"จิ้งจอกไม่ต้องจำเพราะสิ่งที่สำคัญนั้นฝังอยู่ในสิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำ"
ว่ากันว่าบางชีวิตนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่การเกิด มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นหลายชั่วอายุคนในวันที่ิญญาดวงหนึ่งทำสัญญากับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง และสัญญานั้นไม่มีวันหมดอายุไม่ว่าจะเกิดใหม่กี่ครั้ง ไม่ว่าจะจำหรือลืม ร่างกายจะจำในสิ่งที่ิญญาลืมและิญญาจะจำในสิ่งที่ร่างกายไม่รู้ เพราะบางสิ่งนั้นลึกกว่าความทรงจำลึกกว่าชาติใดชาติหนึ่ง มันคือสิ่งที่เรียกว่า — พันธะแห่งองค์เมียวจิ
ตอนที่หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนทุกอย่าง…….
บันทึกจากสมุดของจางเว่ย บัณฑิตแห่งตำหนักเมฆาหล่น เขียนในปีที่สามหลังจากเหตุการณ์อิงเฉียนต้งเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าทุกสิ่งนั้นเริ่มต้นอย่างไร
"ข้าใช้เวลาสามปีรวบรวมเื่ราวนี้จากบันทึกเก่า จากคำบอกเล่า จากสิ่งที่ข้าเห็นด้วยตัวเองและจากสิ่งที่ท่านองค์เมียวจิบอกข้าในค่ำคืนหนึ่งที่ท่านนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรและดูเหมือนจะพูดสิ่งที่ท่านไม่เคยพูดให้ใครฟัง
เื่ราวนี้ไม่ได้เริ่มที่วันที่ท่านและเทียนจวินพบกัน มันเริ่มต้นก่อนหน้านั้นนานมากนานกว่าที่ใครในรุ่นนี้จะจำได้"
ต้นกำเนิดของสถูปหวนชะตาและพันธะที่ไม่มีใครเลือก…….
ในยุคที่ขอบเขตระหว่างโลกคนเป็และโลกิญญายังบางกว่านี้
มีสถูปหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วย
ทองคำเก่ารูปทรงเรียบในแบบที่เรียบเกินกว่าจะเป็ฝีมือช่าง บนผิวของมันมีอักษรที่บัณฑิตทุกยุคอ่านออกแต่ไม่เคยเข้าใจไม่ใช่เพราะอักษรนั้นยาก แต่เพราะความหมายของมันเปลี่ยนไปตามคนที่อ่าน
สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม มันอ่านว่า "จงรอ"
สำหรับคนที่พร้อมแล้ว มันอ่านว่า "จงรับ"
และสำหรับคนเพียงคนเดียวในทุกยุคที่สถูปนั้นเลือกมันอ่านว่า "จงเป็"
สถูปหวนชะตาเป็ของที่ไม่ถูกแต่เลือกผู้ถือ และในทุกชั่วอายุคนมันจะเลือกผู้ถือที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองโลกได้โดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะฝึกมาแต่เพราะเป็
ผู้ถือสถูปคนสุดท้ายก่อนอี้เหยียนนั้น
เป็หญิงชรานามว่า เป้ยหลินที่ถือมันมาเจ็ดสิบปีและส่งมอบให้ก่อนสิ้นใจด้วยรอยยิ้มในแบบที่คนยิ้มเมื่อพวกเขาส่งบางอย่างที่ดีต่อไปยังมือที่ถูกต้อง
แต่ก่อนที่เป้ยหลินจะส่งมัน นางพูดสิ่งหนึ่งกับสถูปในแบบที่คนพูดกับสิ่งที่มีชีวิตและรับรู้
"เด็กคนนี้มีพันธะหนัก" นางพูดเบา ๆ "และเขาจะไม่รู้ว่าหนักแค่ไหนเขาจะรู้ต่อเมื่อถึงเวลา ดูแลเขาด้วย"
สถูปไม่ตอบ แต่แสงทองอ่อน ๆบนผิวของมันสว่างขึ้นสักวินาที ในแบบที่รับรู้
อี้เหยียน ร่างที่เกิดมาในตอนรุ่งอรุณ……..
ตำหนักเล็กบนเนินเขาใน่เปลี่ยนฤดู
อี้เหยียนเกิดในตอนรุ่งอรุณของวันที่ท้องฟ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเป็คืนหรือเช้าแสงเพิ่งเริ่มกรองผ่านขอบฟ้า หมอกยังลอยต่ำในหุบเขา
และในตอนที่เด็กทารกนั้นร้องครั้งแรกเด็กในห้องข้างๆ ทั้งหมดหยุดร้องพร้อมกัน ราวกับได้ยินบางอย่างที่ทำให้พวกเขานิ่ง
หมอตำแยที่คลอดเด็กมาสามสิบปีหยุดนิ่งสักวินาทีเมื่อเห็นเด็กทารกนั้น
ไม่ใช่เพราะอะไรผิดปกติ ทุกอย่างปกติดีห้าสิบนิ้วครบ ร้องแข็งแกร่ง ิัสีปกติ
เว้นแต่ร่างที่เย็นะเืราวนน้ำแข็งแม้จะเกิดในเวลาเช้าที่อบอุ่น
และดวงตาเมื่อลืมขึ้นมานั้น
ไม่ใช่ดวงตาของทารกแรกเกิด
มันเป็ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่างในห้องในพริบตาเดียวในแบบที่ดวงตาของคนที่มีประสบการณ์มากมายจะอ่าน
แม่ของเด็กที่นอนเหนื่อยอยู่นั้นยิ้มเมื่อเห็นลูก
"ดวงตาเหมือนปู่" แม่พูดเบา ๆ ก่อนหลับตาลงพัก
หมอตำแยที่อุ้มเด็กในมือเห็นบางอย่างที่แม่ไม่เห็นที่บนข้อมือซ้ายของเด็กทารกนั้นมีรอยสีขาวจาง ๆ รูปร่างที่นางไม่เคยเห็นในเด็กคนไหนรูปร่างที่คล้ายอักษรโบราณแต่ไม่ใช่อักษรที่นางรู้จัก
นางไม่ได้พูดถึงมัน
เพราะในทันทีที่เขาจะพูดอีกาดำตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กรอบหน้าต่างห้องคลอด ผิดปกติในหลายแบบอีกาไม่บินในตอนรุ่งอรุณ และอีกาตัวนี้มีดวงตาสีทองที่มองตรงมาที่เด็กทารกในมือของหมอตำแย
มองในแบบที่รู้จัก
เด็กทารกหยุดร้อง ยื่นมือเล็ก ๆออกไปในทิศทางของหน้าต่าง
อีกาตัวนั้นส่งเสียงร้องสั้นหนึ่งเสียงแล้วบินขึ้นไปในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทุกที
เื่ของเืที่ไม่ธรรมดา..........
พ่อของอี้เหยียนเป็บัณฑิตที่ศึกษาคัมภีร์โบราณมาตลอดชีวิตเป็คนที่รู้ว่าโลกนั้นกว้างกว่าที่ตาเห็นแต่เลือกที่จะรับมันด้วยหมึกและกระดาษมากกว่าด้วยการออกไปัั
แม่ของอี้เหยียนเป็สิ่งที่ต่างออกไป
ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่าแม่ของเขามาจากไหนปรากฏตัวขึ้นในฤดูหนาวหนึ่ง ใบหน้างามเกินมนุษย์ ผิวขาวผิดปกติ ผมดำเงาดวงตาที่บางครั้งดูเหมือนสีทองในแสงน้อยและหายไปในคืนหนึ่งเมื่ออี้เหยียนอายุสามขวบ ไม่มีร่องรอย ไม่มีคำอธิบายแค่หายไปในแบบที่บางสิ่งหายไปเมื่อมันทำสิ่งที่ต้องทำเสร็จแล้ว
ทิ้งไว้แค่ลูกที่มีดวงตาสีทองและผิวขาวราวหิมะ
และบนข้อมือซ้ายของเด็กที่อายุสามขวบนั้นรอยที่เคยจางเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่อายุเจ็ดปีรอยนั้นชัดพอที่จะอ่านได้
อี้เหยียนอ่านมันในกระจกบานเล็กของพ่อ
อักษรโบราณที่เขาอ่านออกแม้ไม่เคยเรียนในแบบที่บางสิ่งรู้เองโดยไม่ต้องสอน
"ผู้ถือสถูปหวนชะตา ผู้ยืนระหว่างสองโลกผู้ที่เกิดมาเพื่อส่ง"
เขาอ่านมันออกเสียงในห้องเงียบและในขณะที่คำสุดท้ายออกมา สถูปเล็กที่เป้ยหลินฝากไว้ที่บ้านพ่อก่อนสิ้นใจนั้นเรืองแสงขึ้นจากกล่องไม้ที่มันนอนอยู่ในห้องเก็บของมาสามปี
วันที่สถูปเลือก
อี้เหยียนเปิดกล่องไม้ด้วยมือเล็ก ๆของเด็กอายุเจ็ดปี
สถูปนั้นเล็กพอที่จะถือในฝ่ามือทองคำที่เก่าแต่สะอาดอักษรบนผิวของมันในแสงที่กรองผ่านหน้าต่างห้องเก็บของนั้นอ่านชัดเจน
เขาอ่านมัน
"จงเป็"
สถูปนั้นอุ่นในมือของเขาในทันทีที่หยิบขึ้นมาไม่ใช่อุณหภูมิของโลหะที่รับความอบอุ่นจากมือ แต่อุ่นจากข้างในในแบบที่สิ่งที่มีชีวิตจะอุ่น
และในพริบตาเดียว
เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่มีคำพูดสำหรับมันในอายุเจ็ดขวบแต่เมื่อโตขึ้นเขาจะอธิบายได้ว่ารู้สึกเหมือนจำบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตนี้ รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่รอเขาอยู่ในที่ที่เขายังไม่ถึงรู้สึกเหมือนชีวิตก่อนหน้านี้ที่เขาไม่จำได้กำลังเคาะที่ผนังของความทรงจำในชีวิตนี้
เขาไม่กลัว!
เพราะดวงตาสีทองในร่างที่มีเืจิ้งจอกขาวผสมอยู่นั้นรับรู้บางสิ่งที่คนอื่นไม่รับรู้ รับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง
"ข้าจะถือเ้า" เขาพูดกับสถูปในมือเสียงเด็กอายุเจ็ดที่พูดในแบบที่ไม่ใช่เสียงเด็กอายุเจ็ด
อีกาดำตัวหนึ่งเกาะบนขอบหน้าต่างของห้องเก็บของ
ดวงตาสีทองมองเขาจากนั้นก็บินเข้ามาในห้องและลงเกาะที่ไหล่ซ้ายของเขาอย่างเบา ๆ
ราวกับกลับมาบ้าน
อี้เหยียนมองอีกาดำที่ไหล่ซ้าย อีกาดำมองเขากลับ
"เ้าตามข้ามาั้แ่เกิด" เขาพูดเบา ๆ
อีการ้องเสียงสั้นหนึ่งครั้ง กาววว! ในแบบที่ยืนยัน
"ข้าจะเรียกเ้าว่าเมียวกิ" อี้เหยียนพูด "แปลว่าสหายของสิ่งที่อธิบายไม่ได้แต่มีอยู่จริง"
เมียวกิ ชื่อที่ให้ในวันนั้นกวัดหางหนึ่งครั้งในแบบที่พอใจ
การเติบโตของอี้เหยียนและสิ่งที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องสอน........
สิบปีถัดมา
พ่อของอี้เหยียนเป็บัณฑิตที่ดีและเป็พ่อที่รักลูกแต่เขาเป็คนที่รู้เร็วว่าสิ่งที่ลูกของเขาเป็นั้นเกินกว่าที่เขาจะสอนได้
เขาจึงหาคนที่สอนได้
ในห้าปีแรกอาจารย์ที่เขาพาลูกไปเรียนมาสิบสองคน ทุกคนส่งเขากลับมาในเวลาไม่เกินหนึ่งเดือนไม่ใช่เพราะเขาเรียนช้า แต่เพราะเขาเรียนเร็วเกินไปจนไม่มีอะไรเหลือให้สอน
ไม่ใช่แค่เร็ว แต่เขารู้สิ่งที่ไม่มีใครสอน
คัมภีร์ที่เขาไม่เคยอ่าน อี้เหยียนอ่านแล้วรู้ว่าหน้าต่อไปพูดถึงอะไรก่อนที่จะพลิกสูตรที่ซับซ้อน เขาแก้ได้ในวิธีที่อาจารย์ไม่รู้จักและพิธีกรรมที่ต้องใช้เวลาฝึกหลายปี เขาทำได้ในการลองครั้งแรกในแบบที่อาจารย์คนที่สี่บอกพ่อของเธอว่า"ลูกของท่านนั้นไม่ได้เรียนรู้ในชาตินี้มันมาจากที่อื่น"
พ่อของเขาเชื่อ
เพราะเขาเป็บัณฑิตที่อ่านคัมภีร์มากพอที่จะรู้ว่าบางสิ่งนั้นไม่สามารถอธิบายด้วยตรรกะของชีวิตเดียว
ในปีที่สิบสอง อาจารย์คนสุดท้ายที่พ่อพาเขาไปหาคือชายชราชื่อเฉินเหวิน ที่อาศัยอยู่บนูเาสูงทางตะวันตก บัณฑิตที่เก่ามากจนไม่มีใครรู้อายุที่แน่นอนของเขา
เฉินเหวินเปิดประตูมาพบอี้เหยียน มองเขาสักพัก
แล้วก็หันไปบอกพ่อของอี้เหยียนว่า "กลับบ้านได้ข้าจะเป็คนดูแลเอง"
พ่อของอี้เหยียนถามว่าจะสอนอะไร
เฉินเหวินพูดว่า "ข้าจะไม่สอนข้าจะช่วยเขาจำสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว"
สี่ปีบนูเาของเฉินเหวิน.............
เฉินเหวินเป็ครูที่ต่างจากคนอื่น เขาไม่สอนเขาถาม
ถามในแบบที่คำถามของเขาเป็กุญแจที่เปิดประตูในใจของอี้เหยียนประตูที่มีสิ่งซ่อนอยู่ข้างหลังมากกว่าที่ตัวอี้เหยียนเองรู้
ปีแรก เขาถามเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งมีชีวิต อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาพยักหน้าและจดบันทึก
ปีที่สองเขาถามเกี่ยวกับความตายและสิ่งที่อยู่หลังมัน อี้เหยียนตอบในแบบที่เขาวางปากกาลงและมองอี้เหยียนนานแล้วพูดว่า "เ้าเห็นแล้ว ในชาติก่อน"
อี้เหยียนไม่ตอบยืนยันหรือปฏิเสธแต่ก็ไม่บอกว่าไม่ใช่
ปีที่สาม เขาถามเกี่ยวกับสถูปหวนชะตา อี้เหยียนเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกั้แ่วันแรกที่จับมันเฉินเหวินฟังแล้วพูดว่า "สถูปนั้นเลือกผู้ถือในแต่ละยุคผู้ถือก่อนเ้าทำงานส่งิญญาที่หลงทางกลับไปในแบบที่ถูกต้อง และตัวเ้าจะทำเหมือนกันแต่สิ่งที่เ้าต้องเผชิญจะใหญ่กว่า"
"ใหญ่กว่าแค่ไหน?" อี้เหยียนถาม
"ใหญ่กว่าที่ผู้ถือสถูปคนใดเคยเผชิญ" เขาตอบตรง "แต่เ้าไม่ได้อยู่คนเดียวมีคนที่จะยืนข้างๆ เ้า คนที่ตามเ้ามาทุกชาติ"
อี้เหยียนมองเขา ดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง
"ท่านรู้เื่ชาติก่อนของข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบไม่ใช่คำถาม
"รู้บางส่วน" เขายอมรับ "พอที่จะรู้ว่าเ้ามาถึงชาตินี้ด้วยราคาที่หนักมาก"
"ราคาอะไร?"
เฉินเหวินมองอี้เหยียนนานแล้วก็หยิบม้วนกระดาษออกมาจากชั้นหนังสือที่อยู่หลังเขาม้วนที่เขาเก็บไว้นานก่อนที่อี้เหยียนจะมาถึงเสียอีก
"ปีที่สี่" เขาพูด "ข้าจะบอกเ้าในปีที่สี่"
ปีที่สี่ สิ่งที่เฉินเหวินบอก....
คืนหนึ่งในฤดูหนาว ไฟในเตาลุกอยู่เฉินเหวินวางม้วนกระดาษเก่าลงบนโต๊ะ
อี้เหยียนอายุสิบหกปีนั่งอยู่ตรงข้าม เมียวกิบนไหล่ซ้ายดวงตาสีทองทั้งสองในห้องนั้นมองเฉินเหวินรอ
"ม้วนกระดาษนี้เป็บันทึกชาติก่อนของเ้า" เฉินเหวินพูดเสียงเงียบ "ไม่ทั้งหมดแค่บางส่วน และแค่บางส่วนเท่านั้นที่ข้าคิดว่าเ้าควรรู้"
"ทำไมไม่ทั้งหมด?"
"เพราะส่วนที่เหลือนั้น เ้าต้องจำเอง" เขาพูด "บางสิ่งถ้ารู้ก่อนเวลามันจะเปลี่ยนสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น"
เขารับม้วนกระดาษ เปิดอ่าน
ลายมือบนนั้นเป็ลายมือที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นแต่อ่านออกในทันทีในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขาออก
"บันทึกชาติก่อนของผู้ถือสถูปหวนชะตาคนปัจจุบัน
ชาติแรก อ้ายเหลียนนักดนตรีในราชสำนักที่รักนักรบผู้หนึ่ง รักอย่างลึกและเงียบจนวันที่นักรบนั้นถูกใส่ร้ายว่าทรยศอ้ายเหลียนเลือกเชื่อคำกล่าวหาเพราะกลัวว่าความรักของตัวเองนั้นทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและในวันที่รู้ว่าทุกอย่างเป็ความเข้าใจผิด นักรบนั้นสิ้นชีวิตไปแล้วอ้ายเหลียนใช้ชีวิตที่เหลือกับความเสียใจ และสิ้นชีวิตโดยไม่ได้พูดสิ่งที่ควรพูด
ชาติที่สอง หลิวเย่ นักบวชชายในวัดห่างไกลรักลูกศิษย์สำนักฝ่ายตรงข้ามที่มาขอคำแนะนำในเื่ลึกลับ รักอย่างเงียบ ๆในแบบที่คนที่ถือศีลจะรัก แต่คราวนี้ถูกหักหลังลูกศิษย์สำนักนั้นใช้ความไว้วางใจของนางเพื่อผลประโยชน์ของสำนักหลิวเย่สิ้นชีวิตด้วยการทรยศที่เ็ป แต่ในชาตินั้นนางเรียนรู้ว่าความรักนั้นไม่ผิดแค่คนที่เลือกผิด
ชาติที่สาม เซียนหรูนักรบหญิงที่รักผู้บัญชาการของตัวเองอย่างเปิดเผย ผู้บัญชาการที่รักกลับและรักยาวรักในแบบที่ดีที่สุดของทั้งสองชาติก่อน แต่าพรากทุกอย่างไปทั้งสองสิ้นชีวิตในสนามรบในวันเดียวกัน ห่างกันสิบก้าวไม่มีใครรู้ว่าอีกคนยังมีชีวิตอยู่ในสิบก้าวนั้น
สามชาติที่ผ่านมาิญญาสองดวงนี้เวียนวนหากันและพลาดกันทุกครั้ง ในแบบที่ต่างกันด้วยเหตุผลที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์เดียวกัน
ในชาติที่สี่ซึ่งเป็ชาติสุดท้ายก่อนชาตินี้ เซี่ยิมีทั้งหมดที่ชาติก่อน ๆ ้า รักและรู้ว่ารัก รักและได้รับรักรักในแบบที่ครบถ้วน
จนกระทั่งเซี่ยิพบว่าคนที่เขารักนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายที่ไม่ใช่ของเขาคนเดียวและราคานั้นจะพรากเขาไปในวันที่ราคาครบกำหนด เซี่ยิเลือกจ่ายแทน แต่ราคาที่เขาไม่ควรจ่ายนั้นทำลายร่างของเขา
ิญญาของเซี่ยิเข้าสู่กระบวนการเกิดใหม่แต่ไม่ใช่การเกิดใหม่ธรรมดา มันเป็การเกิดใหม่ที่มีเงื่อนไขเกิดมาพร้อมพันธะกับสถูปหวนชะตา เกิดมาพร้อมพลังงานที่สะสมจากสี่ชาติและเกิดมาในร่างที่มีเืที่ต่างออกไปเพื่อให้รับมือกับสิ่งที่ชาตินี้ต้องเผชิญได้
และอีกิญญาหนึ่งิญญาที่ตามมาทุกชาติ ก็เกิดมาในชาตินี้เช่นกัน รอการพบกัน"
อี้เหยียนวางม้วนกระดาษลงในขณะที่แสงไฟในเตาเปลี่ยนสีอย่างช้าๆ
เขาไม่พูดอะไรสักพัก ในแบบที่เขาเงียบเมื่อรับสิ่งที่สำคัญมาก
"ชาติก่อนข้าจ่ายราคาแทนคนที่รัก" เขาพูดในที่สุด เสียงเรียบ
"ใช่" เฉินเหวินพูดเบา
"และในชาตินี้ข้าเกิดมาพร้อมพันธะกับสถูปเพื่อทำงานที่ต้องทำ"
"ใช่"
"และอีกิญญาหนึ่ง" เขาพูดช้า ๆ "คนที่ตามมาทุกชาติเขาคือใคร?"
เฉินเหวินมองอี้เหยียนดวงตาของชายชราที่รู้มากเกินไปนั้นอ่อนลงเล็กน้อย
"ข้าไม่รู้ชื่อ" เขาพูดตรง "แต่ม้วนนี้ระบุว่าเป็ิญญาที่แข็งแกร่งไม่ยอมแพ้ และตามเ้ามาทุกชาติโดยไม่ได้รับคำเชิญ แค่ตามมาเพราะเลือก"
"ตามมาเพราะเลือก" อี้เหยียนพูดซ้ำเบา ๆ
"ในชาตินี้เ้าจะพบเขา" เฉินเหวินพูด "และเมื่อพบ เ้าจะรู้"
"รู้อะไร?"
"รู้ว่ารู้จักกัน" เขาพูดเงียบ ๆ "ในแบบที่ลึกกว่าการพบกันครั้งแรกในชีวิตนี้จะรู้สึก"
ตำหนักเมฆาหล่น ที่ที่ถูกเลือกให้เป็บ้าน.........
หลังจากสี่ปีบนูเา
อี้เหยียนอายุสิบเจ็ดกลับลงมาสู่โลกในแบบที่ต่างจากเด็กอายุสิบสามที่ขึ้นไป ไม่ใช่ต่างในรูปร่าง ความสูงสมส่วนผิวขาวราวเกล็ดหิมะ ดวงตาสีทอง และใบหน้าลึกลับ คม งดงามราวสุนัขจิ้งจอก แต่ต่างในแบบที่ตัวเขาเองรู้แล้วว่าตัวเองเป็อะไรไม่ใช่ต่างในแบบคนที่ยังไม่รู้
พ่อของเขาเสียชีวิตในปีที่สามจดหมายส่งขึ้นไปบนูเา เขาอ่านจดหมายในค่ำคืนหนึ่ง นั่งอยู่กับมันสักพักแล้วก็วางลงและนอนหลับ ไม่ใช่เพราะไม่เสียใจ แต่เพราะเขารู้สึกว่าพ่อของเขาเดินทางไปในที่ที่ถูกต้องแล้วและสถูปในมือเขาบอกเงียบ ๆ ว่าพ่อนั้นปลอดภัยดี
เขาลงจากูเามาพร้อมกับสิ่งเดียวตำหนักเมฆาหล่น
ไม่ใช่ตำหนักที่ใครสร้างให้ แต่ตำหนักที่อี้เหยียนพบในเส้นทางลงเขาตำหนักร้างบนเนินเขาเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทั้งหุบเขาและป่าในระยะไกล เขายืนอยู่ที่ประตูตำหนักนั้นสักพักในแสงบ่าย
แล้วก็รู้ว่านี่คือที่ที่ตัวเขาเองควรอยู่
เมียวกิบินลงมาเกาะที่หลังคาตำหนัก มองลงมาที่เขา
"ใช่ไหม?" อี้เหยียนถามมัน
มันร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้งในแบบที่ยืนยัน
ปีแรกที่ตำหนักเมฆาหล่น การเริ่มต้นงาน…..
อี้เหยียนซ่อมตำหนักด้วยมือของตัวเองปลูกสวนสมุนไพร จัดห้องสมุดจากคัมภีร์ที่เฉินเหวินให้มาและเริ่มรับรายงานเื่ลึกลับที่คนในพื้นที่ใกล้เคียงนำมาบอก
เื่แรกที่เขารับคือเื่ิญญาที่หลงอยู่ในบ้านเก่าและทำให้คนในบ้านนั้นไม่มีความสุขเขาไปดู ส่งิญญานั้นกลับในเวลาสองชั่วโมง กลับมาโดยไม่บอกว่าทำอะไร ไม่รับเงินรับแค่สมุนไพรที่เ้าของบ้านปลูกไว้
เื่ที่สองซับซ้อนขึ้นเื่ที่สามมีการต่อสู้ครั้งแรก ครั้งที่อี้เหยียนพบว่าสถูปนั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือส่งิญญามันเป็อาวุธด้วยเมื่อจำเป็ และเมียวกิที่เติบโตขึ้นพร้อมกับงานที่หนักขึ้นนั้นเรียกภูติพิทักษ์ดวงแรกมาช่วยได้ในคืนที่สาม ของปีแรก
ข่าวของตำหนักเมฆาหล่นและองค์เมียวจิแพร่ออกไปในแบบที่ข่าวของคนที่งดงามลึกลับ และมีฝีมือหาตัวจับยากแพร่ ไม่ใช่เป็การป่าวประกาศ แค่คนบอกต่อในแบบที่คนบอกเมื่อพวกเขาพบบางอย่างที่ เก่ง ศักดิ์สิทธิ์และน่านับถือ
ในปีที่สาม ทีมของเขาก็ก่อตัวขึ้นเองตามธรรมชาติจางเว่ยที่มาขอเป็บัณฑิตประจำตำหนัก หลี่เซียนที่มาเพราะอยากทำงานที่มีความหมายซวินฮัวที่มาเพราะดาบของเขา้าใช้ เซินเหมยที่มาเพราะยาของนาง้าคนป่วยที่นางรักษาได้
และชีวิตของอี้เหยียนใน่นั้นถ้าจะสรุปในหนึ่งประโยค คือ สมบูรณ์ในแบบที่งานสมบูรณ์แต่ยังมีบางอย่างที่ว่างเปล่าในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายให้ใครเข้าใจ
สำนักจวิ้นเทียน และมือปราบมารคนหนึ่ง….....
ในระยะทางสามวันจากตำหนักเมฆาหล่น
สำนักจวิ้นเทียนตั้งอยู่บนูเาที่สูงกว่ามีประวัติยาวนานกว่า มีสมาชิกมากกว่า และมีชื่อเสียงในแบบที่ต่างออกไปชื่อเสียงของสถานที่ฝึกคนปราบมาร ไม่ใช่คนส่งิญญา แต่คนกำจัดสิ่งชั่วร้าย
สำนักจวิ้นเทียนและตำหนักเมฆาหล่นทำงานในโลกเดียวกันแต่ไม่เคยมีเส้นทางที่ตัดกัน
จนกระทั่งปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง
เทียนจวินเป็ลูกศิษย์ที่หยวนซินรับมาเองจากถนนในตอนที่เด็กชายคนนั้นอายุเจ็ดปีและกำลังสู้กับอันธพาลสามคนด้วยท่าทีที่บอกว่าเขาจะไม่ยอมแม้ว่าจะแพ้ก็ตาม
หยวนซินเห็นเด็กชายคนนั้นสู้แล้วก็รู้ว่าต้องรับมาสอนไม่ใช่เพราะเด็กนั้นเก่งแต่เพราะเด็กนั้นไม่ยอมแพ้ในแบบที่บอกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นแข็งแกร่งกว่าร่างกายภายนอก
สิบห้าปีในสำนักจวิ้นเทียน
เทียนจวินกลายเป็สิ่งที่หยวนซินรู้ว่าเขาจะเป็มาั้แ่วันแรกนักรบที่เก่งที่สุดของสำนักในรุ่น ดาบที่ไวที่สุด พลังงานที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ที่สำคัญกว่านั้นคือใจที่เป็ธรรม ไม่ฆ่าในแบบที่ไม่จำเป็ไม่ทำร้ายในแบบที่เกินพอดี
แต่มีบางอย่างในเทียนจวินที่ทำให้หยวนซินสังเกตมาตลอดสิบห้าปี
บางอย่างที่หยวนซินในฐานะบัณฑิตที่ศึกษาเื่การเวียนว่ายตายเกิดรู้จักดีความรู้สึกของคนที่กำลังมองหาบางอย่างโดยไม่รู้ว่ากำลังมองหา
"เ้ารู้สึกไหม?" หยวนซินถามเทียนจวินในคืนหนึ่งเมื่อเทียนจวินอายุยี่สิบ
"รู้สึกอะไร?"
"รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ต้องไปถึงแต่ยังไม่รู้ว่าไปที่ไหน"
เทียนจวินนั่งนิ่งอยู่สักพักดวงตาของเขาในแสงโคมนั้นคิดอยู่
"ใช่" เขาตอบในที่สุด เสียงเบา "ข้ารู้สึกแบบนั้นตลอดมา"
หยวนซินพยักหน้าช้า ๆในแบบที่รับรู้สิ่งที่เขาคาดคิดไว้
"เ้าจะพบมันเมื่อถึงเวลา" หยวนซินพูดเบา ๆ
วูิเหมิน คดีแรกที่ทำให้สองเส้นทางตัดกัน….....
ปีที่เทียนจวินอายุยี่สิบสอง
รายงานเื่ประตูวูิเหมินเข้ามาที่สำนักจวิ้นเทียนในเช้าของวันหนึ่งประตูในซุ้มตลาดเก่าที่ใครก็ตามที่เดินผ่านมันในเวลากลางคืนหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอยเจ็ดคนในเจ็ดคืน
หยวนซินส่งเทียนจวินพร้อมลูกศิษย์สำนักสี่คน
ที่ซุ้มตลาดเก่าในตอนบ่ายก่อนที่เทียนจวินจะมาถึง
มีคนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
ชายหนุ่มในชุดสีแดง ผมดำเงางามผิวขาวในแบบที่ทำให้เส้นเืฟ้าอ่อน ๆ ร่างแน่นด้วยมัดกล้ามตัวบางสูงชะรูด ที่ข้อมือดูชัดเจนยืนอยู่หน้าประตูซุ้มนั้นในท่าที่บอกว่าเขากำลังอ่านบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็นมือซ้ายถือสถูปทองที่เรืองแสงเบา ๆ ในแดดบ่าย
บนไหล่ซ้ายของเขามีอีกาดำที่ใหญ่กว่าอีกาทั่วไปดวงตาสีทองมองรอบ ๆ ในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รู้ว่าตัวเองเฝ้าระวังอะไรอยู่
เทียนจวินหยุดนิ่งสักวินาที
ไม่ใช่เพราะหน้าตาของอีกฝ่ายแม้จะงดงามในแบบที่ทำให้หยุดได้ แต่เพราะบางอย่างที่เขารู้สึกในทันทีที่เห็นอีกฝ่ายในแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
ความรู้สึกที่เขาจะอธิบายได้ในภายหลังว่าราวกับว่าเขาเดินหามาตลอดชีวิตแล้วก็เดินมาถึงสิ่งที่เดินหาโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินหามาตลอด
"ท่านคือคนของสำนักจวิ้นเทียน" อี้เหยียนพูดโดยไม่หันมามองเขาเสียงเรียบและแน่ใจ ยังคงมองที่ประตูซุ้มอยู่
"ใช่" เทียนจวินตอบ เดินเข้าไปใกล้ "และท่านคือ?"
"ผู้ถือสถูปหวนชะตา องค์เมียวจิ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบราวกับนั้นเพียงพอเป็คำแนะนำตัว
"ท่านคือองค์เมียวจิที่ผู้คนต่างเซ็งแซ่ แต่ข้าไม่รู้ว่าสถูปหวนชะตาคืออะไร" เขาพูดตรง
เขาหันมามองเขาในที่สุดครั้งแรกที่ดวงตาสีทองของอี้เหยียนพบกับดวงตาของเทียนจวิน
เทียนจวินมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้ชัดกว่าเดิม ชัดในแบบที่เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรในตอนนั้น
อี้เหยียนมองเขาในแบบที่มองเมื่อพวกเขาทั้งคู่เห็นบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้แต่ไม่พูดออกมา
"ท่านจะรู้ว่ามันคืออะไรในเวลาที่เหมาะสม" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบแล้วก็หันกลับไปมองประตูซุ้ม "แต่ตอนนี้มีงานที่ต้องทำประตูนี้เป็ทางเข้าสู่ชั้นที่สาม ไม่ใช่ประตูธรรมดาคนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยังมีชีวิตอยู่ แค่ติดอยู่"
"ติดอยู่ที่ไหน?"
"ในชั้นระหว่างโลก" อี้เหยียนพูด "และถ้าไม่นำพวกเขากลับมาภายในสามคืนพลังงานในชั้นนั้นจะดูดซับพวกเขาสมบูรณ์"
เทียนจวินมองอีกฝ่ายสักพักมองในแบบที่เขามองเมื่อเขาประเมินบางอย่าง แต่คราวนี้ไม่ใช่การประเมินความสามารถมันเป็บางอย่างที่ลึกกว่านั้น
"ท่าน้าความช่วยเหลือจากสำนักจวิ้นเทียนไหม?" เขาถาม
อี้เหยียนคิดอยู่สักวินาที
"ประตูนั้นมีการป้องกันที่ต้องถูกทำลายจากภายนอกก่อนที่ข้าจะเข้าไปข้างในได้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ถ้าท่านสามารถจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ข้าจะจัดการกับสิ่งที่อยู่ภายในได้"
"แบ่งหน้าที่กัน" เขาพูด
"แบ่งหน้าที่ตามที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุด" อี้หยียนแก้เสียงเรียบ
ลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนที่มาพร้อมเทียนจวินแลกสายตากันบางคนในกลุ่มนั้นยักไหล่เล็กน้อยในแบบที่บอกว่าไม่คัดค้าน
เทียนจวินมองอี้เหยียนอีกครั้งมองในแสงบ่ายที่ทำให้ผิวขาวของอี้เหยียนดูขาวโพลนดั่งหิมะดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่าง และอีกาดำบนไหล่ซ้ายที่มองเขาในแบบที่พิจารณาอยู่
"ตกลง" เขาพูดเสียงเรียบ
แล้วก็พูดต่อเบา ๆ ก่อนที่อี้เหยียนจะหันกลับไป
"ข้าชื่อเทียนจวิน"
อี้เหยียนหยุดสักวินาที
"อี้เหยียน" เขาพูดสั้น ๆ ไม่หัน
ชื่อที่อี้เหยียนพูดออกมานั้นเงียบและเรียบแต่เทียนจวินได้ยินมันในแบบที่เขาได้ยินสิ่งที่เขาได้ยินไม่ออกนานในแบบที่คำคำหนึ่งเข้าไปอยู่ในหัวและรู้ว่าจะอยู่ที่นั่น
คืนของประตูวูิเหมิน การต่อสู้ครั้งแรก.............
ค่ำคืนของวันเดียวกัน
ซุ้มตลาดเก่าในความมืดมีบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากตอนบ่ายประตูซุ้มนั้นในความมืดเรืองแสงสีดำในแบบที่แสงดำจะเรือง และรอบ ๆประตูนั้นมีสิ่งที่เคลื่อนไหวในความมืดในแบบที่ทำให้รู้ว่าไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ
"ภูตชั้นต่ำที่ดูดซับพลังงานของประตู" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ข้างๆ เทียนจวิน"กำจัดได้ด้วยพลังงานแสงหรือไฟไม่ต้องฆ่า แค่ผลักออกไปจากขอบเขตของประตู"
"กี่ตัว?" เขาถาม
"นับไม่ออกในความมืด" อี้เหยียนพูดตรง "แต่ไม่น้อยกว่าสิบ"
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขากางปีกออกดวงตาทองเปล่งแสงในความมืด
"เมียวกิจะช่วยด้านซ้าย" อี้เหยียนพูดเบา ๆ ให้มันมันร้องตอบหนึ่งเสียง
เทียนจวินพูดกับลูกศิษย์สำนักทั้งสี่คนสั้น ๆแบ่งตำแหน่ง ในแบบที่คนที่เคยนำทีมมาหลายครั้งจะแบ่ง ไม่มีคำอธิบายยาวแต่ทุกคนเข้าใจ
"พร้อม?" เขาถามอีกฝ่าย
"พร้อม" อี้เหยียนตอบ "แต่ข้าจะเข้าไปในประตูในสิบนาทีอี้เหยียนต้องจัดการขอบเขตภายนอกให้ได้ภายในนั้น"
"สิบนาทีพอ" เขาพูดมั่นคง
อี้เหยียนมองเขาสักวินาที ดวงตาสีทองพิจารณาในแบบที่ตัวเขาพิจาณาทุกอย่างก่อนตัดสินใจเชื่อ
แล้วก็พยักหน้า
"ข้าเชื่อ" อี้เหยียนพูดเสียงเบา
คำสองคำนั้นเบาแต่เทียนจวินได้ยินมันหนักกว่าที่ควร ในแบบที่บางคำพูดนั้นหนักกว่าน้ำหนักของมัน
ภูตชั้นต่ำสิบสี่ตัวในความมืดของซุ้มตลาด
ดาบของเทียนจวินออกมาเป็แสงสีขาวในความมืดเร็วในแบบที่คนที่ฝึกมาสิบห้าปีจะเร็วแต่ที่ทำให้ลูกศิษย์สำนักที่ตามมาเห็นมาตลอดสามปียังทึ่งอยู่คือการที่เขาไม่ฟุ่มเฟือยในทุกท่าทุกการเคลื่อนไหวมีเหตุผล ทุกการตัดมีจุดหมาย
ภูตตัวแรกถูกผลักออกไปในห้าวินาทีตัวที่สองสิบสาม ตัวที่สามสิบแปด
เมียวกิทางด้านซ้ายเรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมาแสงสีเขียวสองจุดวนรอบขอบเขตด้านซ้ายของประตู กดภูตชั้นต่ำที่พยายาม กลับเข้ามาออกไป
ลูกศิษย์สำนักทั้งสี่ทำงานสอดประสานกันสร้างแนวป้องกันที่ด้านขวาและด้านหน้า
เจ็ดนาที
ขอบเขตรอบประตูว่างจากภูตชั้นต่ำ
อี้เหยียนเดินเข้ามาที่ประตูซุ้มในตอนที่เทียนจวินหันกลับมาบอกว่าเสร็จแล้วแต่อี้เหยียนรู้แล้วก่อนที่เขาจะหัน เพราะเขานับเวลาและนับพลังงานในพื้นที่มาตลอด
"ดีกว่าสิบนาที" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบขณะเดิน
"ข้าบอกว่าสิบนาทีพอ" เขาพูดตามมีอะไรบางอย่างที่เบาในน้ำเสียงนั้น
"บอกว่าพอไม่ได้บอกว่าจะทำในเวลาเท่าไหร่" อี้เหยียนแก้เสียงเรียบ
เขาหยุดสักวินาที แล้วหัวเราะเบา ๆเสียงนั้นสั้นและเบา แต่ในความมืดของซุ้มตลาดมันดังชัดเจน
อี้เหยียนไม่หันแต่ก้าวเท้าช้าลงเล็กน้อยสักก้าวหนึ่งก่อนจะเดินต่อ
สิ่งที่เล็กน้อยมาก แต่เทียนจวินสังเกตเห็น
ภายในประตูวูิเหมิน
ชั้นระหว่างโลกนั้นมองเห็นด้วยดวงตาของผู้ถือสถูปแตกต่างจากชั้นปกติมันดูเหมือนโลกปกติแต่สีจางลง ราวกับเป็ภาพสีซีดของความเป็จริงและในโลกสีซีดนั้นคนเจ็ดคนที่หายไปนั้นยืนอยู่ในแบบที่คนยืนเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
อี้เหยียนใช้สถูปนำทางออก
ไม่ง่ายชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามรักษาสิ่งที่อยู่ในมันไว้แต่สถูปหวนชะตาเปิดทางออกในแบบที่เขารู้วิธีและชั้นนั้นไม่อาจต่อต้านได้
แต่ในขณะที่อี้เหยียนนำคนที่หกออกมาคนที่เจ็ดซึ่งติดลึกที่สุดนั้นดึงกลับมีบางอย่างในชั้นนั้นที่จับเขาไว้หนักกว่าคนอื่น
พลังงานในสถูปที่ตัวเขาส่งออกไปนั้นเริ่มน้อยลงอี้เหยียนรู้สึกได้
อี้เหยียนส่งแรงสุดท้ายออกไปพลังงานทองออกมาจากสถูปในแบบที่ดึงคนสุดท้ายออกมา แต่ทำให้ตัวเขาเองโซเซชั้นระหว่างโลกนั้นพยายามดึงกลับในทันที
แล้วก็มีบางอย่างที่แน่นและอบอุ่นจับที่ข้อมือของเขา
ดึงออกมาแรงพอที่จะชนะแรงดึงของชั้นนั้น
เขาพบว่าตัวเองอยู่นอกประตูซุ้มในอากาศกลางคืนที่เย็นพร้อมกับมือที่ยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่
มองขึ้นไป
เทียนจวินยืนอยู่ที่ขอบประตูซุ้มมือที่ยื่นเข้าไปในชั้นระหว่างโลกเพื่อดึงอี้เหยียนออกมานั้นยังจับข้อมือของตัวเขาอยู่ใบหน้าของเขาในแสงน้อยของกลางคืนนั้นบอกว่าเขาไม่ได้คิดก่อน เขาแค่ทำ
"ข้าเห็นว่าเ้าโซเซ" เขาพูดเสียงเงียบ "และดูเหมือนจะ้าความช่วยเหลือ"
อี้เหยียนมองมือที่จับข้อมือของตัวเองอยู่มือที่อุ่นและมั่นคงในแบบที่บอกว่าไม่ปล่อย
แล้วก็มองขึ้นไปที่ใบหน้าของเขา
ในตอนนั้น ในแสงน้อยของกลางคืน อี้เหยียนรู้สึกบางอย่างที่ตัวเขารู้จักในแบบที่รู้จักสิ่งที่จำไม่ได้ว่าเคยพบแต่รู้ว่าเคย
อี้เหยียนไม่พูดสิ่งที่รู้สึก
แค่พูดสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด
"ขอบคุณ"
เขาปล่อยมือ ถอยออกหนึ่งก้าว
"ทุกคนออกมาครบ?" เขาถาม
"ครบ" อี้เหยียนตอบเสียงมั่นคงกลับมาในแบบที่ตัวเขามั่นคงเสมอ
คนเจ็ดคนที่หายไปนั่งอยู่บนพื้นของซุ้มตลาดในแบบที่คนที่เพิ่งออกมาจากที่ที่ไม่ควรอยู่จะนั่งบางคนร้องไห้ บางคนเงียบ ทุกคนมีชีวิตอยู่
เมียวกิบินมาเกาะที่ไหล่ซ้ายอีกครั้งดวงตาทองมองเทียนจวินสักวินาที แล้วก็หันไปมองทางอื่นในแบบที่บอกว่าได้ตรวจสอบแล้วและผลการตรวจสอบนั้นน่าพอใจ
เทียนจวินสังเกตเห็นการที่อีกาดำมองเขาแล้วก็หันเขาไม่แน่ใจว่าตีความถูกหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับการผ่านการทดสอบ
รุ่งเช้าหลังวูิเหมินสิ่งที่เริ่มขึ้นโดยไม่มีชื่อ…….
รุ่งอรุณหลังจากคืนนั้น
คนเจ็ดคนถูกส่งกลับบ้านด้วยความดูแลของเซินเหมยที่มาถึง่ดึกซุ้มตลาดเก่าที่ไม่มีอะไรผิดปกติอีกต่อไปในตอนรุ่งสางในแบบที่สถานที่ที่แก้ปัญหาแล้วจะเป็
อี้เหยียนนั่งอยู่ที่ขอบทางดื่มน้ำชาที่เซินเหมยชงมาในกาเดินทาง มองออกไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง เมียวกิบนไหล่ซ้ายหลับตาอยู่หลังจากคืนที่ยาว
เทียนจวินมาและนั่งลงข้างๆห่างพอสมควรในแบบที่เหมาะสม ไม่ขอนั่ง ไม่ถาม แค่นั่ง
อี้เหยียนไม่ได้บอกให้เขาไปไหน
สักพักหนึ่งที่ทั้งสองไม่พูดอะไร
"ท่านทำงานแบบนี้บ่อยไหม?" เขาถามในที่สุดเสียงเบาในแบบที่คนถามเมื่อพวกเขาอยากรู้จริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดเพื่อเติมความเงียบ
"บ่อยพอ" อี้เหยียนตอบเงียบ ๆ
"คนเดียวเสมอ?"
อี้เหยียนคิดอยู่สักพักก่อนตอบ ในแบบที่ตัวเขาคิดก่อนตอบทุกสิ่งที่ควรตอบอย่างซื่อสัตย์
"มีพรรคพวก" อี้เหยียนพูด "แต่ในบางส่วนของงานใช่ คนเดียว"
"ส่วนที่เข้าไปในชั้นระหว่างโลก" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ใช่"
"มันปลอดภัยไหม?" เขาถามเสียงนั้นเป็ห่วงในแบบที่ตรงไปตรงมา ไม่มีการซ่อน ไม่มีการทำเป็ไม่ถาม
อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงรุ่งอรุณดวงตาสีทองของอี้เหยียนอ่านใบหน้าของเขา อ่านคำถามนั้นในแบบที่ตัวเข้าเองอ่านทุกอย่าง
"เคยมีคนถามคำถามนี้เป็ครั้งแรก" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"แล้วเ้าตอบว่าอะไร?" เขาถาม
"ข้าไม่เคยตอบ เพราะคำถามนั้นถามโดยคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับคำตอบ"
เขามองอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณที่เพิ่มขึ้นทีละน้อย
"และข้าจะทำอะไรกับคำตอบ?"
อี้เหยียนมองเขาอีกครั้ง อ่านในแบบที่ตัวเขาอ่านสิ่งที่สำคัญในแสงรุ่งอรุณที่ทำให้ดวงตาของเขาดูชัดเจนดวงตาที่ถามอย่างตรงไปตรงมาในแบบที่คนที่ตัดสินใจถามแล้วจะถาม
"ยังไม่รู้" อีเหยียนพูดในที่สุดเสียงเงียบแต่ชัดเจน "แต่ข้าคิดว่าเ้าจะทำอะไรบางอย่างกับมัน"
แล้วก็ลุกขึ้นก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้เก็บถ้วยชาของอี้เหยียน หันไปบอกคนอื่นๆว่าถึงเวลากลับ
เทียนจวินนั่งอยู่ที่ขอบทางสักพักหลังจากที่อี้เหยียนเดินไปแล้วมองตามหลังอี้เหยียนในแสงรุ่งอรุณที่สว่างขึ้นทีละน้อย
ลูกศิษย์สำนักคนหนึ่งมาถามว่าจะกลับสำนักเวลาไหน
"สักครู่" เขาตอบเสียงเงียบในแบบที่คนตอบเมื่อความคิดยังอยู่ที่อื่น
เขามองทิวทัศน์ข้างหน้าในแสงรุ่งอรุณคิดถึงคำถามที่อี้เหยียนไม่ตอบ คิดถึงดวงตาสีทองที่อ่านทุกอย่างคิดถึงความรู้สึกที่เขารู้สึกั้แ่แรกที่เห็นอีกฝ่ายความรู้สึกที่เขายังหาคำพูดสำหรับมันไม่ได้
และคิดถึงสิ่งที่เขารู้แน่ใจในตอนนี้สิ่งเดียวที่ชัดเจนในทุกสิ่งที่ไม่ชัดเจน
ว่าเขาจะพบอี้เหยียนอีก
ไม่ใช่ "อาจจะพบ" ไม่ใช่"หวังว่าจะพบ" แต่จะพบ ในแบบที่บางสิ่งนั้นแน่ใจโดยไม่มีเหตุผล
เมียวกิที่บินออกไปก่อนพร้อมกับอี้เหยียนนั้นหันกลับมาบินวนหัวเขาหนึ่งรอบในแสงรุ่งอรุณ ดวงตาทองมองลงมาที่เขาสักวินาที
แล้วก็บินตามอี้เหยียนไป
เทียนจวินมองอีกาดำบินออกไปในแสงสีทองของรุ่งอรุณในแบบที่มองสิ่งที่บอกบางอย่างโดยไม่ต้องพูด
แล้วก็ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากชุดเดินกลับไปหาลูกศิษย์สำนัก
มีบางอย่างในก้าวเดินของเขาที่ต่างจากก่อนในแบบที่คนเดินต่างเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปที่ไหนแม้จะยังไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นยาวแค่ไหน
"จิ้งจอกไม่จำชาติแต่สายเืจำกลิ่น" เพราะในทุกการเกิดใหม่ สิ่งที่ลืมได้นั้นถูกลืม แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้นั้นรอรอในสายเื รอในร่างกาย รอในลมหายใจ จนกว่าจะพบกลิ่นที่รู้จัก แล้วทุกอย่างที่ลืมก็ตื่นขึ้นช้าๆ ทีละน้อย ในแบบที่สิ่งที่แท้จริงตื่นขึ้นเสมอ
..สุสาส์นราคะ..