บทที่ 15 น่องไก่แห่งมิตรภาพ
หลังจากค่ำคืนอันแสนหวาน โม่เฟิงรู้สึกอ่อนเพลียจนแทบจะหมดแรง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำไปกี่ครั้ง รู้เพียงว่าก่อนมาทำงาน เขายังมีกิจกรรมอันเร่าร้อนกับแฟนสาวอีกครั้งในห้องน้ำ ความสุขผสมไปกับความทรมานจนตอนนี้มันเริ่มส่งผลต่อเขาแล้ว เพราะถึงเขาจะแข็งแรงแค่ไหน แต่โม่เฟิงก็รู้สึกได้ถึงขีดจำกัดของร่างกายตัวเองเป็อย่างดี
โม่เฟิงเดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า ในขณะเดียวกันหลัวเสี่ยวเฟิ่งก็เดินเข้ามาหาเขาโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัว สิ่งนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับโม่เฟิงในทันที เขาคิดในใจว่า ‘โอ้พระเ้า! เธอคงไม่ได้อยากให้ฉันตายเพราะหมดแรงหรอกใช่ไหม’
หลัวเสี่ยวเฟิ่งมองโม่เฟิงด้วยสายตาที่เฉียบคมสังเกตเห็นความกลัวและความกังวลในสีหน้าของเขาอย่างชัดเจน เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เป็อะไรไป เบื่อฉันแล้วเหรอ?”
ภายในห้องทำงานเหมือนมีลมหนาวพัดผ่าน โม่เฟิงรู้สึกคล้ายกับถูกแช่แข็งอย่างเฉียบพลัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังขยับตัวเข้าไปััลูบไล้เรือนร่างของหลัวเสี่ยวเฟิ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “ไม่ใช่นะ พี่เฟิ่ง อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดสิ พี่คิดว่าผมจะเบื่อพี่งั้นเหรอ? วันนี้ผมแค่ไม่ค่อยมีแรงเท่านั้นเอง”
หลัวเสี่ยวเฟิ่งมองดูโม่เฟิงอย่างละเอียดราวกับ้าใช้สายตาตรวจสอบว่าเขากำลังโกหกเธออยู่หรือเปล่า?!
สุดท้ายเธอก็ยังไม่เชื่อใจเขา หลัวเสี่ยวเฟิ่งกดตัวโม่เฟิงให้ลงนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นเธอก็เดินไปล็อกประตู ก่อนจะเดินกลับมานั่งคุกเข่าลงข้างหน้าโม่เฟิง เธอเอื้อมมือไปปลดซิปกางเกงของเขาออกอย่างเบามือ เผยให้เห็นสมบัติเพียงหนึ่งเดียวของโม่เฟิงที่เก็บซ่อนไว้ในกางเกง
โม่เฟิงรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในทันที เขากำลังจะเอ่ยปากว่า ‘วันนี้ไม่ไหวจริง ๆ นะ!’
จริงอยู่ที่ผู้ชายส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากพูดต่อหน้าสาวสวยว่าตัวเองทำเื่ว่านั้นไม่ไหว เพราะขนาดถูกจับได้คาหนังคาเขาก็ยากที่จะยอมรับ… แต่ตอนนี้สถานการณ์ตรงหน้าบีบบังคับให้โม่เฟิงต้องสารภาพความจริงกับหลัวเสี่ยวเฟิ่ง
ทว่าก่อนที่โม่เฟิงจะได้พูดอะไรออกมา เขาก็รู้สึกถึงััอันอบอุ่นที่ห่อหุ้มตรงส่วนลับด้านล่าง จนเขาเผลอส่งเสียงครางออกมาอย่างพึงพอใจ ในขณะนี้หลัวเสี่ยวเฟิ่งกำลังปรนเปรอเขาพร้อมกับส่งสายตาอันเย้ายวนจ้องมองมาอย่างท้าทาย ทำให้โม่เฟิงอยากจะชักอาวุธลับของเขาออกมาต่อสู้ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
หากมีใครเดินเข้ามาในตอนนี้ คงเห็นสภาพของโม่เฟิงที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพร้อมกับดูเอกสารฉบับหนึ่ง แต่หากดูจากร่างกายที่สั่นเทิ้มของโม่เฟิงแล้ว คนที่พอจะมีประสบการณ์ก็อาจจะเดาออกว่าโม่เฟิงกำลังทำอะไรบางอย่างที่ไม่ดีอยู่
ภายใต้ความพยายามของหลัวเสี่ยวเฟิ่งในการปลุกเร้าอารมณ์ของโม่เฟิง ในที่สุดตอนนี้โม่เฟิงก็กลับมามีเรี่ยวแรงแข็งขันขึ้นอีกครั้ง และเพื่อเป็การขอบคุณความช่วยเหลือนี้ เขาส่งยิ้มให้กับหลัวเสี่ยวเฟิ่งที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างเ้าเล่ห์
จากนั้นก็เริ่มลูบไล้เล่นบั้นท้ายของเธออย่างชอบใจ โม่เฟิงเกรงว่าหญิงสาวจะรอนานเกินไป เขาจึงถลกกระโปรงตัวสั้นของหลัวเสี่ยวเฟิ่งที่ตั้งใจใส่มาเพื่อยั่วยวนขึ้นมาอย่างไม่ปรานี เผยให้เห็นความโค้งมนสีขาวนวล จากนั้นโม่เฟิงก็บรรจงถอดชั้นในที่เปียกชื้นออกไปจนหมด…
เมื่อเห็นว่าหลัวเสี่ยวเฟิ่งเพียงแค่้าเื่ทางเพศไม่ได้ชอบตัวเขาจริง ๆ โม่เฟิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะผู้ชายทุกคนก็เป็แบบนี้ เมื่อเจอคนรักใหม่ก็ย่อมกลัวว่าอีกฝ่ายจะมาพัวพันติดอยู่กับตัวเอง ทว่าสำหรับหลัวเสี่ยวเฟิ่งนั้นไม่ใช่…
ดังนั้นโม่เฟิงจึงไม่ต้องกังวลเื่ที่ว่าเธอจะมาเกาะติดอยู่กับเขา แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่หลัวเสี่ยวเฟิ่งสนใจแค่เื่เซ็กส์เท่านั้น เพราะโม่เฟิงก็ยังแอบหวังว่าเธอจะมีใจให้เขาอยู่บ้าง แต่อีกใจก็คิดว่าถ้าอีกฝ่ายหลงรักเขาขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะปวดหัวแย่
ตอนนี้เป็่เช้าตรู่ที่ทุกคนเพิ่งมาทำงาน ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่กำลังดื่มกาแฟและเตรียมงานสำหรับวันนี้กันอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครมารบกวนเช้าที่สดใสของโม่เฟิง เพราะในเวลานี้หัวหน้าแผนกสุดสวยของเขากำลังคลานอยู่บนพื้น มองมาที่เขาด้วยสายตาคาดหวัง
เมื่ออารมณ์ที่แปรปรวนภายในใจถูกขจัดออกไป โม่เฟิงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อน เพราะก่อนหน้านี้เขาแค่รู้สึกว่ามีความสุขก็พอแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็คนที่คิดมากไปซะแล้ว…
ดังนั้น โม่เฟิงจึงตัดสินใจเก็บคำถามที่ยากลำบากนี้ไว้หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมอันเร่าร้อนนี้ค่อยกลับมาหาคำตอบ เพราะในตอนนี้สิ่งที่เขา้าคือััความลึกซึ้งกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จสิ้นก่อน
เช้าวันใหม่ที่แสนสดใสผ่านไปด้วย่เวลาที่ทั้งเ็ป แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเพลิดเพลินมากทีเดียว เนื่องจากหลัวเสี่ยวเฟิ่งใช้ปากอันเรียวเล็กของเธอช่วยทำความสะอาดสมบัติลับให้โม่เฟิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข ก่อนที่ทั้งสองจะลากันไป หลัวเสี่ยวเฟิ่งยังจูบโม่เฟิงอย่างอ่อนโยนก่อนจะเดินจากห้องไปอีกด้วย
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงโม่เฟิงที่รู้สึกอ่อนล้ามาั้แ่เช้าก็คิดไว้แล้วว่าตัวเขาจะต้องไปหาอะไรกินสักอย่างเพื่อเสริมสร้างร่างกายสักหน่อย
โรงอาหารของบริษัทเฟยอวิ๋นอยู่ที่ชั้นสิบและครอบคลุมพื้นที่ทั้งชั้น โดยที่นี่ให้บริการอาหารฟรีทั้งหมด และได้ยินมาว่าผู้บริหารสามารถใช้ห้องส่วนตัวที่มีทั้งอาหารตะวันตกและอาหารพิเศษได้อีกด้วย แต่โม่เฟิงคงไม่มีโอกาสที่จะได้ลิ้มลอง อย่างน้อยก็ในตอนนี้ยังไม่มีโอกาส
โม่เฟิงหยิบน่องไก่และหมั่นโถวมาหลายชิ้น แล้วหาโต๊ะว่างนั่งลงก่อนจะเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย ่นี้ร่างกายของเขาค่อนข้างเหนื่อยล้า เขาจึง้าบำรุงร่างกายให้ดี น่องไก่ที่นี่ทั้งอร่อยและเนื้อนุ่ม โม่เฟิงตั้งใจว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจะมาทานอาหารที่นี่เป็ประจำเพราะถือว่าเป็การผ่อนคลายอย่างหนึ่ง
ทันใดนั้น ชายหนุ่มสวมชุดสูทสีดำคนหนึ่งก็เดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามโม่เฟิง ก่อนจะยื่นกระป๋องเบียร์มาให้เขาแล้วพูดว่า “น้องชาย อย่ากินจนสำลักนะ เอาเบียร์นี่ไปดื่มเถอะ!”
โม่เฟิงเหลือบมองชายคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง เขาเป็ผู้ชายหน้าตาธรรมดาและดูมีความเป็คนที่แข็งแกร่งมากด้วย โม่เฟิงมั่นใจว่าเขาไม่เคยเจอชายคนนี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นโม่เฟิงก็กระหายน้ำมาก และเบียร์กระป๋องนี้ก็ยังไม่ถูกเปิด ที่สำคัญโรงอาหารยังให้บริการเบียร์ฟรีอีกด้วย ดังนั้นโม่เฟิงจึงไม่ถือว่าเป็หนี้บุญคุณใคร เขาจึงรับมาแล้วเปิดดื่มไปสองสามอึก ก่อนจะพูดขอบคุณแล้วกินข้าวต่อ…
ชายคนนั้นยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางเ็าของโม่เฟิง แล้วเริ่มชวนโม่เฟิงคุยทันที “น้องชายมาจากแผนกไหน? ดูเหมือนผมจะไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนเลย!”
โม่เฟิงหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก็ทานอาหารต่อ ในบริษัทใหญ่ ๆ แบบนี้ สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือการแบ่งพรรคแบ่งพวกและการสร้างศัตรู
อย่างไรก็ตาม… บริษัทอย่างเฟยอวิ๋นดูเหมือนว่าหัวหน้างานทุกคนล้วนมีเส้นสายกันทั้งนั้น ถ้าเขาพลาดเข้าพวกผิดฝ่ายขึ้นมา อาจจะตายแบบไม่รู้สึกตัวก็ได้ เพราะการที่ใครสักคนจะขึ้นมามีอำนาจก็ต้องผ่านการต่อสู้กันทั้งนั้น สำหรับพนักงานธรรมดาอย่างโม่เฟิงนี่แหละถือเป็ตัวเลือกที่น่าถูกกำจัดมากที่สุด ดังนั้น แทนที่จะเอาใจหัวหน้างาน ควรจะทำตัวไร้เดียงสาและสุภาพเรียบร้อยเข้าไว้ เพราะหากทำงานผลงานได้ดี ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้
ซึ่งในบริษัทใหญ่ ๆ แบบนี้น้ำลึกมาก*[1] เขาไม่ควรสร้างศัตรูที่นี่เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนมีเส้นสายต่อกัน ถ้าเผลอไปแตะต้องเข้านิดหน่อยก็อาจจะเจอการโต้กลับจากทั้งเครือข่ายเลยก็ได้ ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่ป้องกันไม่ได้ เพราะต่อให้ระวังแค่ไหน ถ้ามีกลุ่มคนอยากทำให้เขาอับอาย เขาก็ไม่มีทางรอดหรอก เื่นี้ทำให้โม่เฟิงรู้สึกหวาดระแวงมาก เพราะเขานั้นมีอะไรกับหลัวเสี่ยวเฟิ่งอย่างโจ่งแจ้งในออฟฟิศ
โม่เฟิงลอบสังเกตชายคนนี้สักพักแล้ว ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าเขามีเจตนาร้ายอะไร แต่่พักกลางวันแบบนี้ เขายังมานั่งคุยกับคนแปลกหน้าที่นี่ เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่น่าจะมีเจตนาร้ายอะไร
แต่ถึงอย่างนั้น… โม่เฟิงก็ยังนิ่งเฉยไม่ได้ตอบสนองอะไร เพราะโม่เฟิงรู้ดีว่าสถานการณ์ตัวเองเป็อย่างไร แม้ว่าจะมีคนอยากให้เขาเลื่อนตำแหน่ง แต่เขาก็คงไม่มีความสามารถพอที่จะทำให้คนอื่นยอมรับหรอก
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกงุนงงกับท่าทางของโม่เฟิง เพราะตลอดหลายปีมานี้ ไม่เคยมีใครเมินเฉยกับเขาแบบนี้มาก่อนเลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องพูดว่า ‘ขอโทษครับ ผมยุ่งมากขอตัวนะครับ’ แล้วก็เดินจากไป
แต่โม่เฟิงช่างแปลกประหลาดจริง ๆ เขายังคงก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย จนชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา เป็ไปได้ไหมว่าน่องไก่ของวันนี้มันอร่อยจนอีกฝ่ายไม่มีเวลาคุยกับเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันอาจจะเป็ไปได้ ดังนั้นเขาจึงหยิบน่องไก่ขึ้นมาและเริ่มกินอย่างช้า ๆ
จากท่าทางการกินน่องไก่ของชายหนุ่มคนนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็คนที่พิถีพิถัน เพราะท่าทางการกินของเขาดูเรียบร้อยั้แ่ต้นจนจบ พูดได้ว่าคนคนนี้ แม้แต่ตอนกินข้าวก็ยังพิถีพิถันขนาดนี้ คงไม่ต้องคิดถึงเื่อื่นแล้วละ…
สิ่งนี้ทำให้โม่เฟิงที่แอบมองอยู่ คิดว่าหากให้เขาเป็คนประเมินชายคนนี้ โม่เฟิงคงจะให้คะแนนเขาสูงมาก แต่แค่นี้ก็ไม่ทำให้โม่เฟิงอยากฟังเขาพูดต่อ ถึงอย่างไรในโลกนี้ผู้ชายที่มีกิริยามารยาทและบุคลิกภาพดีก็มีเยอะแยะ ถ้าโม่เฟิงจะต้องคุยกับทุกคนแบบนี้ก็คงไม่ไหว
ยิ่งไปกว่านั้น โม่เฟิงยังรู้ดีว่านี่เป็การเจอกันครั้งแรก การแสดงออกของอีกฝ่ายอาจจะเป็การเสแสร้งมากกว่า เพราะว่าการเจอกันครั้งแรก ยังไงก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่านี่คือความคิดที่แท้จริงของอีกฝ่าย ดังนั้นโม่เฟิงจึงเตือนตัวเองเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ว่าเขาอาจจะเป็คนหน้าไหว้หลังหลอกก็ได้
มื้อกลางวันของโม่เฟิงก็จบลงอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเป็ครั้งแรกที่โม่เฟิงกินเยอะขนาดนี้ แต่เขาก็รู้สึกเหมือนจะยังไม่อิ่ม จากนั้นเขาก็กระดกเบียร์ขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะลุกขึ้นไปวางถาดอาหารที่เคาน์เตอร์
ชายหนุ่มคนนั้นเห็นว่าโม่เฟิงกำลังจะเดินจากไป แต่เขาก็ไม่มีท่าทีจะรั้งไว้เลย เพราะในสายตาของเขา เขาแค่ได้เจอกับคนน่าสนใจใน่เวลาหนึ่งแค่นั้นเอง เขาไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ชวนคุยตามมารยาทก็เท่านั้น ประกอบกับน่องไก่ก็อร่อยมาก เขาจึงเข้าใจว่าทำไมโม่เฟิงถึงไม่สนใจเขา ก็เพราะน่องไก่มันอร่อยนั่นเอง
ในเวลาไม่นาน… โม่เฟิงก็เดินกลับมาพร้อมกับวางกระป๋องเบียร์ลงบนโต๊ะต่อหน้าสายตาที่งุนงงของชายหนุ่มคนนั้น ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากไป
โม่เฟิงไม่อยากเป็หนี้ใคร แม้จะเป็เพียงเื่เล็กน้อยแบบนี้ก็ตาม ดังนั้นเขาจึงหยิบกระป๋องเบียร์มาคืนชายหนุ่มคนนั้น และโม่เฟิงก็ไม่คิดที่จะอยู่นาน เพราะก่อนที่เขาจะออกจากห้องทำงานมากินข้าว เขาจำได้ว่าหลัวเสี่ยวเฟิ่งบอกว่า วันนี้่บ่ายน่าจะมีประชุม ดังนั้นเขาจึงไม่ควรไปสาย เพราะความสัมพันธ์ของเขากับติงหรูจวินนั้นไม่ค่อยดีนัก
หลังจากที่โม่เฟิงจากไปไม่นานนัก ภายในโรงอาหารก็มีสาวสวยวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดสูทดูเรียบร้อยหุ่นดีเดินเข้ามา ก่อนจะวางถาดอาหารลงบนโต๊ะที่โม่เฟิงเคยนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ พร้อมกับยิ้มให้ชายหนุ่มคนนั้นอย่างสุภาพ แล้วพูดว่า “คุณหลิวถึงกับมาทานข้าวที่โรงอาหารพนักงานแบบนี้เลยเหรอคะ? ดูเป็กันเองกับลูกน้องมากเลยนะคะ”
ถ้าหากโม่เฟิงได้เห็นผู้หญิงคนนี้เขาจะต้องจำเธอได้อย่างแน่นอน เพราะเธอคือหนึ่งในกรรมการสอบตอนที่โม่เฟิงเข้ามาในบริษัท เห็นได้ชัดว่าสถานะของผู้ชายตรงหน้านั้นไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนี้คงไม่พูดแบบดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่แอบแฝงนัยประจบสอพลอแบบนี้หรอก
ชายคนนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เป็ผู้อำนวยการฮูนี่เอง คุณก็มากินข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอครับ? พวกเราทุกคนก็ทำงานให้กับท่านประธานเหมือนกัน และที่นี่ก็เป็โรงอาหารพนักงาน มาทานอาหารที่นี่ก็เป็เื่ปกตินะ แถมยังเป็อาหารกลางวันฟรีอีกด้วย ถ้าไม่ทานก็เสียดายแย่!”
ผู้อำนวยการฮูยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพูดว่า “น่องไก่วันนี้อร่อยดีนะคะ ฉันได้ยินจากเชฟจางว่าน่องไก่วันนี้ขายดีมาก เมื่อกี้ฉันเห็นโม่เฟิงกินไปคนเดียวถึงเจ็ดชิ้น!”
[1] น้ำลึกมาก เป็สำนวนจีน หมายถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และเต็มไปด้วยอันตราย เปรียบเสมือนน้ำที่ลึก จนมองไม่เห็นก้นบ่อ มักใช้พูดถึงสถานการณ์ในองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีระบบงานที่ซับซ้อน มีผู้คนมากมายและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ทำให้ยากต่อการเข้าใจ และอาจเกิดอันตรายได้ง่าย