“ป่านนี้แล้วทำไมหนิงเอ๋อยังไม่กลับมาอีก หรือว่านางได้ของดีมาจากบ้านลุงใหญ่แล้วแอบกินระหว่างทางไปหมดแล้ว” หยุนไป๋พูดพลางชะเง้อมองไปทางประตูรั้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าน้องสาวจะกลับมา
“ถ้ามันกล้าขโมยกินก็ลองดูซิว่าข้าจะลงโทษมันยังไง ไม้เรียวในมือข้ามันเหงาเต็มทีแล้ว” พ่อหยุนพูดพร้อมกับกระชับไม้เรียวไว้ในมือด้วยท่าประจำ เพราะนอกจากหม่าหลงแล้วก็มีพ่อหยุนที่มักจะใช้ไม้เรียวตีหยุนหนิงเอ๋ออยู่ทุกวัน ซึ่งการใช้ไม้เรียวตีลูกสาวนั้นไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็เพราะพ่อหยุนเห็นนางเป็ที่ระบายอารมณ์ของตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะหงุดหงิด ดีใจ หรือแค่คันไม้คันมือ เขาก็มักจะหยิบไม้เรียวมาตีลูกสาวอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งทุกคนในบ้านก็ชินตากับภาพเ่าั้แล้ว และไม่มีใครคิดจะห้ามปราม
“แต่ข้าเห็นด้วยกับสามีนะเ้าคะ ท่านพ่อดูสิว่านางหายไปนานจนป่านนี้แล้วยังไม่กลับมา หากนางไม่ขโมยกินของ นางก็คงจะกินข้าวมื้อเย็นที่บ้านท่านลุงใหญ่จนอิ่มไปแล้วแน่ๆ” หม่าหลงพูดเสริมสามีพร้อมกับตักข้าวต้มใส่ไข่ลวกกินอย่างเอร็ดอร่อย ความจริงแล้วข้าวต้มของนางชามไม่ได้ใหญ่เลย แต่นางค่อยๆ ตักกินทีละนิดเพื่อหวังจะทรมานทุกคนในบ้าน เพราะนางรู้ดีว่าเวลานี้ทุกคนต่างคงหิวข้าวกันมากแล้ว อีกทั้งข้าวต้มที่หยุนหนิงเอ๋อทำมานั้นทั้งหอมทั้งอร่อย ได้ยั่วโมโหให้ทุกคนหิวขึ้นมานางช่างมีความสุข และไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหากทุกคนโมโหหิวมากๆ ก็ไม่พ้นที่หยุนหนิงเอ๋อจะต้องถูกทุบตีอีกแน่
“เ้าใหญ่ เ้าไปดูซิว่าน้องสาวตัวดีของเ้าอยู่ที่ไหนแล้ว” พ่อหยุนสั่งลูกชาย
“ขอรับท่านพ่อ ถ้าเห็นว่านางแอบกินของก่อนจริงๆ ข้าจะลงโทษนางแทนท่านพ่อเอง” หยุนไป๋พูดขึ้นอย่างดีใจ เป็เพราะเขาถูกภรรยากดขี่อยู่ตลอด ทั้งเหนือขึ้นไปก็มีบิดามารดา เพราะฉะนั้นน้องสาวจึงเป็คนเดียวที่เขาสามารถรังแกได้ แม้ที่ผ่านมาเขาจะไม่เคยทำร้ายน้องสาวมาก่อน แต่คราวนี้เขาอยากจะลองดูว่าการได้ทำร้ายใครสักคนมันจะรู้สึกดีแค่ไหน
“พวกเ้ากำลังจะออกไปตามใคร” หยุนถังถามเสียงเข้ม เขากับชาวบ้านอีกนับสิบคนมายืนอยู่หน้าบ้านตั้งนานแล้ว และได้ยินที่คนในบ้านพูดกันชัดเจนทุกคำ
“พี่ใหญ่มาได้อย่างไรขอรับ” พ่อหยุนถามเสียงอ่อน ถึงแม้เขาจะดูเป็คนดุดันและแข็งกร้าว แต่ท่าทางแบบนั้นก็มีไว้เฉพาะแสดงกับคนในบ้านเท่านั้น เพราะกับหยุนถังแล้วเขาไม่มีความกล้าที่จะกำแหงกับอีกฝ่ายหรอก
“ไม่ใช่ว่าพวกเ้าให้หนิงเอ๋อไปยืมข้าวสารที่บ้านข้าหรอกหรือ ข้าแบกข้าวสารมาให้พวกเ้ายืมอยู่นี่อย่างไร” หยุนถังเปิดประตูรั้วให้กว้างขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านมองมาเห็นข้างในอย่างชัดเจน
“ยืมข้าวสารอะไรกัน ข้าไม่เคยบอกนางอย่างนั้นเสียหน่อย ท่านอย่าไปเชื่อนางนะพี่ใหญ่ คงเป็นางที่หิวเองมากกว่าก็เลยเอาชื่อข้าไปอ้าง” พ่อหยุนรีบปฏิเสธก่อนจะหันไปตวาดลูกสาว “นังเด็กไม่รักดี เ้าหิวเองแท้ๆ แต่เอาชื่อข้าไปขอยืมข้าวจากลุงใหญ่มาหรือ มานี่เดี๋ยวนี้เลยนะมาให้ข้าตีเ้าเสียดีๆ”
“ท่านพ่ออย่าตีข้าเลย ข้ากลัวแล้วต่อไปข้าไม่กล้าอีกแล้ว” หยุนหนิงเอ๋อรีบคุกเข่ารับผิดด้วยท่าทางหวาดกลัว “ลุงใหญ่เ้าขา เื่นี้เป็ความคิดของข้าเอง เป็เพราะข้าทนเห็นคนในบ้านหิวไม่ไหวข้าจึงไปขอยืมข้าวสารมา ท่านอย่าโทษท่านพ่อเลยนะเ้าคะ”
“ได้ยินแล้วใช่ไหมพี่ใหญ่ นังเด็กนี่มันยอมรับแล้วว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้า” พ่อหยุนถอนหายใจและยังแอบโล่งใจที่ลูกสาวไม่ได้เปิดโปงตัวเอง คำขู่ของเขาช่างได้ผลจริงๆ
“อ้อ...เช่นนั้นก็ดี” หยุนถังหันไปบอกภรรยา “ยายเฒ่า ในเมื่อเ้าสามไม่ยืมข้าวแล้วเ้าก็เอาข้าวของเรากลับบ้านไปเถอะ”
“ไม่ได้นะท่านลุงใหญ่ หนิงเอ๋อลงทุนไปขอยืมข้าวสารมาจากท่านทั้งทีแสดงว่านางคงหิวมากเป็แน่ ท่านก็ทิ้งข้าวสารไว้ให้นางยืมก่อนเถิดเ้าค่ะ” หม่าหลงรีบบอก นางมองเห็นถุงขนาดย่อมที่ไฉซื่อกอดไว้ ข้าวสารถุงนั้นอย่างน้อยต้องหนักถึงสองชั่ง นางจะปล่อยให้ข้าวสารดีๆ ถุงนั้นหลุดมือไปไม่ได้
หยุนถังมองเห็นสายตาละโมบของหลานสะใภ้แล้วก็ไม่พอใจ “หลานสะใภ้ ได้ยินว่าพ่อกับแม่ของเ้าร้อนใจจนเชิญหมอมาตรวจร่างกายเพราะเป็ห่วงว่าจนป่านนี้แล้วเ้ายังไม่ท้อง สาเหตุเป็เพราะเ้าทำงานหนักและอดอาหารมากไปอย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้วเ้าค่ะท่านลุง ที่ผ่านมาข้าทำงานในไร่โดยไม่หยุดพักเลยสักวัน นานวันเข้าร่างกายก็เริ่มอ่อนแอ ทำให้จนป่านนี้ข้ายังไม่มีข่าวดีมาให้ครอบครัวเลยเ้าค่ะ” หม่าหลงตอบ
“ทำงานหนักจนร่างกายอ่อนแออย่างนั้นหรือ เหอะ...เ้าดูสภาพทุกคนในบ้านก่อนดีไหม พวกเขาผอมแห้งจนจะเหลือแต่กระดูก โดยเฉพาะหนิงเอ๋อที่ผอมจนแทบจะปลิวไปกับลมได้อยู่แล้ว แต่มาดูตัวเ้าที่อ้วนเป็หมูอยู่คนเดียว เ้ายังกล้าพูดว่าเ้าทำงานหนักจนร่างกายอ่อนแอ” ไฉซื่อชี้ไปที่ถ้วยข้าวต้มที่วางอยู่ตรงหน้าหม่าหลง “แล้วที่ว่าเ้าอดอาหารน่ะมันใช่หรือ ข้าวต้มที่มีแต่เม็ดข้าวจนหาน้ำแทบไม่เจอของเ้านั้นคืออะไร ยังมีไข่ลวกทั้งใบอยู่ในนั้นอีก บ้านคหบดียังไม่ได้กินดีเท่าเ้าเลยมั้ง หรือเ้าลองถามชาวบ้านดูซิว่าข้าวในถ้วยของเ้าน่ะ ชาวบ้านเขาแบ่งกันกินได้กี่คน”
ั้แ่ที่ไฉซื่อพูด ชาวบ้านก็มองไปที่ถ้วยข้าวต้มของหม่าหลงไม่วางตา เม็ดข้าวเต็มถ้วยขนาดนี้มันไม่น่าใช่ข้าวต้ม มันเหมือนกับหุงข้าวสวยแล้วใส่น้ำเยอะไปหน่อยมากกว่า สายตาทุกคนจึงมองหม่าหลงอย่างรังเกียจ ตัวเองกินดีอยู่ดีคนเดียวยังกล้าบอกว่าตัวเองอดอยาก แม้แต่พ่อสามีกับแม่สามียังผอมยิ่งกว่าขอทาน แต่งสะใภ้เห็นแก่ตัวเช่นนี้มาได้ต้องทำกรรมมาแต่ชาติปางไหนกัน
“ป้าสะใภ้ ข้าจะกินข้าวแบบไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่าน ข้าไปขอข้าวบ้านท่านมากินหรือ” หม่าหลงทนสายตาของชาวบ้านไม่ไหวจึงหันไปต่อว่าไฉซื่ออย่างไม่เกรงใจ นางเป็คนเ้าอารมณ์และไม่เคยเห็นแก่หน้าใครมาก่อน แม้แต่แม่สามียังไม่เคยต่อว่านาง แล้วป้าสะใภ้มีสิทธิ์อะไรมาว่านางแบบนี้ ทั้งยังพูดให้คนรังเกียจนางอีก
“อ๋อ...ใช่สิ เ้าไม่เคยขอ แต่เ้าส่งหนิงเอ๋อไปยืม แล้วคนในหมู่บ้านคนอื่นอีกเล่า ไม่ใช่ว่าเ้าไปขอยืมข้าวพวกเขามากันครบทุกบ้านแล้วหรือ จนป่านนี้เ้าคืนข้าวหรือจ่ายเงินคืนพวกเขาหมดแล้วหรือยัง” ไฉซื่อพูดอย่างโมโห นางแก่จนป่านนี้แล้วจะยอมให้หลานสะใภ้มาขึ้นเสียงได้อย่างไร
“ในเมื่อนางเป็คนยืมนางก็ต้องคืนเอง เกี่ยวอะไรกับข้า”
“ก็เพราะเ้าสั่งให้นางไปยืมน่ะสิ เด็กดีอย่างหนิงเอ๋อไม่มีทางทำเื่ไร้ยางอายอย่างนั้นหรอก เ้ามันก็ดีแต่โยนความผิดให้คนอื่น”
“พี่สะใภ้ขอรับ ท่านอย่าถือสาลูกสะใภ้ของข้าเลย นาง...นางยังเด็กอยู่ อีกอย่าง่นี้นางอารมณ์ไม่ค่อยดี คงเป็ผลจากยาที่ท่านหมอให้มาน่ะขอรับ” พ่อหยุนรีบออกหน้าแทนลูกสะใภ้
“น้องสามลำเอียงเข้าข้างลูกสะใภ้เกินไปแล้ว ทำไมเ้าไม่ปกป้องหนิงเอ๋อบ้าง” ไฉซื่อกำลังจะพูดต่อแต่ถูกสามีห้ามไว้
“หยุนซาน ที่ข้ามาบ้านเ้าวันนี้เพราะข้าอยากมาเตือนเ้าสักหน่อย หากต่อไปข้าได้ยินว่าพวกเ้าทำร้ายหนิงเอ๋ออีก ข้าจะนำเื่นี้ไปแจ้งทางการว่าเ้าทารุณบุตรสาวอย่างไม่มีเหตุผล จริงอยู่ว่านางเป็ลูกของเ้าเพราะฉะนั้นเ้าจะทำอะไรกับนางก็ได้ แต่ไม่นานมานี้กฎหมายใหม่ของแคว้นเพิ่งออกมาว่าแม้จะเป็บุตรหลานในครอบครัว บิดามารดาก็ไม่สามารถทารุณพวกเขาได้ โทษของความผิดนี้สูงถึงขั้นส่งไปใช้แรงงาน เ้าเข้าใจที่ข้าเตือนหรือไม่” หยุนถังพูดด้วยท่าทางจริงจัง
“ท่านพ่ออย่าไปฟังท่านลุงเลยเ้าค่ะ แม้กฎหมายนี้จะเป็กฎหมายใหม่แล้วอย่างไร แต่บุตรก็ไม่สามารถฟ้องร้องบิดามารดาได้อยู่ดี” หม่าหลงหันไปยิ้มเยาะให้กับหยุนถัง เวลานี้นางโกรธไฉซื่อมากจนไม่คิดจะเกรงใจแม้กระทั่งลุงใหญ่ของตัวเอง
“เ้าก็รู้กฎหมายดีเหมือนกันนี่” หยุนถังยิ้มให้หม่าหลง “หนิงเอ๋อฟ้องร้องบิดามารดาไม่ได้ก็จริง แต่ข้าที่เป็ลุงใหญ่ของนางสามารถฟ้องร้องแทนนางได้ หรือไม่อย่างนั้น...ข้าเอาตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านไปร้องขอความเป็ธรรมแทนนางก็ได้เช่นกัน หากเ้าไม่เชื่อจะลองดูก็ได้ว่าข้าทำเื่นี้ได้จริงไหม”
“พี่ใหญ่พูดอะไรอย่างนั้นขอรับ นี่เป็เื่ภายในครอบครัว เราจะไปรบกวนท่านได้ยังไง” พ่อหยุนรีบบอกพี่ชาย แต่ในใจเขากลับคิดว่าการทำโทษลูกสาวคนหนึ่งจะไปยากอะไร แค่ปิดประตูบ้านแล้วหาอะไรปิดปากนางไว้หน่อยนางก็เปล่งเสียงร้องออกมาไม่ได้แล้ว จากนั้นก็แค่รอให้แผลหายดีค่อยปล่อยนางออกไปข้างนอกบ้าง เท่านี้ก็ไม่มีใครมาฟ้องร้องเขาได้แล้วไม่ใช่หรือ
หยุนถังหรี่ตามองน้องชายอย่างรู้ทัน “ปิดประตูทำร้ายคนก็เท่ากับพยายามฆ่า โทษสูงสุดถึงขั้นปะา หากเ้ากล้าทำก็ลองดู”
พ่อหยุนสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้ทันความคิดตน “ข้า...ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้นเสียหน่อย”
“เอาล่ะ...วันนี้ข้าแค่อยากมาเตือนพวกเ้าว่าอย่าได้ทำร้ายหนิงเอ๋ออีก าแบนตัวนางก็มากพอที่จะให้ข้าฟ้องร้องพวกเ้าทุกคนได้แล้ว” หยุนถังมองน้องชาย “แต่หากพวกเ้ายังกล้าทำร้ายหนิงเอ๋ออีกล่ะก็ ก่อนที่จะไปฟ้องร้อง...ข้าจะเปิดศาลบรรพชนและเชิญผู้าุโมาพิจารณาขับพวกเ้าทุกคนออกจากตระกูลและไล่พวกเ้าออกจากหมู่บ้านด้วย ข้าทำได้จริงอย่างที่พูด”
พ่อหยุนถึงกับมองหน้าพี่ชายอย่างใ แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องรีบตอบรับ “ข้า...ข้าจะไม่ทำร้ายนางอย่างแน่นอนขอรับพี่ใหญ่ แล้ว...แล้วก็จะไม่ให้คนในบ้านทำร้ายนางด้วยขอรับ”
อย่าว่าแต่พ่อหยุนที่ใกับคำพูดของหยุนถัง แม้แต่หม่าหลงที่ร้ายกาจยังใไปด้วย จริงอยู่ว่านางใช้แซ่หม่า แต่นางแต่งเข้าเป็สะใภ้ตระกูลหยุนแล้วก็เท่ากับนางเป็คนตระกูลหยุน หากครอบครัวของสามีถูกขับออกจากหมู่บ้านก็เท่ากับนางถูกขับออกจากหมู่บ้านด้วย ในยุคนี้การถูกขับออกจากตระกูลและขับออกจากหมู่บ้านนั้นช่างน่ากลัว เพราะไม่ว่าพวกนางจะย้ายไปอยู่ที่ใดก็คงไม่มีที่ใดยอมรับ หากเป็เช่นนั้นก็เท่ากับพวกนางเดินไปหาความตายแล้ว หม่าหลงหันไปมองหยุนหนิงเอ๋ออย่างไม่พอใจ
ส่วนหยุนหนิงเอ๋อก็ได้แต่แอบถอนหายใจโล่ง เพราะนางเป็หญิงสาวยังไม่ออกเรือน การจะขอแยกบ้านย่อมเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่คำพูดของลุงใหญ่ถังก็นับว่าช่วยนางได้มากแล้ว อย่างน้อยระหว่างนี้นางก็ไม่ต้องกลัวว่าคนในบ้านจะหาเื่มาทารุณและทุบตีนางได้ จากนี้นางก็รอการมาถึงของมู่หรงเฉินเท่านั้น