เมื่อถูกรบเร้าหนักขึ้นเจนเนตรไม่อาจปฏิเสธได้จึงยอมค้างแรมที่บ้านของนิธิศในที่สุดหลังจากอาบน้ำเสร็จเธอก็สวมชุดนอนแขก ห้องที่นอนอยู่ติดกับห้องของคุณยายสร้อยม่วง
เห็นแม่บ้านมาบอกว่าให้เธอไปหาคุณยายสร้อยม่วงก่อนนอนหญิงสาวจึงออกจากห้องนอนแขกมาเคาะประตูห้องของคุณยายสร้อยม่วง เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงขานรับเธอจึงเปิดประตูเข้าไปข้างในห้อง
“คุณยายมีเื่อะไรเหรอคะ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกยายแค่อยากคุยกับหนูเท่านั้นจ้ะ”
เจนเนตรเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงรู้สึกว่าคุณยายสร้อยม่วงมีอะไรมากมายที่อยากสนทนากับเธอ คุณยายที่นั่งเอนหลังอยู่บนเตียงเอื้อมมือมากุมมือของหญิงสาวเอาไว้หลวมๆ
“ยายแค่อยากเล่าเื่ของตาธิศให้หนูฟังเท่านั้นจ้ะ”
“เื่อะไรคะ”
เจนเนตรเอ่ยขึ้นที่ผ่านมาก็พอรู้จักนิธิศในระดับหนึ่ง ทว่าเธอไม่รู้จักเขาดีเท่ากับคนในครอบครัวเธอจึงไม่รังเกียจจะฟังเื่ราวของเขา แม้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นจำเป็ต้องรู้เื่ของเขาอย่างลึกซึ้งก็ตาม
รู้เอาไว้บ้างก็ดีเผื่อว่าอนาคตเธออาจเกิดตกหลุมรักเขาเข้าสักวัน แค่เผื่อเอาไว้นะ
เพราะไม่รู้ว่าอนาคตต้องพบเจอกับอะไรบ้างนี่เนอะเธออาจรู้สึกดีกับเขาจนถึงขั้นลงเอยคบเป็แฟนกัน หรือไม่ก็อาจไม่ได้ไปขั้นนั้น
แต่ก็อย่างว่าแหละเจนเนตรชอบคิดเผื่ออนาคตเสมอ ข้อนี้เองที่ทำให้เธอตั้งใจฟังคุณยายสร้อยม่วง ดูจากสีหน้าของคุณยายกำลังมีความสุขที่เอ่ยถึงนิธิศ
“สมัยเด็กตาธิศเป็หัวโจกนักเลงในหมู่บ้าน ชอบก่อเื่ทะเลาะวิวาทกับเพื่อนตลอด”
“จริงเหรอคะหนูนึกภาพแบบนั้นไม่ออกเลยค่ะ”
เจนเนตรเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะนึกไม่ถึงว่าหมอหนุ่มบุคลิกสุภาพเรียบร้อยอย่างนิธิศจะเคยมีวีรกรรมแสบซนเช่นนั้นมาก่อน
“ตอนนั้นตาธิศอยู่ชั้นประถมเองละมั้ง”
ที่แท้ก็สมัยยังเล็กเจนเนตรนึกว่านิธิศเกเร่มัธยมปลายเสียอีก หากเกเร่วัยรุ่นจริง ชายหนุ่มคงไม่มีโอกาสเรียนหมออย่างที่ตั้งใจไว้กระมังเวลาส่วนใหญ่คงเอาไปเป็อันธพาลกับเพื่อนหมด
อย่าว่าแต่เรียนหมอเลยคงเรียนไม่จบด้วยซ้ำ เพราะติดเพื่อนนักเลง โดดเรียนเป็ว่าเล่น นิสัยเอนเอียงตามเพื่อนกลุ่มใหญ่
“อ้อยายนึกออกละ ตอนนั้นตาธิศแอบชอบเด็กสาวผมเปียอยู่คนนึง”
“คุณหมอมีป๊อปปี้เลิฟด้วยเหรอคะ”
เหลือเชื่อแสบซน อีกทั้งยังแก่แดดมีความรักทั้งที่ยังเด็กเล็ก หากจำไม่ผิดสมัยประถมเจนเนตรยังไม่รู้จักความรักอะไรแบบนี้เสียด้วยซ้ำ
จำได้ว่ากว่าจะเริ่มมีแฟนก็เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว่เวลานั้นเป็แค่รักใสๆ เท่านั้น พอเรียนจบค่อยมีแฟนจริงจัง
“มีสิตาธิศชอบเด็กคนนั้นมาก ถึงขั้นเอาดอกไม้ไปสารภาพรัก”
“โห…คุณหมอมีความกล้ามากเลยค่ะ”
เจนเนตรพลางนึกภาพตามด้วยความตื่นเต้นอยากรู้ว่าสมัยเด็กนิธิศแก่นแก้วใจกล้าแค่ไหน
“พอเด็กคนนั้นไม่รับรักตาธิศถึงขั้นดึงผมเปียของเธอ แกล้งเธอร้องไห้ทุกวัน”
พอฟังมาถึงตรงนี้เจนเนตรถึงกับเบิกตากว้างด้วยความใหากเปรียบเทียบเป็เธอเด็กผู้ชายคนนั้นคงโดนต่อยไปหลายหมัดสมัยเด็กเธอก้าวร้าวพอสมควร ไม่ยอมถูกใครรังแกง่ายดายเช่นนั้นหรอก
“แต่…หนูไม่ต้องกลัวไปนะ ตอนนี้ตาธิศเลิกนิสัยดื้อแบบนั้นไปนานแล้ว”
สร้อยม่วงเห็นสีหน้าและแววตาของหญิงสาวจึงรีบเอ่ยแก้ตัวด้วยเกรงว่าอาจทำให้หลานชายเสียเครดิตสร้อยม่วงเพียงแค่อยากให้เธอรู้เื่ราวของหลานชายให้มากขึ้นเผื่อว่าจะสามารถทำให้เธอใจอ่อนยอมรับรักจากนิธิศ
ไม่ได้คิดจะเผาหลานรักคนนี้เลยเอ…แต่เล่าไปเล่ามาคล้ายสร้อยม่วงได้ราดน้ำมันเผานิธิศให้หญิงสาวฟังไปเรียบร้อยแล้ว
“ไม่หรอกค่ะธรรมดาเด็กผู้ชายก็ซนแบบนี้ สมัยเรียนหนูก็เคยต่อยตีกับเด็กผู้ชายเหมือนกัน”
เจนเนตรเผลอเอ่ยถึงวีรกรรมของตัวเองขึ้นมาบ้างโดยลืมไปว่าอาจทำให้อีกฝ่ายใ พอเงยหน้าขึ้นมองคุณยายสร้อยม่วงเห็นคุณยายกำลังเอามือนาบอกจ้องมองมาแน่นิ่งไม่กะพริบตา
หญิงสาวเผลอเอามือไปแตะลำคอแก้เขินแน่ล่ะสิ ใครจะรับเื่แบบนี้ได้ เด็กผู้หญิงซนเกินวัยชอบท้าต่อยตีกับพวกเด็กผู้ชายเกเร
“แต่ตอนนี้หนูก็เลิกนิสัยแบบนั้นไปนานแล้วเหมือนกันค่ะ”
หญิงสาวแก้ตัวด้วยรอยยิ้มแห้งเห็นสีหน้าของคุณยายสร้อยม่วงเริ่มกลับมาดีดังเดิมจึงค่อยรู้สึกโล่งใจ ไม่น่าเอ่ยถึงความแสบซนในสมัยเด็กของตัวเองเลย
“อ้อดีแล้วจ้ะ ยายจะเล่าต่อนะ”
“ค่ะคุณยาย”
“เห็นตาธิศแบบนี้แต่จริงๆ คือกลัวผีมาก จำได้ว่าตอนนั้น โดนเพื่อนแกล้งปลอมเป็ผีหลอกตาธิศถึงกับเป็ไข้จับสั่นไปเป็อาทิตย์”
อืม…ใครๆ ก็กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งนั้น ยกเว้นเจนเนตร เธอแปลกคนเกินไปไหมนะ
“แต่หลานยายคนนี้ก็มีข้อดีอยู่นิดนึงนะ”
เท่าที่เจนเนตรเห็นนิธิศไม่ได้มีข้อดีแค่นิดเดียว ทว่ามีข้อดีมากมายเสียจนหาคนเปรียบได้ยากต่างหาก
“ตาธิศเรียนเก่งมากสอบที่หนึ่งของชั้นตลอดเลยล่ะ”
“คุณหมอสุดยอดมากค่ะ”
“ตาธิศสอบชิงทุนไปเรียนหมอเมืองนอกได้ด้วยนะหนูเจน”
จะว่าไปแล้วสมองอันน้อยนิดของเจนเนตรไม่อาจเปรียบเทียบกับนิธิศได้เลยมิน่าล่ะ ผู้คนจึงหลั่งไหลมาใช้บริการคลินิกเสริมความงามของชายหนุ่มมากมายต่างก็บอกปากต่อปากจนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วไทย
ขนาดคนต่างประเทศยังนิยมมาใช้บริการเสริมความงามที่คลินิกของนิธิศเพราะไว้ใจในฝีมือศัลยกรรมของเขา
“หนูคิดว่าคุณหมอเป็คนอัจฉริยะหนูรู้จักกับคุณหมอตอนไปเข้าคลินิกนี่แหละค่ะฝีมือของคุณหมอเก่งกว่าหมอหลายคนที่หนูเคยไปรักษาด้วยซ้ำ”
“จริงเหรอจ๊ะ”
“ค่ะคุณยายอีกอย่างคุณหมอใจเย็นมากเลยค่ะ เป็ผู้ชายอบอุ่นที่ใครอยู่ด้วยแล้วสบายใจ”
“แล้วหนูสบายใจด้วยไหม”
“แน่นอนสิคะหนูรู้สึกอารมณ์ดีทุกครั้งที่อยู่ใกล้คุณหมอ”
“ถ้างั้นตาธิศก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ในใจหนูสินะ แบบนี้ยายค่อยโล่งใจหน่อย”