รุ่งสางของวันต่อมา
ในชั่วพริบตาที่แสงสว่างสาดส่องลงมายังเมืองไท่หยางความคึกคักก็ได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผู้คนจำนวนมากต่างมุ่งหน้าไปยังลานประลองของเมืองไท่หยางด้วยกันทั้งสิ้น
การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตของจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณทำให้ผู้คนมากมายต่างก็รู้สึกตกตะลึงไปตามๆกัน
แม้ว่าลานประลองของเมืองจะกว้างใหญ่แต่ก็มีผู้คนมากมายมารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่
โดยรอบเต็มไปด้วยเสียงสนทนาที่ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องพวกเขาทั้งหลายต่างจับจ้องไปในลานประลองทั้งสิ้น เดิมทีที่นี่ก็สามารถเดิมพันว่าผู้ประลองจะเป็นหรือตายได้ตามความต้องการอยู่แล้ว
แต่ครานี้หลังจากที่มีการพูดต่อกันไปปากต่อปากจึงทำให้อัตราการเดิมพันของเมิ่งฝานและสวีจ้านนั้นต่างกันถึงหนึ่งต่อสอง
ผู้คนมากมายล้วนแต่วางเงินเดิมพันว่าสวีจ้านจะต้องได้รับชัยชนะเพราะถึงอย่างไรแล้วการต่อกรระหว่างจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณและขั้นหลอมปราณเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเอ่ยถึงแต่ก็รู้กันดีว่าแตกต่างกันเพียงใด
คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเมิ่งฝาน...รนหาที่ตาย!
ใจกลางของลานประลองนั้นต่างไปจากโดยรอบเพราะมันเป็นแท่นที่มีลักษณะสูงใหญ่จนสามารถมองเห็นได้ทั่วทุกมุมของลานประลอง
แน่นอนว่าผู้ที่มาอยู่บนนี้ได้นั้นล้วนแต่เป็นผู้ทรงอานุภาพของเมืองไท่หยางทั้งสิ้นเมื่อเวลาผ่านไปตงหลายต้าซือและจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งอีกหลายคนของเมืองไท่หยางจึงปรากฏกายขึ้น
เจ้าของชุดเกราะสีขาวที่ยืนอยู่ข้างกายของตงหลายต้าซือในยามนี้ก็คือเซี่ยหลันนั่นเองนางมองไปยังลานประลองแล้วกัดฟันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “เหตุใดเมิ่งฝานผู้นี้จึงได้หาเรื่องผู้อื่นเก่งเช่นนี้เขาสังหารเมิ่งซีไม่พอ ยามนี้ยังท้าประลองกับจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณอีกเกรงว่าคง...”
แม้จะเคยพบกันเพียงหนึ่งครั้งแต่นางก็รู้สึกดีต่อเมิ่งฝานไม่น้อยยามนี้อาณาจักรต้าก้านอยู่ในช่วงที่ต้องการกำลังแรงที่สำคัญหากชักจูงเมิ่งฝานมาเป็นพวกได้ก็จะเป็นการดี แต่ดูคล้ายว่าอีกฝ่ายนั้นจะทำเรื่องต่างๆได้อย่างอวดดียิ่งกว่าองค์หญิงอย่างตนเสียอีก
ตงหลายต้าซือที่อยู่ข้างกายนางถอนหายใจเสียงเบาแล้วเอ่ยว่า“ภาวนาให้เจ้าเด็กคนนั้นมีพลังที่พวกเรานึกไม่ถึง นิสัยของเขาหาได้เหมาะสมกับอายุไม่หวังว่าจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้!”
ปาฏิหาริย์!
เซี่ยหลันขมวดคิ้วเข้มการท้าทายจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณของผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมปราณซึ่งต่างกันถึงหนึ่งขั้นพลังใหญ่โอกาสที่จะมีปาฏิหาริย์นั้นริบหรี่เป็นอย่างยิ่ง
เสียงสนทนาเฮฮายังคงดังเซ็งแซ่อยู่โดยรอบอย่างต่อเนื่องยามนี้ชายฉกรรจ์จากองครักษ์แพรโลหิตปรากฏตัวขึ้นข้างลานประลองด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่าน
เพราะเมื่อยามที่อยู่เทือกเขาชิงหลงนั้นพวกเขาถูกเมิ่งฝานเล่นงานสะบักสะบอมเลยก็ว่าได้ เวลานี้โอกาสที่จะระบายความแค้นมาถึงแล้วฉะนั้นพวกเขาทั้งหลายจึงเดิมพันว่าสวีจ้านจะต้องได้รับชัยชนะ
บนแท่นประลองที่มีความกว้างใหญ่สิบกว่าเมตรนั้นปูพื้นด้วยหินที่มีความทนทานสูง มีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเพราะมีหลายชีวิตที่ต้องล้มตายอยู่เบื้องบน
ลานโลหิตตัดสินชีวิตและความตายลานประลองก้องไกรแห่งฟ้าดิน
สถานที่แห่งนี้คือลานประลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไท่หยางบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยศัสตราวุธและจิตสังหารที่แผ่ซ่านหากผู้ที่ไร้ซึ่งความกล้าได้เห็นก็คงจะสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว
บนแท่นประลองนั้น สวีจ้านซึ่งมีร่างกายคล้ายดั่งขุนเขาขนาดย่อมยืนตระหง่านอย่างเงียบงันอยู่ด้านบนส่วนผู้ที่ถูกมัดเอาไว้กับเสาขนาดใหญ่ด้านหลังของเขานั้นก็คือไป๋สุ่ยเอ๋อร์
นางสวมชุดสีขาว เส้นผมยาวทิ้งตัวตามแรงโน้มถ่วงแม้ว่านางจะถูกพันธนาการเอาไว้แต่ก็ยังคงความงามน่าหลงใหล ผู้คนที่ได้เห็นล้วนแต่มองไปแล้วครุ่นคิดขึ้นในใจ
เป็นสตรีรูปงามแต่กลับอายุสั้นทั้งที่เลอโฉมถึงเพียงนั้นแต่อีกไม่นานกลับต้องแปดเปื้อน
ทว่าสายตาของผู้คนในจำนวนที่มากกว่ากลับร้อนแรงเป็นอย่างยิ่งไม่รู้ว่าหลังจากนี้สวีจ้านจะทำเช่นไรกับสตรีเลอโฉมผู้นั้น
หลังจากที่เวลาล่วงเลยผ่านไปความสงบเงียบก็เริ่มเข้ามาปกคลุมผู้คนทั้งหลายต่างรอการมาถึงของเมิ่งฝานทั้งสิ้น
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าใดสวีจ้านซึ่งนั่งอยู่นานพลันกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างเยือกเย็น “เจ้าเมิ่งฝานผู้นี้ คงไม่ได้ทำเป็นแค่การใช้ลูกไม้หรอกใช่หรือไม่?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายเขาก็ลืมตาขึ้นมานางมองไปรอบนอกด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมาย
บางทีข้าอาจจะคิดผิดไปเขาคงจะไม่มาแล้ว หรือต่อให้ไม่มา...มันก็ถูกต้องแล้วเพราะถึงเขามาแล้วจะทำสิ่งใดได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันฉายแววสิ้นหวังแล้วหลับตาลงเช่นเดิมอีกไม่นานหากสวีจ้านคิดจะทำอันใด นางก็พร้อมที่จะกัดลิ้นจนสิ้นใจจึงจะสามารถรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองเอาไว้ได้
เวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งก้านธูปสวีจ้านตวัดมือออกไปด้วยใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น “ดูท่าเจ้าคนผู้นั้นคงจะไม่มาแล้วล่ะ หึ ข้าคงต้องจัดการเจ้าก่อนเสียแล้ว!”
หลังจากที่เอ่ยเช่นนั้นสวีจ้านก็เดินเข้าไปหาไป๋สุ่ยเอ๋อร์เมื่อพลังอันชั่วร้ายแผ่ซ่านออกไปเสื้อผ้าของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พลันฉีกขาดในทันใด
ช่างเถอะ!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ในใจแล้วกัดฟันแน่นแล้วในเวลาที่นางกำลังจะกัดลิ้นตนเองนั้น พลันมีเสียงเย้ยหยันดังขึ้นมา
“เจ้าสุนัขแก่สวีจ้านองค์ชายน้อยเมิ่งฝานของเจ้า...มาตามนัดที่ได้นัดหมายแล้ว!”
เสียงดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณภายในลานประลองแห่งนี้ล้วนแต่ดังก้องไปด้วยเสียงที่คล้ายดั่งเสียงสายฟ้าฟาดพลังภายในเต็มเปี่ยมและแฝงไปด้วยจิตสังหาร
เสียงฮือฮาดังขึ้นในลานประลองทันทีเมื่อพวกเขามองขึ้นไปบนฟ้าก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งลอยทะยานมาด้วยความเร็วแล้วยืนอยู่บนแท่นประลองอย่างแม่นยำ
เขาสวมชุดสีคราม ใบหน้าหล่อเหลานัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองไปยังสวีจ้าน กลิ่นอายแห่งความเฉียบขาดแผ่ซ่าน เขายืนนิ่งเด่นตระหง่านดุจดั่งขุนเขา
เมิ่งฝานมาถึงแล้ว!
ผู้คนทั้งหลายรอบแท่นประลองต่างก็ฮือฮาขึ้นมาในทันใดสายตาของพวกเขาล้วนแต่จับจ้องภาพเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา มีหลายคนกำลังตกตะลึงและแปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วเมิ่งฝานจะยังอายุน้อยและดูคล้ายว่าอายุจะยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ
แต่การที่เขากล้าท้าทายสวีจ้านผู้ที่มากไปด้วยประสบการณ์แห่งการต่อสู้และเหี้ยมโหดก็ทำให้คนมากมายสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงก่อนจะเอ่ยชมขึ้นในใจว่าเมิ่งฝานทั้งร้ายกาจและใจกล้า!
“มาแล้วจริงๆ ด้วย!”
เซี่ยหลันที่ยืนอยู่บนแท่นผู้ชมสูงใหญ่มีนัยน์ตาที่เปล่งประกายเดิมทีนางคิดว่าเมิ่งฝานจะฉลาดพอแล้วเลือกที่จะไปจากเมืองไท่หยางนึกไม่ถึงว่าสุดท้ายจะมาที่นี่ตัวคนเดียวเช่นนี้!
แล้วในเวลาต่อมาไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็กัดฟันแน่นนางมองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความแปลกใจแม้อยากจะเก็บความรู้สึกของตนเองเอาไว้แต่ก็มีน้ำสีใสไหลลงมาจากดวงตาอย่างช้าๆ อยู่ดี
ความรู้สึกที่อยากจะร้องไห้เช่นนี้...ตั้งแต่ออกจากบ้านนางก็ไม่เคยรู้สึกถึงมันอีกเลย!
ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เม้มริมฝีปากสีแดงแน่นหลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “เจ้าทำไปเพื่อสิ่งใดกัน?”
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า“ข้าจะพาเจ้าไปจากที่นี่!”
“ไม่กลัวตายหรือ?”
นางสบตากับเมิ่งฝานแล้วเอ่ยถามอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้
ยามนี้ คนขององครักษ์แพรโลหิตล้วนแต่ลุกขึ้นยืนนัยน์ตาที่มองไปยังเมิ่งฝานฉายแววอำมหิตออกมาทั้งสิ้น
ภายใต้จิตสังหารอันมากมายนั้นเมิ่งฝานทำทีว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มโดยไม่กะพริบตายั้งคิด “ก็กลัว แต่กลัวเจ้าสุนัขแก่ตัวนั้นจะหัวเราะเยาะมากกว่า หากเป็นเช่นนั้นข้าก็คงจะสู้สุนัขตัวหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำไป!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ชะงักงันไปทันทีก่อนที่จะมีรอยยิ้มงดงามดประดุจดอกไม้บานปรากฏขึ้นบนใบหน้านางนึกไม่ถึงเลยว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วเมิ่งฝานจะยังสามารถพูดจาเสียดสีสวีจ้านได้
นางถลึงตามองเมิ่งฝานเล็กน้อยกำฝ่ามือเล็กเอาไว้แน่นและมีความรู้สึกที่แปลกไปเกิดขึ้นในหัวใจ
ไม่ไกลนัก ใบหน้าของสวีจ้านแดงก่ำด้วยความเดือดดาลชื่อเสียงของเขาเกรียงไกรไปทั่วทั้งเทือกเขาชิงหลงมาจนถึงเมืองไท่หยาง ผู้คนมากมายเมื่อได้ยินนามของเขาแล้วต้องสั่นสะท้านไปด้วยความเกรงกลัวทว่าเมิ่งฝานกลับลบหลู่เขาครั้งแล้วครั้งเล่า
หลังจากที่กำหมัดแน่นสวีจ้านจึงเอ่ยเสียงดังด้วยความเดือดดาล“องครักษ์แพรโลหิต ถลกหนังของมันมาให้ข้าเสียก่อน!”
“รับทราบ!”
ชายฉกรรจ์ที่อยู่โดยรอบต่างขึ้นมาบนแท่นประลองพวกเขาล้วนแต่เป็นทหารฝีมือดีขององครักษ์แพรโลหิต ลมปราณภายในกายแผ่ซ่าน ล้อมเมิ่งฝานเอาไว้อย่างโหดเหี้ยม
เมื่อได้เห็นเช่นนั้นผู้คนมากมายต่างก็พากันขมวดคิ้วเดิมทีเมิ่งฝานก็อยู่ในขั้นหลอมปราณเพียงเท่านั้นจึงนึกไม่ถึงว่าสวีจ้านยังจะกระทำการเช่นนี้อีกดูท่าแล้วคงจะใช้คนขององครักษ์แพรโลหิตในการหยั่งเชิงเมิ่งฝาน
หากคนพวกนี้ลุยเข้าไปพร้อมกันต่อให้เป็นจอมยุทธ์ในขั้นเกลาวิญญาณก็ยังคงไม่อาจรับมือได้โดยง่ายฉะนั้นแล้วต่อให้เมิ่งฝานมีชีวิตรอดมาได้พลังปราณภายในร่างกายก็คงจะเสียหายอย่างหนักและไม่อาจรับมือกับสวีจ้านได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว
ดูท่าตอนจบของการประลองในวันนี้ได้ถูกกำหนดแล้วนั่นคือเมิ่งฝานจะต้องตาย!
ส่วนเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกมองไปรอบแท่นประลองแล้วเอ่ยเสียงเรียบด้วยความสุขุมไม่ยำเกรงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น “คิดไว้ไม่มีผิด สุนัขอย่างเจ้าไม่มีทางทำเรื่องดีงามเป็นแน่ คิดจะใช้วิธีเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?”
สวีจ้านมองไปยังเมิ่งฝานแล้วย่นคิ้วสงสัยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “แล้วจะอย่างไรเล่า?”
หลังจากที่กระตุกยิ้มส่งไปเมิ่งฝานจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ความจริงข้าเองก็พอจะรู้มานานแล้วเพราะฉะนั้น...”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ขยับฝ่ามือไปด้วยก่อนจะมีแสงหลายสายพุ่งออกไปจากซอกนิ้ว แล้วเพียงชั่วพริบตามันก็ตกลงไปบนพื้นตรงที่องครักษ์แพรโลหิตเหล่านั้นยืนอยู่
พวกเขายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดพลันเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวระลอกคลื่นแห่งพลังสร้างแรงปะทะทำให้พื้นของแท่นประลองแตกร้าวมากมาย
ภายใต้ระลอกคลื่นจากแรงระเบิดนั้นต่อให้มีศักยภาพที่ไม่ธรรมดาก็ยังกระเด็นไปทั่วสารทิศพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็น
อย่างไรก็ตามแต่เมื่ออยู่ภายใต้แรงระเบิดอันยิ่งใหญ่ของศัสตราวุธที่คล้ายดั่งทำให้เตาหลอมระเบิดแล้วหากไม่มีความรวดเร็วอย่างยิ่งก็คงไม่มีทางหลบเลี่ยงมันไปได้เลยแม้แต่น้อย ทุกจุดที่ระลอกคลื่นแผ่ซ่านล้วนแต่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงยิ่งยืนอยู่ด้วยกันก็ยิ่งหมดโอกาสหนีจึงลอยปลิวไปตามแรงระเบิดนั้น
มันคือสิ่งใดกัน!
สีหน้าของสวีจ้านเผยความตกตะลึงในชั่วพริบตาเขามองไปยังบรรดาองครักษ์แพรโลหิตที่หนีกระเจิดกระเจิงไปทั่วสารทิศ เพียงครู่เดียวเมิ่งฝานก็ทำให้คนขององครักษ์แพรโลหิตแห่งเทือกเขาชิงหลงที่ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดแทบไม่เหลือชิ้นดี!
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจเมิ่งฝานก็โยนอัสนีทลายสรวงออกไปถึงสิบห้าลูกเลือดสีแดงสดแปดเปื้อนไปทั่วแท่นประลอง เศษอวัยวะกระเด็นไปทั่วบริเวณ
เมิ่งฝานยังไม่ทันได้ขยับไปที่ใดแต่คนขององครักษ์แพรโลหิตกลับบาดเจ็บล้มตายไปถึงสิบกว่าคน ที่เหลือก็ล่าถอยไปพลางมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมิ่งฝานที่ยืนอยู่ท่ามกลางเลือดสีแดงสดมากมายกวาดตามองไปด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นแล้วเอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เวลานี้ มีผู้ใดกล้าขวางข้าอีกหรือไม่?”