แสงแดดยามเช้าของวันใหม่สาดส่องผ่านบานเกล็ดหน้าต่างที่เผยออยู่เข้ามาในห้องนั่งเล่นอย่างไม่ปรานีลำแสงอุ่นๆ สาดกระทบเปลือกตาของร่างโปร่งปลุกเขาให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราที่หนักอึ้ง
อั๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆความรู้สึกแรกคืออาการปวดหัวที่เต้นตุ้บๆ อยู่ในขมับ และลำคอที่แห้งผากจนขมไปหมด
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานบ้านไม้ที่หมุนคว้างก่อนที่สติจะค่อยๆ กลับคืนมาทีละน้อย แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้สึกถึงไออุ่นและััแปลกๆที่ข้างกาย...
อั๋นค่อยๆ ก้มลงมอง และพบว่าตัวเองกำลังนอนตะแคงกอดร่างหนาของใครบางคนอยู่!แขนข้างหนึ่งของเขาพาดอยู่บนเอวสอบของอีกฝ่ายขาข้างหนึ่งก็ยกขึ้นไปก่ายอยู่บนท่อนขาแกร่งของคนนั้นอย่างสนิทสนมกลิ่นกายของผู้ชายที่คุ้นเคยจากเมื่อคืนยังคงอบอวลอยู่ใกล้ๆ
‘เชี่ยแล้วกู!’ เด็กหนุ่มอุทานในใจ เมื่อจำได้ว่าร่างที่นอนอยู่ข้างๆนั้นคือพี่ชายของเพื่อนสนิท!
“ไอ้พวกเวร! ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะมึง!”
ทันใดนั้นเสียงะโฟ้าผ่าก็ดังลั่นขึ้นปลุกให้เด็กหนุ่มรีบผละตัวออกห่างจากร่างกำยำนั้นอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อนลวกหัวใจเต้นรัวด้วยความใและอับอาย ก่อนจะหันขวับไปทางต้นเสียงเกรี้ยวกราด...
ร่างเล็กของเดียวยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กลางห้องจ้องมองพวกเขาสองคนสลับกับสภาพห้องที่เละเทะราวกับผ่านสมรภูมิรบในมือข้างหนึ่งถือผ้าขี้ริ้วเก่าๆส่วนอีกข้างก็ถือถังน้ำใบย่อมที่เพิ่งจะเติมน้ำมาใหม่ๆ ดวงตาที่มองมานั้นลุกเป็ไฟ
“ไอ้...ไอ้เดียว...คือ...กู...”คนที่เพิ่งตื่นอ้าปากพะงาบๆ สมองตื้อไปหมด
“ขอโทษ! กูขอโทษจริงๆ นะเว้ย!เมื่อคืนมัน...มันเผลอไปหน่อย” เขารีบยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเพื่อนซี้เป็พัลวันก่อนจะกุลีกุจอคลานเข้าไปหาถังน้ำ
“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวกูช่วยเช็ด ช่วยเก็บเองนะมึงอย่าเพิ่งโมโห”
ส่วนร่างสูงที่นอนแผ่หลาก็โดนแรงสะดุ้งของอั๋นปลุกให้ตื่นขึ้นมาเช่นกัน
เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงียผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เป็ทรง ใบหน้าบิดเบี้ยวหันซ้ายหันขวามองสภาพห้องด้วยสีหน้ามึนๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบิดี้เีเสียงดังกร๊อบแกร๊บเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความโกรธเกรี้ยวของผู้เป็น้องชายเลยสักนิด
“อื้อ...เช้าแล้วเหรอ…”
เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะคว้าเอาผ้าขาวม้าผืนเดิมที่กองอยู่ใกล้ๆขึ้นมาพันรอบเอวอย่างลวกๆแล้วก็เดินตรงดิ่งไปยังห้องน้ำด้านหลังบ้านที่เปิดประตูอ้าไว้ทิ้งให้สองเพื่อนซี้ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ตรงนั้นตามลำพัง
แต่ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะลับหายเข้าไปในห้องน้ำเขาก็ะโทิ้งท้ายกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า
“ฝากด้วยนะไอ้น้องชาย! รีบๆทำความสะอาดให้มันเอี่ยมๆ ล่ะ เดี๋ยวกูอาบน้ำเสร็จแล้วจะพาไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว!”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ผู้เป็น้องควันออกหู
“ไอ้พี่เวร!ตัวเองเป็คนก่อเื่แล้วยังจะมาชิ่งหนีไปอีก!”
เดียวคำรามในลำคออย่างหัวเสียก่อนจะหันมาจ้องหน้าเพื่อนสนิทตาเขม็ง
อั๋นได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งไปให้เพื่อน
“เอาน่า...เดี๋ยวพวกเราช่วยกันทำแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จแล้วน่านะๆๆ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียเลยเพื่อนรัก”
ว่าแล้วเขาก็รีบคว้าผ้าขี้ริ้วจากมือเพื่อนมาแล้วเริ่มลงมือเช็ดคราบอาเจียนที่แห้งกรังอยู่บนพื้นเป็อันดับแรกอย่างขะมักเขม้นกลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่โชยขึ้นมาทำให้เขาต้องกลั้นหายใจแต่ความรู้สึกผิดมันมีมากกว่า
เดียวมองเพื่อนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดอย่างแข็งขันก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความโกรธเมื่อครู่เริ่มเจือจางลงกลายเป็ความระอาใจเข้ามาแทนที่
“ดูมันทำ!แม่ง...นึกว่าเป็พี่แล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง!”
เขาบ่นอุบอิบกับตัวเองมากกว่าจะด่าเพื่อนก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดมาเริ่มกวาดเศษเปลือกเม็ดแตงโมที่กระจายเกลื่อน
เสียงบ่นพึมพำของเดียวยังคงดังคลอควบคู่ไปกับการทำความสะอาดครั้งใหญ่ในเช้าวันนั้น...
…
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป...
บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ก็วนมาถึงอีกครั้ง
อั๋นในตอนนี้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนนานกว่าปกติในการขลุกอยู่หน้ากระจกบานเก่าในห้องนอนของตนเอง
เขายืนหมุนตัวไปมาสำรวจความเรียบร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่าวันนี้เขามีภารกิจสำคัญ...และเขาจะต้องดูดีที่สุดเท่าที่เด็กหนุ่มมัธยมปลายในแถบชนบทคนหนึ่งจะสามารถทำได้
เสื้อยืดสีเข้มตัวเก่งที่สุดถูกนำมาสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก๊อตที่ถึงแม้จะไม่ได้รีดแต่ก็ยังดูไม่ยับย่นจนเกินไปนักกางเกงยีนส์สีซีดตัวเดียวที่มีอยู่ก็ถูกดึงขึ้นมาใส่ให้เข้าที่
ผมเผ้าที่ปกติจะปล่อยให้ตกตามธรรมชาติถูกจัดแต่งทรงด้วยเจลราคาถูกจนตั้งเด่เขาพยายามจะเสยผมให้ดูเท่เหมือนนายแบบในนิตยสาร แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดูแข็งทื่อไม่เป็ธรรมชาติ
“หล่อสุดเท่าที่กูจะทำได้ในชาตินี้แล้วว่ะ!” เด็กหนุ่มพึมพำให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเดินออกมาจากห้องนอนด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ดูมั่นใจเกินร้อย
พอเดินออกมาถึงห้องโถงกลางบ้านไม้ที่เปิดโล่งเขาก็ต้องชะงักเล็กน้อยเมื่อเจอพ่อกับแม่กำลังนั่งล้อมวงกินข้าวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ตัวยาวเขาพยายามจะย่องฝีเท้าให้เบาที่สุดเพื่อเดินผ่านไปเงียบๆแต่เสียงพื้นไม้ที่ลั่นเอี๊ยดก็ทรยศเข้าจนได้
“อ้าว! เพิ่งเลิกเรียนมาแหม็บๆจะออกไปไหนอีกแล้ว?” เสียงผู้เป็แม่ทักเป็คนแรก ร่างท้วมลดช้อนในมือลงหรี่ตามองลูกชายั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาจับผิด
“แต่งตัวซะหล่อเชียว...จะไปไหนอีก?”
“แหะๆ...”
เด็กหนุ่มยิ้มแหยตอบกลับ ก่อนจะรีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ก็ว่าจะเข้าไปในตัวจังหวัดหน่อยน่ะแม่พอดีมีธุระนิดหน่อย” เขาตอบเสียงอ่อย พยายามยืนตัวลีบอยู่ข้างเสาบ้าน
“ธุระอะไรของมึงอีกไอ้อั๋น!”ผู้เป็แม่เริ่มขึ้นเสียง
“อย่าบอกนะว่าแอบหนีไปมุดหัวอยู่ร้านเกมอีกน่ะ!”
“เปล่าแม่! ไม่ใช่ร้านเกมสักหน่อย!”เขารีบปฏิเสธเป็พัลวัน
“วันนี้หนูจะพาพี่เด่น...เอ่อ...พี่ชายของไอ้เดียวไงแม่เขาจะเข้าไปดูลาดเลาหางานทำในเมืองน่ะ ผมเลยอาสาไปเป็เพื่อน”
“แล้วมึงจะไปกับเขาทำไมไปเป็ภาระให้เขาเปล่าๆ”
“โธ่แม่...หนูก็ไปเป็เพื่อนคุยไงพี่เด่นเขาก็เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพฯ ยังไม่ค่อยจะชินกับเส้นทางในเมืองเท่าไหร่”เด็กหนุ่มแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างทั้งสองที่นั่งอยู่บนแคร่ทำตาปริบๆ ส่งสายตาอ้อนวอน
“แม่...พ่อ… คือว่า...หนูขอยืมตังค์หน่อยสินะๆๆ”
หญิงวัยกลางคนหรี่ตามองลูกชายตัวดีก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจ
“ยืมอีกแล้วนะไอ้อั๋นอาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งจะให้ไป เอาไปทำอะไรจนหมดอีกล่ะ”เสียงของพ่อดังขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน
“ก็...ค่าขนม ค่าเกมไงพ่อ มันไม่พอใช้จริงๆนี่ครับ” เขาตอบกลับไปทางชายที่จ้องมองมา ก่อนจะหันเหสายตาไปทางร่างผู้เป็แม่ที่ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์
“นะแม่นะ สัญญาเลยว่าถ้าได้งานทำเมื่อไหร่จะรีบหามาคืนให้ทันทีเลย”เขาเปลี่ยนจากท่ายืนมาเป็นั่งคุกเข่า เอามือไปนวดไหล่ให้อย่างออดอ้อน
“เออๆ! พอเลย ไม่ต้องมาอ้อน!”ผู้เป็แม่ปัดมือลูกชายออกเบาๆ ก่อนจะล้วงหยิบเงินจากกระเป๋าเล็กๆของเสื้อคอกระเช้าที่สวมอยู่เป็ประจำออกมาสองร้อยบาทพอดิบพอดี แล้วยื่นส่งให้
“กูมีแค่นี้… เอาไปแค่นี้แหละแล้วก็อย่ากลับให้มันดึกนักล่ะ เข้าใจมั้ย! แล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยอย่าไปสร้างเื่ให้ใครเขาเดือดร้อนอีก!” เสียงกำชับยาวเหยียดก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาคนฟังหน้าเหวอ
“อ้อ! แล้วก็เงินสองร้อยนี่...กูคิดดอกด้วยนะร้อยละห้าต่ออาทิตย์!”
“โหแม่! คิดดอกด้วยเหรอ! ใจร้ายอะ!”
เด็กหนุ่มโอดครวญเสียงดังแต่ก็รีบคว้าธนบัตรใบสีแดงสองใบนั้นมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงของตัวเองอย่างรวดเร็วกลัวว่าเ้าหนี้จะเปลี่ยนใจ
“แน่นอน มึงจะได้รู้จักค่าของเงินซะบ้าง!”ผู้เป็แม่ยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ดอกร้อยละห้าต่ออาทิตย์...นี่มันปล่อยกู้นอกระบบชัดๆ”อั๋นได้แต่บ่นอุบอิบกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบยกมือไหว้ลาพ่อกับแม่ที่นั่งส่ายหัวให้กับความทะเล้นของลูกชายแล้วเผ่นออกจากบ้านไปคว้าจักรยานคู่ใจที่จอดพิงรั้วไม้อยู่
อย่างน้อย…เงินสองร้อยบาทในกระเป๋ากางเกงก็ให้ความรู้สึกอุ่นใจแก่เขาอย่างน่าประหลาด