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนไม่อาจห้ามเขากระทำเรื่องนี้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดว่าเทศกาลโคมไฟทำนางเบื่อเพียงใดหลังดื่มชาเสร็จ นางจึงกลับไปพร้อมหนานหมิงเหอ
ระหว่างทางกลับ พวกเขาไม่ได้นั่งรถม้าของสกุลหยวนเพราะคนขับรถม้าคงไม่คิดว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอจะสามารถเอาตัวรอดกลับมาได้ จึงหันหัวรถกลับไปนานแล้ว
นางก็ไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอไปเอารถม้ามาจากที่ใด แม้จะดูธรรมดาแต่ข้างในกลับนุ่มและนั่งสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ทำเอาเยี่ยนเจาเจออดผ่อนคลายลงไม่ได้
ระหว่างทางกลับ อุบัติเหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งเป็นเด็กยังโตไม่เต็มวัยที่ทั้งป่าเถื่อนและก้าวร้าวคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาขวางรถม้าของหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจากลางถนน
เด็กชายดูหิวโหยจนเหลือแต่หลังหุ้มกระดูกกลิ้งตัวมาทางรถม้าของเยี่ยนเจาเจาเสียงดังโครม จนคนขับตกใจหยุดรถอย่างรวดเร็ว
เมื่อคนขับรถม้าดึงเชือกบังเหียนหยุดรถกะทันหันเด็กชายคนนั้นก็ยังไม่ขยับ นอนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่แม้แต่จะเอ่ยหรือหลบออกไป
อาจจะอยากแสร้งโดนชน เพื่อหลอกรีดไถเงินจากเยี่ยนเจาเจา?
เดิมทีนางดูแคลนเด็กแบบนี้ที่สุด
คนเรามีมือมีเท้า งานไหนทำแล้วหาเช้ากินค่ำไม่ได้บ้างดันจะมาแสร้งโดนชนแล้วขอเงินหน้ารถม้าของคนอื่น จะนับว่ามีความสามารถอะไร?
เยี่ยนเจาเจาเลิกม่านหน้าต่าง มองออกไปอย่างไม่ใส่ใจนักแต่เห็นดวงตาของเด็กชายดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวและไม่ยอมจำนน ทำให้นางเกิดความรู้สึกชื่นชมขึ้นมาจนนางนึกถึงเหตุการณ์ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนตามลำพัง
ในตอนนั้นข้างกายนางไม่มีใครที่พอจะเป็นผู้ชี้นำทาง หรือหากคอยสั่งสอนนางได้นางคงเดินทางผิดน้อยลงกว่านี้มาก
การกระทำของใครคนหนึ่งอาจทำให้สับสนงุนงงได้ง่ายแต่สายตาของคนเราไม่มีวันหลอกลวง
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าเด็กคนนี้อาจจะกำลังเผชิญกับความยากลำบากที่เลี่ยงไม่ได้และตอนนี้เขาไร้ซึ่งหนทางจริงๆ
เช่นว่าปัจจุบันเขาทั้งหนาวทั้งหิวไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว และไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ให้ใส่ จึงจำใจใช้วิธีสิ้นคิดแสร้งทำเป็นโดนชนบนถนนเพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง
ในกรณีนี้ เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่านั่นไม่ได้ผิดอะไร
เยี่ยนเจาเจายกม่านหน้าต่างด้านหนึ่งขึ้น ลอบมองเงียบๆ ไม่ให้เขารู้ตัวแต่ตนเองกลับเกิดความสงสารเห็นใจ
สิ่งที่นางมีล้นเหลือคือเงิน จึงปลดถุงเงินใส่ก้อนทองออกจากข้างเอวง่ายๆให้คนขับรถม้านำไปให้เขา
ถุงเงินแบบนี้ซื้อสำเร็จมาจากข้างนอก ฝีมือปักเย็บค่อนข้างหยาบเนื้อผ้าธรรมดาไม่ดีนัก ทั้งยังไม่ใช่ของส่วนตัวโดนขโมยไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเอามาอ้างชื่อ เหมาะแก่การมอบให้ที่สุด
เด็กชายหยิบถุงเงินและหันหลังกลับ จากไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอย่างที่คาด
ไม่ขอบคุณเลยหรือ?
เนรคุณไม่ยอมขอบคุณ หรือคิดว่าต่อให้ร่อนเร่ตกต่ำขนาดนี้ก็ต้องเชิดหน้าชูคอของตนเองไว้?
เยี่ยนเจาเจาเลิกคิ้วขึ้น เปิดม่านทันทีก่อนเอ่ยกับแผ่นหลังของเด็กชายเสียงนุ่มนวล “บนโลกนี้ ถ้าอยากให้คนอื่นนับถือเจ้าอันดับแรกเจ้าต้องรู้จักเคารพตัวเอง ให้ตนเองมีคุณค่ากับผู้อื่นก่อน
ในฐานะผู้ช่วยเหลือ แม้นี่จะเป็นเพียงการให้ทานก็ควรกล่าวขอบคุณสักคำ เจ้าถึงจะอยู่ในระดับเดียวกับเขา มิฉะนั้นต่อให้เจ้ามีปณิธานแรงกล้าเพียงใดก็เป็นได้แค่คำพูดโคมลอยเท่านั้น”
สิ้นเสียง นางก็ไม่รอดูท่าทีของเด็กคนนั้นแล้วเลื่อนม่านลงและสั่งคนขับรถม้าให้กลับจวนสกุลหยวนต่อ
แผ่นหลังของเด็กชายหยุดลงเขาแค่อยากเห็นว่าใครเป็นคนพูดกับเขา แต่เมื่อหันหน้ากลับมาเขาเห็นเพียงรถม้าที่เคลื่อนจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดิน
ดูเหมือนนางจะจากไปแล้ว
น้ำเสียงอ่อนโยนไร้เดียงสา ราวกับยังเป็นเด็กคนหนึ่ง?
ตนเองก็ยังเป็นแค่เด็ก มีสิทธิ์อะไรมาเอ่ยคำพวกนั้นกับข้า?
นางเป็นคุณหนูสกุลร่ำรวยอยู่ดีกินดี ไม่มีทางรู้หรอกว่ามดปลวกต้อยต่ำในความมืดเยี่ยงพวกเขาเอาชีวิตรอดกันอย่างไร
แต่ในบรรดาคนเหล่านี้ คนที่เขาสกัดหลอกเอาเงินไปวันนี้นางเป็นคนเดียวที่พูดคุยกับเขา
การหกล้มหลายครั้งทำให้ร่างกายเขาเต็มไปด้วยบาดแผลถลอกฟกช้ำบางคนเห็นอกเห็นใจให้เงินก่อนจากไป บางคนกลับยึดผลประโยชน์เป็นหลักพวกเขาไม่เกิดความสงสารต่อสภาพน่าเวทนาของตนเลยสักนิด กลับให้บ่าวมาไล่ตนเองออกไปถึงขั้นทุบตีตนก็มี
แล้วคนที่ให้เงินอย่างตรงไปตรงมาแต่คำพูดกลับแฝงความหมายมากมายเป็นใครกัน?
เด็กชายผอมแห้งราวกับฟืนยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดมองไปทางรถม้าของเยี่ยนเจาเจาที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวจากไป
ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กชายตัวเล็ก แต่สุดท้ายเขาก็คุกเข่าลงวางถุงเงินที่บรรจุทองแท่งหนักราวพันตำลึงไว้ตรงทิศที่รถม้าของเยี่ยนเจาเจาลับหายไปแล้วคุกเข่าลงคารวะสามครั้งอย่างกระตือรือร้น
จากนั้นก็เก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อของตนเอง หมุนตัวสองรอบและเบี่ยงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะรีบวิ่งออกจากเมืองอย่างบ้าคลั่งทันที
ไม่ตั้งใจปลูกหลิว กลับได้ร่มเงา? [4]
เยี่ยนเจาเจาไม่แยแสเรื่องพวกนี้ นางไม่ใช่เทพธิดาหรือนางฟ้าจิตใจโอบอ้อมอารีอะไรย่อมไม่ใส่ใจว่าขอทานตัวน้อยที่นางช่วยไว้จะทำอย่างไรต่อไป นางช่วยเขา สอนเขาเพราะความคิดชั่ววูบหากเขาเข้าใจ นั่นก็เป็นความโชคดีของเขาเอง
เมื่อเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอกลับมาก็ดึกแล้วหนานหมิงเหอจดจ่อกับการรีบพาเด็กสาวเข้านอน เลยอุ้มเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขนอ้อมไปเข้าทางประตูข้างจวนสกุลหยวนที่มีคนเฝ้าประตูหละหลวมที่สุด
ช่วงเทศกาลรื่นเริงอย่างวันไหว้พระจันทร์บ่าวไพร่หลายคนจึงแอบอู้ เด็กรับใช้เฝ้าประตูหลายคนยิ่งเล่นทายหมัดนับเลข [5] ดื่มสุรา พูดคุยกันคึกคักมากทีเดียว
หนานหมิงเหอกอดเอวเยี่ยนเจาเจาใช้ชายแขนเสื้อกว้างปิดตานางอย่างอ่อนโยน
เยี่ยนเจาเจาได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของลมข้างหูเมื่อนางถูกหนานหมิงเหอวางลง ก็พบว่าตนอยู่ในจวนสกุลหยวนแล้ว
หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจาไปที่เรือนของตนและรีบแยกย้ายกันไปพักผ่อน
นายหญิงใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อาจเป็นเพราะวันนี้นางโชคดีกินรอบวงได้เงินมามาก นางจึงลากยาวเล่นไพ่กับเหล่าน้องสะใภ้ตลอด
ในหนึ่งปี นายหญิงผู้เฒ่าไม่ค่อยจะมีความสุขและสนุกสนานเช่นวันนี้บ่อยนักจึงเล่นไพ่อยู่ด้วยกัน กระทั่งนายหญิงผู้เฒ่าหาวหวอดเพราะความง่วง วงไพ่ใบไม้โต๊ะนี้ถึงจบลง
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] หัวไชเท้า หมายถึง เด็กอ่อนต่อโลกไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร
[2] สุขจนลืมเรือน หมายถึงมีความสุขกับที่ใหม่จนไม่อยากกลับที่เก่า
[3] อี้จี หมายถึง นางคณิกาชั้นสูงจะขายบริการด้านศิลปะและความบันเทิง เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรี แต่งกลอน ไม่ขายบริการทางเพศเป็นหลัก
[4] ไม่ตั้งใจปลูกหลิว กลับได้ร่มเงา หมายถึงสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้ตั้งใจดันเกิดขึ้น แต่พอตั้งใจกลับไม่ได้เสียอย่างนั้นการกระทำมักไม่เกี่ยวข้องกับเจตนา แต่เกี่ยวข้องกับโชคชะตา
[5] ทายหมัดนับเลข หมายถึง การละเล่นในวงเหล้า โดยผู้เล่นจะกำหมัดแล้วปล่อยหมัดชูนิ้วมือเป็นสัญลักษณ์แทนตัวเลข เช่น ชูนิ้วหัวแม่มือแทนจำนวน 5 หรือชูนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้แทนจำนวน 8 เป็นต้นซึ่งจะต้องทายจำนวนเลข ขณะที่ปล่อยหมัดชูนิ้วด้วย เมื่อบวกสัญลักษณ์นิ้วของทั้งคู่แล้วใครทายถูกก็ชนะ ใครแพ้ต้องถูกปรับให้ดื่มสุรา ถ้าเสมอกันก็เริ่มเล่นกันใหม่เป็นการละเล่นในวงสุราที่ชาวบ้านชอบกัน