หนึ่งเดือนต่อมา
เมืองหลวงเยว่จวนใกล้ถึงวันงานเฉลิมฉลองตามธรรมเนียมโบราณ บ้านเรือนร้านรวงจึงถูกประดับประดาด้วยผ้าหลากสีมัดเป็ช่อ ๆ เหมือนดอกไม้อย่างสวยงาม
มู่หรงเซียวตื่นเต้นเพราะนางหวังว่าจะได้ไปเที่ยวชมเมืองกับหยางเสวี่ยเฟยในฐานะคนรักเป็ครั้งแรก จับมือเดินเคียงข้างกัน ยิ้มให้กันแล้วนั่งชมสวนดอกไม้บานสะพรั่งริมแม่น้ำเจียงหานสายเล็กที่ไหลผ่านทางฝั่งตะวันออกของเยว่จวน
เย็นวันนี้นางจึงรอเขากลับจากฝึกทหารเหมือนอย่างเคย ทั้งยังเตรียมของขวัญที่ทำเสร็จเรียบร้อยเอาไว้ด้วยแต่เวลาผ่านไปสามชั่วยามกลับไม่เห็นอีกฝ่าย
หากไม่นับการกระทำที่แสดงออกใน่ก่อนหน้า เขาไม่เคยเป็เช่นนี้มาก่อน ไม่ว่างานจะยุ่งเพียงใดมักหาทางปลีกตัวกลับจวนทุกวัน เร็วบ้างช้าบ้างจนนางหลับไปแล้วก็ยังแอบจุมพิตก่อนนอนทุกครั้ง
ถ้าต้องอยู่ประจำที่ค่ายก็จะบอกนางก่อนเสมอแล้วหาจังหวะมาออดอ้อนภรรยาถึงที่จวน แต่คราวนี้ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใดจึงนึกเป็ห่วง เดินไปเดินมาพลางชะเง้อมองไปที่ประตูหลายครา
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาพลันประตูบานใหญ่ขยับเปิดออก นางก้าวขาออกไปเพียงครึ่งก้าวจึงได้เห็นว่าคนที่เข้ามาคือลูกน้องหน่วยซิงอวี่ของเขา
“โอ๊ะ ฮูหยิน มาทำอะไรตรงนี้หรือขอรับ” เสิ่นจื้อเหลียงถามด้วยความสงสัยเพราะเลยเวลาเข้านอนไปนานแล้ว
“รองแม่ทัพเล่า ไม่ได้กลับมาด้วยกันหรือ” นางเอ่ยถามด้วยความกังวลใจกลัวว่าจะเป็อะไรไป
“เอ่อ…” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงถามเช่นนั้นพลางคิดว่าหัวหน้าของเขาควรบอกให้ฮูหยินรู้ไม่ใช่หรือว่านับจากนี้ไปจะต้องค้างที่ค่ายเกือบเดือนและคงยุ่งมากจนไม่มีเวลากลับจวน
“ว่าอย่างไรเล่า” เมิ่งเซียงเองก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ยิ่งเห็นสีหน้าเ้านายก็พลอยร้อนรนใจไปด้วย
“เอ่อ… ่หนึ่งเดือนนี้ หัวหน้าคงจะพักอยู่ที่ค่ายฝึกขอรับ” เขาเอ่ยในทางที่จะทำให้หญิงสาวได้เข้าใจว่าทุกอย่างเป็เื่จำเป็ทั้งสิ้น “ฝ่าามีพระราชโองการให้ทหารทุกกองรบเตรียมพร้อมเพราะใกล้ถึงเทศกาลแล้ว ทรงกังวลพระทัยว่าอาจจะมีผู้ใดแอบแฝงมาก่อความไม่สงบใน่นั้น อีกทั้งศึกทางต้าหลินยังไว้วางใจไม่ได้ หัวหน้าจึงฝึกพวกข้าจนแทบไม่มีเวลาพักเลยขอรับ”
“…” มู่หรงเซียวถอนหายใจโล่งอก พึมพำคนเดียว “เื่แค่นี้เองทำไมถึงบอกข้าไม่ได้เล่า”
“คุณหนู… เช่นนั้นไปเยี่ยมรองแม่ทัพหยางที่ค่ายฝึกดีหรือไม่เ้าคะ” สาวใช้ปลอบใจเ้านาย ไม่อยากเห็นสีหน้าเช่นนั้นของนางเลย
“ก็ดีเหมือนกันนะ” รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้านางอีกครั้ง “ข้าว่าจะทำอาหารไปให้เขาด้วย ไหน ๆ ก็ยังไม่เคยลิ้มลองรสมือข้าเลยสักครั้ง”
เสิ่นจื้อเหลียงถอนหายใจอีกครั้งที่เื่ราวจบไปได้ด้วยดี ส่วนที่เหลือคงต้องให้ผู้เป็หัวหน้าสะสางเอาเองเพราะเขาช่วยได้แค่เพียงเท่านี้
เช้าวันต่อมา มู่หรงเซียวทำตามที่พูดเอาไว้ นางอุตส่าห์ลงมือทำทุกอย่างั้แ่ขั้นแรกจนขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง ไม่เคยกังวลเื่รสชาติอาหารที่ทำสักครั้งแต่ครานี้ไม่มั่นใจเสียอย่างนั้น
ใจเย็น ๆ เถอะมู่หรงเซียว เ้าไม่เห็นหรือว่าเขาเปลี่ยนไปมากแล้ว เวลานี้คงไม่คิดเทอาหารที่เ้าเตรียมให้ทิ้งหรอก นางคิดในใจแล้วเรียกเมิ่งเซียงมาชิมอีกเป็ครั้งที่สาม
“อร่อยกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเ้าค่ะ มั่นใจเข้าไว้นะเ้าคะคุณหนู” เมิ่งเซียงยิ้มแป้นชอบทานอาหารที่เ้านายเป็คนทำเช่นกัน แล้วรีบให้สาวใช้คนอื่นจัดการส่วนที่เหลือ ก่อนหันไปพูดกับมู่หรงเซียว “คุณหนู ต้องแต่งตัวสวย ๆ ก่อนเ้าค่ะ”
หญิงสาวพยักหน้าเพราะเวลานี้ชุดที่สวมใส่เปรอะเปื้อนไปหมด เมิ่งเซียงจึงช่วยเ้านายอาบน้ำ ประทินผิว แล้วเลือกเสื้อผ้าที่สวยที่สุดออกมาให้นางสวมใส่
ระหว่างทางพากันเดินเที่ยวชมบรรยากาศครึกครื้นไปด้วยแต่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเื่หยางเสวี่ยเฟยจึงขยับเข้าไปฟัง เมิ่งเซียงรีบมองใบหน้าเ้านายทันควัน
ทหารหนุ่มคนหนึ่งพูดว่า “กองสิบมีเื่น่าตื่นเต้นแต่เช้า ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพหลี่ท้าสู้กับรองแม่ทัพหยางวันพรุ่งนี้ พวกเราไปดูให้เห็นกับตาดีหรือไม่ว่าคราวนี้ใครจะเป็คนชนะ”
“ข้าว่าแม่ทัพหลี่ต้องชนะอยู่แล้ว ไม่รู้หรือว่าใครกล้าทำให้ร่างกายและใบหน้าเขาเป็รอยจะถูกองค์หญิงลงโทษ ต่อให้เป็รองแม่ทัพหยางก็เถอะ” ชายร่างสูงอีกคนพูดขึ้นราวกับรู้ผลแพ้ชนะเรียบร้อย
“เหตุใดต้องเอาอกเอาใจปานนั้น แม่ทัพหลี่ออกรบทีแผลเยอะกว่านี้อีก องค์หญิงจะตามไปลงโทษทหารพวกนั้นหรือไม่เล่าที่ดูแลเขาไม่ดี”
“ก็เพราะองค์หญิงทำเช่นนั้นจริง ๆ อย่างไรเล่า ข้าถึงบอกว่าคนชนะต้องเป็แม่ทัพหลี่แน่ ๆ” ชายคนเดิมยิ้มกว้าง มั่นใจสิบส่วนแล้วเอ่ยอีกว่า “พนันกับข้าไหมเล่า คนแพ้เลี้ยงสุราสักหนึ่งเดือน”
“ก็ดี อย่าได้บิดพลิ้วล่ะ”
เสียงพูดคุยยังคงดังก้องในความคิดของมู่หรงเซียว ดวงตาสีทับทิมมองชาวบ้านที่กำลังประดับร้านค้าพลันนึกถึงเื่ของเขาคนนั้น
“คงไม่ใช่หรอก” นางส่ายหน้า ความกังวลฉายชัดจนคนข้างกายเป็ห่วง
“คุณหนู เป็อะไรไปหรือเ้าคะ เมื่อครู่ยังยิ้มแย้มอยู่เลยหรือว่าคุณหนูเป็ห่วงรองแม่ทัพหยาง”
ทว่า มู่หรงเซียวรู้สึกตงิดใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลรีบสลัดความคิดนั้นแล้วมุ่งหน้าไปค่ายฝึกทหารของกองสิบแห่งแดนใต้
แม้จะยืนอยู่ข้างนอกก็ยังได้ยินเสียงดาบปะทะกันเป็ระยะ ท่าทางทหารเ่าั้ดูเคร่งขรึมและจริงจังเป็พิเศษ เมื่อคนเฝ้าประตูค่ายเห็นว่ามู่หรงเซียวกำลังเดินมากลับพากันเหงื่อตก
“ข้าคงเข้าไปไม่ได้ใช่หรือไม่” นางเอ่ยท่าทีสบาย ๆ “ข้าฝากสำรับอาหารไปให้รองแม่ทัพหยางได้หรือไม่”
“ขอรับ” พวกเขาพยักหน้าทันที โล่งใจที่นางไม่คะยั้นคะยอขอเข้าไปเหมือนเมื่อครั้งก่อน ครั้นเห็นว่าหญิงสาวยังคงยืนอยู่อย่างนั้นก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าได้ยินมาว่าวันพรุ่งนี้ทั้งสองคนมีประลองกันหรือ” ดวงตาสีทับทิมยังคงกวาดมองภายในค่ายเพราะไม่เห็นหน้าเขามาหนึ่งวันแล้ว “เหตุใดอยู่ ๆ จึงทำเช่นนั้น”
“ฮูหยินคงไม่รู้แต่ว่าการประลองของบุรุษเป็เื่ปกติขอรับ” เ้าตัวอธิบายไปตามจริงเพราะเดิมทีทหารกองสิบก็มักจัดงานประลองฝีมือ ทดสอบคู่ต่อสู้อยู่เป็ประจำเพียงแค่ครั้งนี้รองแม่ทัพหยางรับคำท้าหัวหน้าของตนเองเป็ครั้งแรกก็เท่านั้น
มู่หรงเซียวเข้าใจดีว่าทหารชอบท้าทายกัน บางทีถึงขั้นส่งคำท้าข้ามกองรบเสียด้วยซ้ำ หากแต่หยางเสวี่ยเฟยไม่เคยรับคำท้าใครเลยเพราะทักษะที่เขาใช้ล้วนมีความลับซ่อนอยู่ ซิงอวี่ที่เขาเป็หัวหน้าจึงเป็หน่วยที่มีโอกาสได้เห็นฝีมือเท่านั้น
นางถอนหายใจมองรอบตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่อยากปฏิเสธเลย ในใจกำลังคิดว่าเนื้อเื่ในนิยายกำลังกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่นางเพิ่งดีใจคิดว่าตอนจบจะเข้าข้างตัวเองบ้าง ปล่อยให้มู่หรงเซียวได้สมหวังกับความรักที่รอคอยมาเนิ่นนาน
หยางเสวี่ยเฟยไม่กลับจวนตลอดหนึ่งเดือน ไม่แม้แต่จะพูดคุยกับมู่หรงเซียว ค่อย ๆ เหินห่างอย่างที่ควรจะเป็ การประลองกับแม่ทัพหลี่ที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าเป็เื่ปกติ แท้จริงแล้วคือการยั่วยุอีกฝ่ายและเรียกร้องความสนใจจากเสิ่นอวี้หลาน
าแที่หางคิ้วข้างซ้ายคือหลักฐานว่าเขาถูกแม่ทัพหลี่ตวัดด้ามดาบใส่และหลังจบเทศกาลครานี้ เขาจะได้รับสมรสพระราชทานจากฝ่าาต้องแต่งงานกับเหออันเหลียนเพื่อสมดุลทางการเมืองของสามตระกูลผู้อำนาจในแคว้นฉินิ
สิ่งที่นางคิดล้วนเกิดขึ้นในนิยายฉบับดั้งเดิม ความเงียบงันกำลังก่อตัวในไม่ช้า หญิงสาวยิ้มบางแต่ยังคงเชื่อว่าเขาเพียงแค่จริงจังกับการฝึกในครั้งนี้เหมือนอย่างเคย ต้องห่างเหินกันไปเป็เพราะเื่จำเป็ที่ขัดพระราชโองการไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งงานกับเหออันเหลียน
ไม่เป็อันใดหรอก มู่หรงเซียว เ้าไม่เชื่อใจเขาแล้วหรือ ทั้งที่พร่ำบอกรักทุกวันทุกคืนอย่างนั้น หยางเสวี่ยเฟยไม่เหมือนเดิมแล้ว บางทีเื่ราวพวกนั้นคงจะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง สำรับอาหารถูกส่งไปให้รองแม่ทัพตามคำขอของฮูหยิน
“จื้อเหลียง” รองแม่ทัพะโเรียกน้องเล็กของหน่วยเข้ามาหาแล้วบอกว่า “ยังไม่ได้กินอะไรใช่หรือไม่”
เสิ่นจื้อเหลียงจำได้ว่าของตรงหน้า ฮูหยินเป็ผู้ตระเตรียมมาจึงปฏิเสธทันควัน
“ชางเหอ!” ชายหนุ่มะโเรียกผู้ช่วยลำดับที่สองด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เ้าเอาไปกินก็แล้วกัน” พลันเดินไปจากที่ตรงนั้นทันใด
“หือ… ขอรับ” เ้าตัวงุนงงแต่ก็ยื่นมือออกไปหยิบสำรับจนถูกน้องเล็กจ้องหน้า “อะไรของเ้า หัวหน้าบอกให้ข้ากินนี่”
“พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้หรือว่าสำรับชุดนี้ ฮูหยินตั้งใจทำให้หัวหน้า ท่านกินได้ลงคอเชียวหรือ” น้องเล็กโพล่งออกมาเสียงดัง สีหน้าเอาเื่ไม่น้อย
“ทำไมจะกินไม่ได้ มันไม่อร่อยหรือ” เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหัวหน้าจึงทำอย่างนั้นและเหตุใดน้องเล็กห้ามเอาไว้ “กินแล้วจะตายหรือ”
“เื่รสชาติน่ะ อร่อยยิ่งกว่าสิ่งใดแต่ข้าอยากรู้เหตุผลว่าทำไมหัวหน้าจึงไม่ยอมแตะอาหารที่ฮูหยินทำเลย” เด็กหนุ่มมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ลับตาก่อนจะได้กลิ่นหอมโชยมาตามลม “พี่ใหญ่ ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือขอรับ”
เสิ่นจื้อเหลียงทำหน้ามุ่ยเพราะเห็นอีกฝ่ายตักเห็ดหอมเข้าปากเรียบร้อย สีหน้าเอร็ดอร่อยจนทำให้เขาน้ำลายสออีกด้วย ในเมื่อถูกอาหารตรงหน้าล่อลวงมากเพียงนี้จึงค่อย ๆ นั่งลงข้างอีกฝ่ายแล้วทำตาเป็ประกาย อยากลิ้มรสอาหารอันโอชะเต็มที่แล้ว
ค่ำคืนนี้ มู่หรงเซียวยังคงนั่งรอเขาอยู่ที่เดิม หวังว่าจะได้เห็นหน้าสักครั้ง ทั้งที่เคยพูดว่าไม่รู้สึกอะไรกับหยางเสวี่ยเฟยแต่เวลานี้เพียงแค่ห่างกันวันเดียวกลับเฝ้าคอยเหมือนกับมู่หรงเซียวคนเดิมไม่มีผิด
ครั้นสุดท้ายแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาก็กลับเข้าห้องนอน เอื้อมมือลูบหมอนของคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ แล้วผล็อยหลับไปในที่สุด