ซูอิ่นเย่ว์สูดจมูกเบาๆ ก่อนจะคุกเข่าลงทันที
“หม่อมฉันมีเื่ให้คับแค้นใจจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าควรกราบทูลหรือไม่เพคะ!”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงรอให้นางพูดเช่นนี้ รีบถามกลับทันที “หรือว่าเป็เพราะจี้เฟิงปฏิบัติต่อเ้าไม่ดี?”
ใครจะรู้ว่าซูอิ่นเย่ว์กลับส่ายศีรษะก่อนจะกล่าวว่า “เมื่อหม่อมฉันออกเรือน บิดาไม่ได้ให้สินเดิมติดตัวหม่อมฉันแม้แต่น้อย แม้หม่อมฉันจะเป็บุตรสาวที่เกิดจากอนุ แต่ก็ไม่ควรถูกเหยียดหยามถึงเพียงนี้เพคะ”
สีหน้าของฮ่องเต้ฉี่อู่ตึงเครียดขึ้นทันที ไม่คาดคิดว่านางจะพูดเื่นี้ขึ้นมา
สำหรับเขาแล้ว บุตรสาวอนุจะมีหรือไม่มีสินเดิมนั้นเป็เื่ที่ไม่สำคัญเลย เพราะในสายตา นางก็เป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
แต่ก่อนหน้านี้เขาถามเองว่า หากนางมีเื่คับข้องใจ เขาจะให้ความเป็ธรรมแก่นาง บัดนี้ซูอิ่นเย่ว์คุกเข่าอยู่ต่อหน้าแล้ว หากเพิกเฉยไป คงไม่อาจดำเนินการสอบถามต่อได้
“เหลวไหลสิ้นดี!” ฮ่องเต้ฉี่อู่ทำท่าทางขุ่นเคือง แต่น้ำเสียงกลับไม่มีความโกรธเคืองเลย “นี่เป็งานสมรสที่เราพระราชทานให้ ซูเจี้ยนจิ่นถึงกับไม่เตรียมสินเดิมให้ลูกสาวเลย เช่นนี้ยังเห็นเราอยู่ในสายตาหรือไม่!”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวต่อไปว่า “ไม่เพียงเท่านั้น มารดาของหม่อมฉัน อินซื่อ เมื่อครั้งเข้าพิธีสมรสกับบิดา มีบัญชีสินเดิมที่ลงทะเบียนไว้กับทางการ ตามกฎหมายต้าฉี่ ทรัพย์สินสินเดิมของมารดาต้องตกเป็ของบุตรโดยชอบธรรม แต่บิดากลับฮุบเอาไปทั้งหมดเพคะ”
ในพระทัยของฮ่องเต้ฉี่อู่สบถด่าซูเจี้ยนจิ่นว่าเป็คนไม่ได้เื่ มีความคิดละโมบแต่ไม่รู้จักจัดการเื่ให้เรียบร้อย
โดยปกติ เขาไม่สนใจเื่เหล่านี้ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม
ฮ่องเต้กระแอมเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “จงถ่ายทอดพระบัญชา ให้ซูเจี้ยนจิ่นส่งสินเดิมของซูอิ่นเย่ว์คืนมาโดยเร็ว นอกจากนี้ ทรัพย์สินสินเดิมของอินซื่อที่เขาฮุบไป จงนำกลับคืนมาให้หมด!”
อันกงกงรับพระบัญชา รีบสั่งให้ขันทีคนอื่นไปถ่ายทอดพระดำรัส ก่อนจะหันมาพูดกับซูอิ่นเย่ว์ว่า “พระชายา นี่เป็ครั้งแรกที่ฝ่าาทรงเมตตาถึงเพียงนี้ พระองค์ทรงโปรดปรานท่านจริงๆ”
“ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ!” ซูอิ่นเย่ว์รีบถวายบังคม จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน กล่าวต่อว่า “พระมหากรุณาธิคุณของฝ่าา หม่อมฉันจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจเพคะ”
นางเชื่อฟังเช่นนี้ ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงพอพระทัยยิ่งนัก
ฮ่องเต้พระราชทานรางวัลให้นางไม่น้อย เวลานี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว
ฮ่องเต้ฉี่อู่โบกพระหัตถ์ ขับไล่เหล่าขันทีและนางกำนัลออกไป เว้นเพียงอันกงกงไว้
ในที่สุด เขาก็ถามขึ้นมา “เรามีเื่หนึ่งที่ไม่เข้าใจ ไม่ทราบว่าเ้าจะช่วยไขข้อข้องใจให้เราได้หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปครู่หนึ่ง นางคาดเดาเื่ที่ฮ่องเต้จะเอ่ยไว้แล้วบางส่วน “หม่อมฉันจะตอบทุกสิ่งที่หม่อมฉันรู้เพคะ”
“จี้เฟิงเคยกล่าวว่า หลายวันก่อนเขาถูกพิษเรื้อรังที่เรียกว่าจุ้ยเหรินหง และเ้าเป็ผู้ช่วยล้างพิษให้ บัดนี้เ้ายังช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ นับได้ว่าเ้ามีความสามารถทางการแพทย์ล้ำเลิศ” ฮ่องเต้ฉี่อู่กล่าว “เขาเป็ขุนนางคนสำคัญของเรา เป็ผู้บัญชาการหน่วยชื่อหลง หมอหลวงที่เราส่งไปกล่าวว่าพิษกู่เจ็ดประสานในกายเขารุนแรงนัก เ้าคิดว่าอย่างไร”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวว่า “ซื่อจื่อติดพิษกู่เจ็ดประสานมานานแล้ว ส่งผลร้ายแรงต่อเส้นลมปราณและอวัยวะภายใน สามารถมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้นับว่าเป็เื่มหัศจรรย์ หาก้าถอนพิษกู่เจ็ดประสาน จำเป็ต้องทราบว่าส่วนประกอบของพิษนี้คือสิ่งใดเพคะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“เช่นนั้นพิษเจิ้นสุ่ยจักถอนอย่างไร”
เสียงของฮ่องเต้แม้จะอ่อนโยน แต่แฝงด้วยแรงกดดันอันมหาศาล
หัวใจของซูอิ่นเย่ว์เต้นกระหน่ำ ฮ่องเต้ฉี่อู่ปูทางมาเนิ่นนาน เวลานี้กลับเข้าสู่ประเด็นสำคัญแล้ว!
แท้จริงแล้ว คมดาบไม่เคยห่างจากลำคอของนางเลยแม้แต่น้อย!
บางทีอาจกล่าวได้ว่า ั้แ่นางแต่งงานกับฉู่จี้เฟิง นางก็กลายเป็ศูนย์กลางของพายุไปแล้ว!
นางสูดหายใจลึก ตั้งสติให้มั่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าใ “พิษเจิ้นสุ่ย? ซื่อจื่อยังติดพิษนี้อีกหรือเพคะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่จ้องนางเขม็ง “ซูอิ่นเย่ว์ วิชาแพทย์ของเ้ายังเหนือกว่าฉินเย่เสียอีก ไยจึงวินิจฉัยไม่พบ”
อันกงกงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กล่าวเสริมว่า “พระชายา ฝ่าาทรงออกหน้าให้ท่าน ทั้งยังพระราชทานยาจิ่วจ่วนแก่ท่าน นับเป็พระกรุณาอันล้นพ้น หากท่านสามารถไขข้อข้องใจให้ฝ่าาได้ พระองค์ย่อมไม่ทรงให้ท่านเสียเปรียบแน่”
บัดนี้ซูอิ่นเย่ว์ย่อมเข้าใจได้แจ่มชัดแล้ว ว่าสิ่งที่ฮ่องเต้ฉี่อู่ทำมาก่อนหน้านี้ ล้วนมีเป้าหมายแอบแฝง ดังนั้นนางจึงถือโอกาสหยิบยกเื่ที่ซูเจี้ยนจิ่นไม่ให้สินเดิมมาใช้ประโยชน์
เห็นได้ชัดว่า การได้เปรียบเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่าย แล้วนางควรตอบเช่นไรดี
หรือว่าฉู่จี้เฟิงใช้พิษกู่เจ็ดประสานเพื่อปกปิดพิษเจิ้นสุ่ย เพื่อปิดบังไม่ให้ฮ่องเต้ฉี่อู่ล่วงรู้?
ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางคนสำคัญ ดูเหมือนจะไม่สู้ดีนัก!
หากคิดให้ลึกซึ้ง หากมิใช่พระประสงค์ของฮ่องเต้ฉี่อู่ แล้วนางจะถูกบังคับให้ดื่มจุ้ยเหรินหงก่อนเข้าพิธีสมรสกับซื่อจื่อเพื่อปัดเป่าเคราะห์ได้อย่างไร นี่อาจเป็แผนการของฮ่องเต้ั้แ่ต้น!
แม้ว่าร่างเดิมของนางจะถูกสวีชิงหย่วนสังหาร แต่ก็ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่ใช้พิษซ้ำเติมอีกแน่!
คิดได้ดังนี้ ซูอิ่นเย่ว์จึงกล่าวว่า “ผู้ที่ได้รับพิษเจิ้นสุ่ย ร่างกายจะเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง กลัวความหนาวเป็พิเศษ ยามค่ำคืนในฤดูหนาว จะเกิดอาการกำเริบจากความหนาวเย็น แต่หม่อมฉันอยู่กับซื่อจื่อมาหลายวัน ยังไม่พบว่าซื่อจื่อมีอาการเหล่านี้เลยเพคะ”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ลูบเครา นางอธิบายได้ละเอียดกว่าหมอหลวงเสียอีก
ดูจากท่าทางของนางแล้ว ไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก
ฮ่องเต้ฉี่อู่ทรงตรึกตรองครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “แต่ฉู่จี้เฟิงมีกำลังภายในล้ำลึก ไฉนจึงไม่สามารถต้านพิษความเย็นได้”
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ซื่อจื่อติดพิษกู่เจ็ดประสาน หากยังมีพิษเจิ้นสุ่ยอีก เกรงว่าคงสิ้นชีพไปนานแล้วเพคะ พิษสองชนิดนี้ผสานกัน ไม่ใช่สิ่งที่กำลังภายในจะสามารถควบคุมได้ง่ายๆ”
นางพูดความจริง เพียงแต่นางก็ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างร่างกายของฉู่จี้เฟิงเป็เช่นไร ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้
คำพูดของนางตรงกับหมอหลวงทุกประการ ฮ่องเต้ฉี่อู่จึงเริ่มคลายความกังขา ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากไปเอง
คิดดูแล้ว หากพิษเจิ้นสุ่ยกำเริบ ความหนาวเย็นนั้นยากจะต้านทาน แม้แต่ยอดฝีมือก็อยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี แต่ตอนนี้ผ่านไปสามสี่ปีแล้ว ฉู่จี้เฟิงก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้
ฮ่องเต้ฉี่อู่ระงับอารมณ์ ก่อนกล่าวว่า “ในเมื่อฉู่จี้เฟิงไม่ได้รับพิษนี้ เราก็วางใจแล้ว เ้าออกไปเถิด”
ซูอิ่นเย่ว์ลอบถอนหายใจโล่งอก ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องทรงพระอักษร
อันกงกงเดินส่งนางไปยังประตูวัง ระหว่างทางยังกล่าวเตือนเป็พิเศษว่า “วันนี้พระชายาเพียงเข้าเฝ้าฝ่าาเพื่อขอบพระทัยเื่โอสถเท่านั้น เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจ กงกงโปรดวางใจ”
ซูอิ่นเย่ว์จะไม่เข้าใจได้อย่างไร หมายความว่าเขาไม่้าให้ฉู่จี้เฟิงล่วงรู้ถึงคำถามของฮ่องเต้
อันกงกงยิ้มกล่าวว่า “พระชายาช่างเฉลียวฉลาด บ่าวขอส่งเพียงเท่านี้”
เขามองส่งซูอิ่นเย่ว์ขึ้นรถม้า จากนั้นจึงกลับไปยังห้องทรงพระอักษร
ฮ่องเต้ฉี่อู่ไม่มีพระทัยจะทำงานต่อ เพียงทรงครุ่นคิดถึงคำพูดของซูอิ่นเย่ว์ว่าจริงแท้เพียงใด
“ฝ่าา กระหม่อมได้ส่งนางออกจากวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงรายงานเสียงเบา
“เสี่ยวอัน เ้าคิดว่าคำพูดของซูอิ่นเย่ว์เชื่อถือได้เพียงใด”
อันกงกงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ฝ่าา นางเป็เพียงสตรี ไม่น่ากล้าโกหกต่อพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่เราฟังมาว่า วันนั้นนางถูกหลิงอ๋องและพระชายาหลิงอ๋องกลั่นแกล้ง แล้วฉู่จี้เฟิงเป็ผู้พานางกลับไป” ฮ่องเต้ฉี่อู่กล่าว “สตรีมักใช้อารมณ์ตัดสินใจ อาจเป็ไปได้ว่านางอยากปกป้องฉู่จี้เฟิง”
“แต่กระหม่อมได้ยินมาว่า วันนั้นซื่อจื่อไปสะสางบัญชีกับฉู่จิ้งเสียนพ่ะย่ะค่ะ ซื่อจื่อกับครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกัน และยังเ้าคิดเ้าแค้นเสียด้วย”
ฮ่องเต้ฉี่อู่ที่ขมวดพระขนงอยู่คลายลงเล็กน้อย “ก็จริง นางถูกซูเจี้ยนจิ่นเฆี่ยน แต่ฉู่จี้เฟิงก็ไม่ได้ไปแก้แค้น เ้าหนุ่มนั่นเป็พวกหัวแข็ง หากเป็คนที่เขาให้ความสำคัญ ไม่ว่าสิ่งใดเขาก็ต้องปกป้องจนสุดกำลัง”