หลังจากเหตุการบุกโจมตีหมู่บ้านจบลงได้ไม่นาน
ในตอนนี้นั้นฝนได้หยุดตกลงมาแล้ว
ณ ใจกลางลานกว้างของหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังมากมายกับเศษซากที่กลายเป็เถ้าถ่านของพวกชาวบ้านที่กองเรียงรายอยู่เกลื่อนกลาดพื้นที่ชุ่มไปด้วยนํ้าฝนที่นองอยู่
ในท่ามกลางสิ่งเ่าั้ก็ได้มีชายติดอาวุธ 5-6 คนที่กำลังขนพร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์อะไรบ้างอย่างอยู่ที่ตรงนั้น โดยที่มีชายสวมหน้ากากลายพยัคฆ์เขียวที่ดูเป็หัวหน้ากำลังสั่งการพวกเขาอยู่
ครื่น~~ตึ้ง!
“เฮ้อ! พวกแกไม่ต้องรีบเร่งแล้วทำให้มันเบาๆมือหน่อย เพราะว่าพวกเราไม่มีอันใหม่มาแทนหรอกนะ!”
“ครับท่าน!”
ลูกน้องทั้งสองคนที่ทำการขนของอยู่ได้ตอบกลับมาพร้อมกับได้ติดตั้งอุปกรณ์พวกนั้นอย่างเบามือและเร็วที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้
หลังจากนั้นชายสวมหน้ากากก็ได้เดินไปยังลังไม้ที่วางอยู่ใกล้ๆแล้วนั่งลงไปพร้อมกับได้ใช้เครื่องมือสื่อสารที่ติดอยู่บนข้อมือติดต่อกับพวกลูกน้องคนอื่นๆนับสิบคนที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วหมู่บ้าน
“8-20 ได้ยินมั้ย?.....ถ้าได้ยินตอบกลับมาด้วย….”
“..........”
ถึงแม้ว่าตัวเขาจะติดต่อไปสักกี่ครั้งก็ตามมันก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาจากเครื่องมือสื่อสารนั่นเลยแม้แต่ครั้งเดี่ยว
“เฮ้อ~พวกมันทำบ้าอะไรอยู่ ทำไมถึงไม่ยอมตอบกลับมาสักครั้งเลยวะ”
ชายสวมหน้ากากได้ถอนหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจ
“เฮ้ยบอส ปล่อยไปบ้างเถอะน่า พวกมันอาจจะกำลังเล่นสนุกกับเหยื่อที่พวกมันเจออยู่ก็ได้ เพราะงั้นอย่าไปเร่งรีบพวกมันนักเลยน่า”
ชายร่างใหญ่กํายําบึกบึนที่กำลังแบกลังไม้ขนาดใหญ่ถึง4ลังอยู่ด้วยมือทั้งสองข้างของตัวเขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงได้พูดออกมากับชายสวมหน้ากากที่เป็หัวหน้าของตนที่ในตอนนี้นั้นกำลังหงุดหงิดอยู่
“ใช้ๆอย่างที่กังพูดนั่นแหละบอส เพราะอีกเดี๋ยวาก็จะมาถึงอยู่แล้ว ปล่อยให้พวกมันได้ระบายความเครียดก่อนออกศึกบ้างก็ไม่เห็นจะเป็ไรเลยไม่ใช้เหรอ”
ชายรูปร่างหน้าตาดีที่สะพายปืนสีขาวดูลํ้าสมัยอยู่หลายกระบอกได้ช่วยพูดเสิมคำพูดของกังที่ในตอนนี้นั้นได้วางลังไม้ในมือของเขาลงแล้ว
“เฮ้อ~ข้าก็เข้าใจในสิ่งที่พวกแกพูดอยู่หรอกกัง,ชุนฝู แต่ถ้าพวกมันเล่นสนุกมากจนเกินไปจะทำให้พวกเราเสียงานเสียการเอาได้น่ะสิ”
ชายสวมหน้ากากได้ถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนที่จะใช้มือขวาของตนก่ายหน้าผากด้วยความเหนื่อยล้า
“หัวหน้าคิดมากไปแล้วน่า ปล่อยๆไปบ้างเถอะครับ”
ชายสวมแวนที่ดูเป็เด็กเนิดได้พูดขึ้นมาในขณะที่ตัวเขานั้นกำลังพิมพ์โค้ดมากมายที่ยากที่จะเข้าใจลงไปในโน๊ตบุ๊คของตนที่วางอยู่ที่บนตักของตัวเขา
“เฮ้อ~เฉิงจางแกจะไปเข้าใจอะไรเื่จัดสรรกองกำลังรบกัน ทำงานในสวนของแกไปเถอะ”
“ครับๆ เข้าใจแล้วครับหัวหน้าเฉิง เปา งานของผมน่ะอีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วล่ะครับ”
เฉิงจางชายสวมแวนได้เดินเข้าไปยังอุปกรณ์ที่พวกลูกน้องได้ติดตั้งจนเสร็จแล้วใช้โน๊ตบุ๊คของตนเสียบสายเชื่อมต่อเข้าไปกับมัน
พอตัวเขาทำแบบนั้นบนหน้าจอก็ปรากฎหลอดดาวโหลดข้อมูลออกมา
“อีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้วล่ะครับ หน้าจะประมาณ20-30นาทีล่ะมั้งครับ”
“โฮ้! สะดวกๆดีจริงเลยนะไอ้เ้าเครื่องมือจากฟากฟ้าเนี่ย มันจะทำให้พวกเราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยลี้ได้ราวกับว่าอยู่ใกล้กันเลยเนียมันสุดยอดจริงๆเลยนะ”
กังได้เดินเข้ามาใกล้ๆกับอุปกรณ์พวกนั้นที่กำลังทำงานอยู่แล้วจ้องมองมันด้วยแววตาที่ราวกับแมลงเม่าที่กำลังมองแสงไฟอยู่ไม่มีผิด
“เฮ้ย!แกน่ะไปไกลๆเลย ของพวกนี้มันมีความระเอียดอ่อนสูงมากถ้าแกทำมันพังไปก็ไม่มีอันใหม่มาเปลี่ยนแล้วนะเฟ้ย!”
เฉิงจางที่อยู่ตรงนั้นได้สบัดมือไล่กังที่อยู่ตรงนั้นให้ออกไปไกลๆอุปกรณ์ที่กำลังทำงานอยู่
“อะไรวะขี้งกไปได้ แต่จะว่าไป บอสบอกข้าอีกทีสิว่าทำไมพวกเราถึงเลือกที่จะมายึดหมูบ้านแห้งนี้เป็ฐานบัญชาการกันล่ะ มันไม่เห็นจะมีอะไรสักอย่างที่หน้าสนใจเลยไม่ใช้หรอ แถมมันยังเข้าออกยากอีกต่างหาก ไม่เห็นจะมีข้อดีอะไรตรงไหนเลยไม่ใช้รึไงครับบอส”
กังชายร่างใหญ่ได้เดินเข้ามาหาเฉิง เปาชายสวมหน้ากากเพื่อถามข้อสงสัยของตน
“แกน่ะมันโง่รึป่าวเนี่ย ก็เพราะว่ามันเป็แบบนั้นยังไงล่ะ”
ชุนฝูชายที่สะพลายปืนอยู่หลายกระบอกได้เดินเข้ามาข้างๆกังที่ยืนอยู่ตรงหน้าของบอสแล้วใช้มือขวาของตนชี้ไปยังกังที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังทำหน้าไม่ได้เื่อยู่
“ถ้างั้นฉันจะบอกแกให้รู้เอง เอาง่ายๆจนสมองโง่ๆของแกก็ยังสามารถรับรู้ได้เลย อย่างแรกที่พวกเราเลือกที่นี่ก็เพราะว่าหมู่บ้านแห้งนี้นั้นมันตั้งอยู่ในใจกลางลึกของหุบเขาที่มีสภาพเกือบที่จะปิดตายอยู่แล้ว แถมยังมีทางเข้าออกเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นมันจึงง่ายต่อการป้องกันอย่างไงล่ะ!”
“อ่อ อย่างนี้นี่เองพอจะเข้าใจขึ้นมาแล้ว”
“แล้วอย่างที่สองก็เพราะที่นี่นั้นมันอยู่ ณ ใจกลางหุบเขาที่ไม่มีใครรู้จักยังไงล่ะ”
“ไม่มีใครรู้จักงั้นเหรอ?”
“เอ่อใช้แล้วเพราะว่ามันไม่มีใครรู้จักจึงทำให้พวกมันนั้นไม่สามารถสืบหาข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่แห่งนี้ได้ทำให้มันหาเจอยากขึ้นยังไงล่ะ!”
“อ่อก็จริงของแกวะ แต่ว่าทำไมพวกเราถึงต้องบุกถล่มหมู่บ้านกันล่ะ ก็แค่เข้ามายึดเฉยๆก็น่าจะได้ไม่ใช้เหรอ แถมยังจะเสียทรัพยากรน้อยกว่านี้อีกด้วยไม่ใช้เหรอ”
“เื่นั้นน่ะ...”
“ก็เพราะว่าที่นี่นั้นมันมีอยู่น่ะสิอสูรกายแห่งสนามรบน่ะ”
บอสได้พูดขัดขึ้นมา
“อสูรกายแห่งสนามรบงั้นเหรอครับ?บอส...”
“เอ่อใช้แล้ว ในตอนที่ข้าเข้าไปคุยกับหัวหน้าของหมู่บ้านเพื่อที่จะขอที่นี่มาเป็ฐานบัญชาการแต่กลับถูกมันปฏิเสธแถมยังจะขู่ข้ามาอีกด้วยว่าที่นี่น่ะมีสุดยอดนักรบในตำนานที่ถูกขนานนามว่าอสูรกายแห่งสนามรบอยู่ด้วย ถ้าพวกแกบุกเข้ามาล่ะก็จะให้เขาคนนั้นจัดการกับพวกแกให้สิ้นซากซะน่ะ”
กังที่รู้ตำนานของอสูรกายแห่งสนามรบดีอยู่แล้วพอได้ฟังแบบนั้นตัวเขาถึงกับมีเหงื่อไหล่ออกมาจากบนใบหน้าของตนเพราะความหวาดหวั่นเลย
“อ่อเป็เพราะแบบนั้นพวกเราจึงต้องใช้กำลังบุกเข้ามายึดแบบนี้สินะครับบอส”
“เอ่อก็แบบนั้นแหละถึงแม้จะเป็อสูรกายขนาดไหนก็ตามถ้าได้โดนอนุภาพของอาวุธจากฟากฟ้านี้เข้าไปถึงขนาดนั้นแล้วล่ะก็ไม่น่ารอดมาได้หรอก ถึงจะน่าเสียดายก็ตามเถอะนะ...”
บอสได้ใช้มือขวาเท้าคางก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่จะว่าไปกังเื่พวกนี้ข้าก็บอกไปแล้วในตอนประชุมไม่ใช้เหรอ?แล้วทำไมแกถึงไม่รู้เื่นี้กันฮะ!”
“เอ่อขอโทษครับบอส พอดีข้าหลับอยู่ก็เลย...”
“เฮ้อ~แกนี่มันจริงๆเลย เพราะเป็แบบนี้ไงล่ะแกถึงไม่ได้เป็ระดับหัวหน้าสักทีทั้งๆที่สีมือการต่อสู้นั้นเพียงพอแล้วแท้ๆเลยนะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า พอดีข้าไม่ถนัดเื่ใช้หัวก็เลยชอบใช้กำลังมากกว่าน่ะครับบอส...”
“ไม่ไหวเลยแกก็เป็สะแบบนี้ตลอดไม่ว่าเมื่อไหลก็ไม่เปลี่ยนไปเลยสินะ เฮ้อ~”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...เอ่อพอดีข้าชักจะหิวขึ้นมาแล้วขอตัวไปหาอะไรกินก่อนนะครับบอส”
กังได้รีบเดินออกไปจากที่ตรงนั้นในทันทีเพื่อหลีกหนีการสนทนาในครั้งนี้
“จะปล่อยให้มันเป็แบบนี้ต่อไปจะดีจริงๆงั้นเหรอครับบอส”
“เฮ้อ~ช่างมันเถอะก็เป็ซะแบบนี้มาั้แ่เมื่อก่อนนั่นแหละ ตราบใดที่มันยังคงทำภารกิจได้อยู่ก็ไม่มีปัญญาหรอกปล่อยมันไปเถอะ แต่สิ่งที่ข้าเป็ห่วงมากกว่าน่ะเป็เื่อื่นมากกว่า...”
บอสที่กำลังเป็กังวลได้เปิดเครื่องมือสื่อสารที่ข้อมือขึ้นมาอีกครั้งเพื่อติดต่อกับคนอื่นๆที่ยังคงไม่ติดต่อกลับมาอยู่เช่นเดิม
โดยที่ตัวเขานั้นไม่รู้ตัวเลยว่าในที่ใกล้ๆกันนั้นตรงซอยที่เต็มไปด้วยเศษซากบ้านมากมายที่กองอยู่บนพื้นที่ชุ่มไปด้วยนํ้าฝนที่หยุดตกไปแล้วนั้นเฟยที่กำลังซ้อนตัวอยู่ได้ดักฟังการสนทนาของพวกเขาอยู่อย่างตั้งใจ ด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ตัวเขานั้นได้แย้งชิงมาจากกลุ่มคนติดอาวุธคนอื่นๆที่ตัวเขานั้นได้จัดการไปแล้วนั่นเอง
พอเฟยได้ฟังทุกสิ่งทุกอย่างอย่างชัดเจนแล้วตัวเขานั้นก็ได้กำหมัดกัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดไปในเวลาเดียวกัน
(ด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้ถึงกับต้องทำให้ผู้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มากมายต้องตายไปแถมยังรวมถึงลูกสาวของฉันด้วย! พวกเขาจะต้องมาตายเพราะเื่แค่นี้งั้นเหรอ...มิหนำซ้ำเป็เพราะฉันอยู่ที่นี่พวกมันจึงตัดสินใจที่จะบุกโจมตีเต็มกำลังแบบนั้นอีกต่างหาก...)
เฟยที่ได้แสดงแววตาที่ดุดันและแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวออกมาได้หยิบเคียวเกี่ยวข้าวที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วกำเอาไว้แน่นในมือขวาของตน
(อับภัยให้ไม่ได้! ไอ้เ้าพวกคนที่เหยียบยํ่าชีวิตของผู้อื่น ไอ้เ้าคนที่พรากชีวิตของลูกสาวอันเป็ที่รักของฉันไป อับภัยให้ไม่ได้! ฉันจะต้องทำให้พวกแกทุกคนได้ชดใช้ในสิ่งที่พวกแกทำลงไปอย่างสาสมเอง!)
เฟยได้กำหมัดแน่นแล้วทุบเข้าไปที่กำแพงของบ้านที่ใกล้จะพังแหล่ ไม่พังแหล่ ตึ้ง! บ้านที่ได้รับการกระแทกเข้าไปอย่างแรงได้เสียสมดุลจนทำให้บ้านหลังนั้นถล่มลงมาทำให้เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นทั่วทั้งบริเวณนั้น ตึ้ง! ครืน~~~
“ฮือ? เสียงอะไรน่ะ….”
บอสได้หันไปยังทิศทางของบ้านที่ถล่มลงมา
“สงสัยแค่บ้านที่ใกล้พังถล่มลงมามั่ง ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับบอส”
ชุนฝูที่ยืนอยู่ข้างๆได้หันไปทางทิศนั้นด้วยเช่นกัน
“....แต่ว่าก็ไม่ควรที่ประมาทน่าจะดีที่สุด”
บอสได้หันกลับมาทางลูกน้องสองคนที่กำลังพักผ่อนหลังจากเสร็จงานขนของ
“เฮ้ย! พวกแก2คนไปดูสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่ตรงนั้น”
“ครับท่าน!”
“ครับท่าน!”
ลูกน้องทั้งสองที่ได้รับคำสั่งจากบอสพวกเขานั้นได้เดินมุ่งหน้าไปยังจุดที่เกิดเสียงดังนั้นขึ้นพร้อมกับปื่นคาบศิลาในมือของพวกเขา
ทั้งสองคนที่ได้มาถึงนะซอยที่เป็ต้นทางของเสียงนั้นได้ยกปื่นคาบศิลาในมือขึ้นมาเตรียมพร้อมอย่างระมัดระวังแล้วเดินเข้าไปยังที่ด้านในของซอยที่เต็มไปด้วยเศษซากมากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น
ชายทั้งสองคนได้กวาดสายตาไปรอบๆเพื่อมองหาต้นต่อของเสียงนั้น….
แต่ถึงพวกเขาจะมองหามากแค่ไหนพวกเขาก็ไม่พบเจอสิ่งใดเลยนอกซากเศษซากต่างๆที่กองอยู่ตามพื้นเท่านั้น
“ไม่เจออะไรเลย สงสัยคงจะเป็แค่บ้านถล่มลงมาเฉยๆล่ะมั้ง”
“อือ ฉันก็ว่างั้นแหละ”
“ถ้างั้นฉันจะรายงานท่านว่าไม่พบอะไรก่อนนะ”
หนึ่งในชายสองคนนั้นได้ยกมือขึ้นมาแล้วกำลังจะติดต่อกลับไปหาบอสเพื่อที่จะรายงานในสิ่งที่พวกเขานั้นไม่พบอะไร...
แต่ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังรอบอสรับสาย เฟยที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่ด้านหลังของเศษซากขนาดใหญ่ได้กระโจนออกมาจากที่ซ่อนแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ทั้งสองคนที่ไม่ทันได้ระวังตัวจากทางด้านหลัง
เฟยได้ใช้เคียวในมือเหวี่ยงเข้าใส่คอของหนึ่งในชายทั้งสองแล้วกระฉากมันจนหัวของเขานั้นหลุดกระเด็นออกมาในทันที
“อ่า!….”
“เฮ้ย! แก!”
ชายอีกคนที่เห็นเพื่อนของตนโดนจัดการไปแล้วตัวเขาจึงได้หันปื่นในมือเข้าหาเฟยแล้วกำลังจะเหนี่ยวไกล แต่เฟยนั้นก็ไม่ปล่อยจังหวะให้ชายคนนั้นได้ทำ
เฟยได้ใช้เคียวในมือเหวี่ยงฟันเข้าไปที่ข้อมือของชายคนนั้นด้วยแรงมหาสารของเฟยทำให้มือของชายคนนั้นที่ถือปื่นอยู่กระเด็นขาดออกมาจากแขนของเขาในการฟันเพียงแค่ครั้งเดียว
“อ่า---”
ชายคนนั้นได้กรีดร้องออกมาแต่ก็ได้ไม่นาน
เฟยได้แตะปื่นที่กำลังจะตกพื้นให้ลอยขึ้นมาแล้วใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่จับมันเอาไว้แล้วยัดปากกระบอกปืนนั้นเข้าไปในปากของชายคนนั้นที่กำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บป่วด
“อือ...อือ...”
“เหลืออีกแค่4เท่านั้น….”
ปัง! เฟยได้เหนี่ยวไกลปื่นเป่าหัวของชายคนนั้นจนเละกระจุยกระจายทั่วทั้งบริเวณ
“ฮือ? เสียงปื่นงั้นเหรอ...”
บอสได้หันมองไปยังทิศทางของเสียงนั้นนั่นก็คือที่ๆลูกน้องของเขาไปนั่นเอง
“ดูท่าพวกนั้นจะเจออะไรเข้าสินะครับบอส”
ชุนฝูได้เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
“สูต-! ผู้รอดชีวิตรึป่าวนะ...งั้นคงโดนจัดการไปแล้วล่ะมั้งบอส สูต-!”
กังที่กำลังกินบะหมี่อยู่ได้เดินเข้ามาพร้อมกับบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปในมือ
(ผู้รอดชีวิตงั้นเหรอ?....รอดมาได้จากการถล่มของอาวุธจากฟากฟ้างั้นเหรอ…...ถ้าไม่ใช้เพราะดวงดีมากๆแล้วล่ะมันก็คงจะเป็...)
บอสที่กำลังมองไปยังทิศทางที่เกิดเสียงได้สังหรณ์ใจไม่ดีเกี่ยวกับเื่นี้
“กังแกไปดูให้แน่ใจสิว่าพวกนั้นจัดการไปเรียบร้อยรึยัง”
“หือ? บอสไม่น่าจะเป็อะไรมั้ง พวกนั้นคงจัดการกันได้แหละน่า”
“เอาเถอะน่า เพื่อความไม่ประมาทแกไปดูให้แน่ใจซะ”
บอสได้หันมามองที่กังด้วยสายตาที่จริงจัง
“เฮ้อ~ครับๆเอาแบบนั้นก็ได้”
กังที่ถอนหายใจออกมาได้ซดบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปในมือหมดภายในครั้งเดียวหลังจากนั้นตัวเขาก็โยนมันทิ้งไปก่อนที่จะเริ่มเดินไปยังต้นทางของเสียงนั้นแบบไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่
กังที่ได้เดินมาจนถึงซ่อยแห่งนั้นที่ในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยหมอกควันหน่าที่เกิดขึ้นมาจากการบุกโจมตีเมืองที่มาพร้อมกับความมืดมิดจากเงาของเศษซากที่ตกอยู่เกลือนกลาดบริเวณนี้
“เฮ้อ~มองอะไรไม่เห็นเลย บ้าชะมัดเลยเว้ย...”
กังได้เดินเข้าไปยังด้านในของซ่อยที่มืดมิดแห่งนั้น
“เฮ้อ~ไม่เห็นจะมีอะไรเลยบอสคงคิดมากเกินไปแล้วล่ะมั้งเนี่ย...”
ในขณะที่กังกำลังจะหันหลังกลับตัวเขาก็ได้เดินไปแตะเข้ากับอะไรบ้างอย่างที่กองอยู่ที่พื้น
“หึ? อะไรวะเนี่ย...”
กังได้ก้มหน้าลงเพื่อเพ่งมองไปยังของสิ่งนั้นที่อยู่บนพื้นด้านล่างของหมอกควันหน่านั้น
“เฮ้อ~มองไม่เห็นเลยเว้ย”
กังได้ก้มตัวลงไปมองให้ใกล้ยิ้งขึ้นและสิ่งที่เขาเห็นที่อยู่ตรงปลายเท้าของเขานั้นก็คือร่างอันไริญญาของลูกน้องสองคนที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้
“เฮ้ย!นี้มัน จะต้องรายงานเื่นี้ให้บอสรู้ซะแล้วสิ”
กังที่ใกลับสิ่งที่เห็นได้ลุกขึ้นแล้วกำลังจะติดต่อกลับไปหาบอส
แต่ในตอนที่เขากำลังจะติดต่อกลับไปเฟยก็ได้ปรากฎตัวออกมาจากเงามืดของซ่อยที่ด้านหลังของกังพร้อมกับได้เล็งปื่นคาบศิลาในมือเข้าไปที่หัวของกัง
ปัง! เฟยได้ยิงะุออกไปเข้าหาเฟยจากทางด้านหลัง
“หึ!?”
แต่กังนั้นก็ได้รู้สึกตัวขึ้นมาทันก่อนที่ะุจะเข้ามาถึงตัว ทำให้เขานั้นสามารถเหวี่ยงตัวหลบะุที่กำลังพุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียด
“ชิ!”
เฟยที่เห็นว่าะุนั้นพลาดเป้าไปจึงได้รีบบรรจุะุนัดถัดไปในทันที
“ไม่ยอมให้ทำได้หรอก!”
กังที่เห็นแบบนั้นได้ใช้หลังมือเหวี่ยงเข้าใส่ปัดปื่นในมือของเฟยจนมันกระเด็นหลุดออกไปจากมือของเขา
“เเฮ่ะ! คิดว่าของเล่นแบบนั้นจะใช้กับข้าได้งั้นเหรอ!”
กังได้ง่างหมัดขึ้นชกเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้า
“ชิ!...”
เฟยที่สูญเสียปื่นไปจึงได้หยิบเคียวเกี่ยวข้าวที่เก็บอยู่ที่ด้านหลังออกมาแล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่แขนของกังที่กำลังพุ่งใกล้เข้ามาด้วยความเร็ว
“ของแบบนั้นมันเปล่าประโยชน์น่า”
กังได้เปลี่ยนทิศทางของหมัดชกเข้าใส่ใบมีดของเคียวในทันที ตึ้ง! เคียวที่ถูกหมัดของกังชกเข้าไปนั้นได้แตกออกเป็ชิ้นๆภายในพริบตา
“อะไรกัน!...”
“หึ!”
กังได้ปล่อยหมัดชกต่อเข้าไปยังใบหน้าของเฟย ตึ้ง!
“อ่า!...”
เฟยที่โดนหมัดของกังเข้าไปอย่างจังได้กระเด็นลอยออกไปชนเข้ากับกำแพงบ้านที่ใกล้พังเข้าอย่างแรงจนทำให้ทั่วทั้งกำแพงบ้านหลังนั้นเกิดเป็รอยร้าวขึ้น
“เเฮ้ะ! แกก็สีมือใช้ได้อยู่หรอก แต่ว่าถ้าเทียบกับข้าแล้วก็เทียบกันไม่ติดหรอกนะ5555”
กังได้เดินเข้ามาหาเฟยพร้อมกับหักมือไปมาเตรียมพร้อมที่จะชกเข้าไปยังใบหน้าของเฟยอีกครั้ง
(มะ...ไม่ได้...ฉันจะมาจบลงที่ตรงนี้ไม่ได้...จะต้องฆ่าพวกมันให้หมดเพื่อล้างแค้นให้กับหวัง ลี่ให้ได้!.....เพราะฉะนั้นจงลุกขึ้นมาให้ได้สิ...ลุกขึ้นมาเหมือนกันกับเมื่อตอนนั้นยังไงล่ะ!...)
เฟยที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นได้คิดย้อนกลับไปยังอดีตอันแสนห่างไกล
ที่แห่งนั้นมันเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นของไฟและกลิ่นคาวของเืมากมายที่เจือปนเข้ากับควันจากเขม่าดินปืนที่ลอยคละคลุงอยู่ในอากาศทั่วทั้งบริเวณทุ่งร้างที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อกับซากศพมากมายที่เกิดขึ้นมาจาการะหว่างสองอาณาจักรที่แย่งชิงความเป็หนึ่งเพื่อปกครองดินแดงแห่งนี้อยู่
อาณาจักรเ่าั้มีนามว่า...อาณาจักรเฮมุสผู้ทีถูกขนานนามว่าเป็สุดยอดแห่งการรบแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า กับ อาณาจักรพังที่มีความเป็อันหนึ่งอันเดียวกันอย่างหนาแน่น
ทั้งสองอาณาจักรได้ทำการสู้รบกันมาเป็เวลายาวนานหลายสิบปีจนกระทั้งการต่อสู้อันยาวนานของพวกเขานั้นก็ได้มาถึงจุดตัดสินครั้งสุดท้าย ณ ที่ราบแห่งบาลัง ที่ที่านั้นได้สิ้นสุดลง...
ในท่ามกลางสนามรบที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นได้มีแอ่งน้ำโลหิตสีแดงฉานขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากเืสีแดงมากมายที่ไหล่มารวมกันอยู่
ครืน~~~~แอ่งโลหิตนั้นได้เริ่มกระเพื่อมเหมือนราวกับว่ากำลังจะมีอะไรบ่างอย่างผุดขึ้นมาจากภายใต้นั้น
“ฮ้า~~~!...”
เฟยในวัยหนุ่มแน่นในตอนที่เขายังคงมีผมสีดำยาวที่มัดเปียเอาไว้อยู่ได้ลุกขึ้นมาจากด้านใต้ของแอ่งนํ้าโลหิตนั้น
ทั่วทั้งร่างกายกำยำของเขาที่เต็มไปด้วยเืและรอยแผลเป็มากมายที่ได้รับมาจากการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนนั้นกำลังเป็ที่จับจ้องของเหล่านักรบฝ่ายศัตรูมากมายที่รายล้อมรอบตัวเขาอยู่
“เฮ้ย!ดูนั่นแม่ทัพของศัตรูไม่ใช้เหรอ!”
“ถ้าจัดการมันได้พวกเราต้องได้รับรางวันอย่างงามแน่เลย”
เหล่านักรบแห่งเฮมุสที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่นั้นได้แห่กันวิ้งเข้ามาหาเฟยที่ได้เดินขึ้นมาจากแอ่งนํ้าโลหิตนั้นในสภาพตัวเปล่าที่ไรซึ่งอาวุธมีเพียงแค่ชุดเกราะที่ขาดเป็ชิ้นๆเท่านั้น
“ย๊าก-!”
นักรบคนหนึ่งได้เหวี่ยงดาบในมือเข้าใส่เฟยที่ไรการป้องกัน
ตึ้ง! แต่เพราะด้วยความต่างชั้นของสีมือที่มากจนเกินไปทำให้นักรบคนนั้นโดนเฟยที่ไรซึ้งอาวุธชกส่วนกลับเข้าไปเต็มแรงที่ใบหน้าจนตายภายในหมัดเดียว
“อย่าให้มันได้ตั้งตัวพวกเราลุยเข้าไปพร้อมๆกันเลย! ย๊าก---!”
“ย๊าก---!”
“ย๊าก---!”
เหล่านักรบทั้งสามคนที่เหลืออยู่พอเห็นว่าพวกของตนนั้นโดนจัดการไปจึงได้รวมตัวกันบุกเข้าไปโจมตีเฟยพร้อมกัน
เหล่านักรบต่างง่างอาวุธในมือเหวี่ยงเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้า
แต่พอเฟยเห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้หยิบดาบของนักรบคนที่เขาจัดการไปก่อนหน้านี้ขึ้นมาแล้วใช้มันตวัดเหวี่ยงเข้าใส่ทั้งสามคนนั้นในทันที
ครืน-! ด้วยการฟันเพียงแค่ครั้งเดียวของเฟยนั้นทำให้เหล่านักรบฝ่ายศัตรูที่วิ้งเข้ามาโดนคมของดาบเล่มนั้นฟันจนกลายเป็ชิ้นๆภายในพริบตาเดียว
“มีใครหน้าไหน จะเอาอีกมั้ย!...”
เฟยได้จ้องเขม็งไปยังพวกที่เหลืออยู่ที่กำลังตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
“...ปะ...ปีศาจชัดๆ!”
“...อะ...ไอ้ตัวแบบนี้ใครจะไปสู้มันได้กันล่ะ!”
เหล่านักรบแห่งเฮมุสที่หวาดกลัวได้วิ้งหนีแตกกระเจิงออกไปคนล่ะทิศทาง แต่ถึงเฟยจะเห็นแบบนั้นตัวเขาก็ไม่คิดที่จะไล่ตามเหล่านักรบพวกนั้นไปเลยแม้แต่น้อย
แต่สิ่งที่ตัวเขานั้นกำลังจับจ้องอยู่มีเพียงแค่ที่ปลายทางของสายตาคู่นี้เท่านั้น
ณ ที่แห่งนั้นได้มีค่ายบัญชาการของแม่ทัพศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งอยู่
“อยู่ที่นั้นสินะ...”
เฟยได้เริ่มก้าวเท้าวิ้งออกไปยังเส้นทางที่จะนำไปสู่ค่ายแห่งนั้นที่ที่หัวของแม่ทัพฝ่ายเฮมุสนั้นกำลังรอค่อยตัวเขาอยู่
ในระหว่างทางที่เฟยวิ้งผ่านนั้นตัวเขาได้ใช้ดาบในมือฟาดฟันเหล่านักรบไปมากมาย จนกระทั้งในที่สุดตัวเขานั้นก็ได้มาจนถึงตรงหน้าของกระโจมขนาดใหญ่ที่เป็สถานที่ที่แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเฮมุสนั้นตั้งมั่นอยู่
เฟยได้ใช้เท้าถีบเข้าไปที่เสาค้ำของกระโจมจนมันพังแล้วถล่มลงมาภายในพริบตา
ครืน~~~~~! ตึ้ง! ในขณะที่กระโจมกำลังพังลงมาก็ได้มีคมดาบขนาดใหญ่ฟาดฟันตัดผ่านผ้าของกระโจมนั้นออกมา
“ฮะ!”
เฟยได้ะโถอยหลังหลบคมดาบนั้นมาได้อย่างฉิวเฉียด
ผ้าสีขาวที่ถูกตัดผ่านได้พลิ้วไหวปลิวไปพร้อมกับสายลมอันแรงกล้าที่พัดผ่านเข้ามา เผยให้เห็นร่างกายขนาดใหญ่ของชายที่อยู่ภายใต้นั้น
ชายผู้นั้นคือชายร่างใหญ่กำยำที่มีความสูงเกือบ280ซม. ที่บนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยหนวดเคราดำยาวที่ถักเปียเอาไว้ ส่วนบนร่างกายนั้นได้สวมชุดเกราะสีแดงอำพันที่ส่องแสงประกายระยิบระยับออกมาประสานรวมเข้ากับประกายของคมดาบสีส้มขนาดใหญ่ในมือที่ยาวและใหญ่มากกว่าลำคอของม้าศึกพันธุ์ดีเสียอีก
“อื่อ~ไม่คิดเลยว่าจะมีนักรบที่กล้าบุกเดี่ยวมาได้จนถึงที่นี่ได้ ข้านั้นคือแม่ทัพของอาณาจักรเฮมุสมีนามว่า คาซาฮัส ฉายาอสูรจอมทําลายล้างผู้แยกพื้นพิภพแห่งเฮมุส แล้วเ้าล่ะเป็ใครกันนักรบผู้หารกล้ามาท้าทายกับอสูรอย่างข้า”
“ฉันคือแม่ทัพแห่งพังมีนามว่าเฟย เจิน! ฉายานักรบไรพ่ายแห่งพังมาที่นี่ก็เพื่อที่จะข้อรับหัวของแกไป!”
เฟยได้ยกดาบในมือขึ้นชี้ไปยังใบหน้าของคาซาฮัสที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
คาซาฮัสที่เห็นแบบนั้นได้จ้องมองไปยังเฟยั้แ่หัวจดปลายเท้าแล้วได้แสยะยิ้มออกมา
“หึ! แกน่ะเหรอแม่ทัพไรพ่ายแห่งพังที่เขาร่ำลือกัน ดูอ่อนแอ่กว่าที่คิดไว้ซะอีกนะ”
คาซาฮัสที่พูดออกมาด้วยท่าทางที่ออกแนวดูถูกเหยียดหยาม
“หึ! ทางท่านเองก็เช่นกันแม่ทัพแห่งเฮมุส ดูอ้วนกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เยอะเลยนะ”
เฟยก็ได้พูดดูถูกกลับไปเช่นกัน
“หึ! ปากดีไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนให้แกได้รู้ซึ้งเองถึงความแข็งแกร่งของข้า!”
“ฉันก็้าแบบนั้นอยู่เลย!”
“หึ! งั้นจะจัดให้เดี๋ยวนี้แหละ!”
คาซาฮัสได้เหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ที่ถือด้วยมือขวาฟันเข้าใส่เฟยที่อยู่เบื่องหน้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ เฟยที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้วิ้งเข้าหาคมดาบนั้นแล้วสไลด์ลงไปเลียบพื้นที่ด้านใต้ของคมดาบที่ถูกเหวี่ยงเข้ามาหลบมันได้อย่างง่ายดาย
พอเฟยนั้นหลบคมดาบมาได้ตัวเขาจึงได้วิ้งเข้าไปหาคาซาฮัสพร้อมกับดาบในมือขวาของตัวเขาที่กำเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมที่จะฟันออกไปได้ทุกเมื่อ
“ย๊าก!”
เฟยได้เหวี่ยงดาบในมือฟันเข้าใส่คาซาฮัสที่อยู่เบื้องหน้า ตึ้ง! แต่คมดาบของเฟยนั้นก็ได้ถูกคาซาฮัสที่ได้ใช้มือซ้ายหยิบมีดสั่นที่เก็บเอาไว้ด้านหลังออกมาป้องกันเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสองคนนั้นได้ออกแรงดันพยายามที่จะดันอาวุธของอีกฝ่ายกลับไป
“หึ! แกมีแรงแค่นี้เองงั้นเหรอนักรบไรพ่ายแห่งพังกระจอกสิ้นดี ถ้าแกมีดีเพียงแค่นี้แล้วล่ะก็ข้าไม่จำเป็ที่จะต้องใช้ดาบคู่ใจของข้าก็สามารถจัดการแกได้อย่างง่ายดายแล้ว”
“หึ! มันก็ไม่แน่หรอก...แกอย่าประเมินพลังของฉันตํ่าไปจะดีกว่าน่าสุดยอดนักรบแห่งเฮมุส”
“หึ! ทำเป็ปากดีไปเถอะ อีกเดี๋ยวแกก็ต้องแหลกเป็ชิ้นๆอยู่ดีนั่นแหละ!”
คาซาฮัสได้ยกดาบใหญ่ในมือขวาขึ้นง่างแล้วฟันลงมาเข้าใส่เฟยที่กำลังดันพลังกับตัวเขาอยู่
เฟยที่เห็นแบบนั้นจึงได้เพิ่มแรงดาบในมือดันสุดตัวพักมีดเล่มนั้นที่กำลังดันพลังกับดาบของเขาอยู่กลับออกไป การกระทำแบบนั้นทำให้คาซาฮัสเสียจังหวะไปคู่นึงเฟยจึงได้ใช้จึงหวะนั้นะโหลบออกไปทางด้านหลังหลบคมดาบขนาดใหญ่ที่กำลังฟันเข้ามาได้ทันอย่างฉิวเฉียด
“ไหนแกว่าจะไม่ใช้ดาบคู่ใจไง สุดท้ายแล้วก็ทำได้แค่ปากดีเท่านั้นเองสิถ่า”
(เฮ้อ~เกือบไปแล้วๆ แรงของมันมีมากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้หลายเท่าเลยถ้าไม่ระวังให้ดีๆล่ะก็มีหวังได้กลายเป็ชิ้นๆอย่างที่มันบอกแน่เลย...)
“หึ! ปากดีหรือไม่ งั้นไม่ลองถามใจตนเองดูล่ะเหงื่อออกใหญ่แล้วไม่ใช้เหรอ”
“หึ! อะไรกันนี่มันไม่ใช้เหงื่อสักหน่อย มันก็แค่นํ้าค้างที่บังเอิญติดหน้ามาก็แค่นั้นเอง”
เฟยได้ใช้มือปาดนํ้าบนใบหน้าทิ้งไปพร้อมกับได้ตะหวัดดาบในมือเป็วงกลมแล้วตั้งท่าชี่ปลายดาบเข้าหาคาซาฮัสเตรียมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้กับคาซาฮัสอีกครั้ง
(แต่ว่าถึงแม้แรงของมันจะมีมากแค่ไหนก็ตามมันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่มีโอกาศที่จะชนะได้เลย ถ้าลองมองหาจังหวะดีๆแล้วล่ะก็น่าจะพอมีโอกาศอยู่...)
เฟยได้วิ่งเข้าใส่คาซาฮัสที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมกับดาบในมือขวาของเขาที่อาบไปด้วยเืมากมายของศัตรูที่ล้มตายไปเพราะคมของมัน
เฟยได้ง่างดาบในมือขึ้นมาทำท่าเหมือนกับว่ากำลังจะฟันคมดาบเข้าใส่คาซาฮัสที่อยู่เบื้องหน้า คาซาฮัสที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้เหวี่ยงดาบใหญ่ในมือเข้าใส่เฟยที่กำลังวิ่งเข้ามาหาตัวเขา
(นี่แหละ่เวลาที่ฉันรอค่อยอยู่)
เฟยที่รอค่อยจังหวะนี้อยู่แล้วได้ะโขึ้นเหนือใบดาบของคาซาฮัสแล้วใช้สองเท้าของเขาเหยียบเข้าไปที่้าของใบดาบขนาดใหญ่นั้นที่กำลังลอยเหนือพื้นทำให้มันนั้นเอนตังปักลงแนบพื้นผนึกการเคลื่อนไหวของมันเอาไว้ได้
เฟยได้ใช้จังหวะนี้ที่ดาบของคาซาฮัสหยุดเคลื่อนไหวในการเหวี่ยงดาบในมือฟันเข้าใส่คาซาฮัสในทันที
“หึ! ลูกเล่นไร้สาระ!”
คาซาฮัสที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ใช้มีดสั่นในมือซ้ายตวัดฟันเข้าใส่ดาบของเฟยที่กำลังฟันเข้ามาหาตัวเขา
ตึ้ง! ด้วยแรงปะทะกันที่รุ่นแรงของอาวุธทั้งสองทำให้ใบดาบของพวกมันนั้นหักออกมาจากด้ามจับแล้วได้กระเด็นลอยออกไปคนล่ะทิศทาง
“หึ! แกคิดจริงๆงั้นเหรอว่าลูกเล่นบ้าๆบอๆแบบนี้จะใช้กับคนอย่างข้าได้ผลน่ะ!”
คาซาฮัสได้ใช้จังหวะที่เฟยนั้นไรอาวุธในการใช้แรงอันมหาสารของตัวเขาในการยกดาบใหญ่ที่ปักพื้นอยู่ขึ้นชี่ขึ้นสู่ฟากฟ้า
ครืน~!การกระทำของเขาทำให้เฟยที่เหยียบมันอยู่นั้นกระเด็นลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า
คาซาฮัสได้ตวัดดาบใหญ่ในมือตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะฟันเข้าใส่เฟยที่กำลังร่วงหล่นลงมาหาคมดาบของตัวเขา
“ฉันจะฟันแกให้แหลกเป็ชิ้นๆเลย!”
“โอ้! ถ้าทำได้ก็ลองดูเซ่-!”
เฟยที่กำลังจะตกลงสู่คมดาบขนาดใหญ่ได้หมุ่นตัวกลางอากาศแล้วใช้เท้าของเขาเตะใบมีดของคาซาฮัสที่ลอยอยู่ข้างๆให้มันนั้นพุ่งเข้าใส่คาซาฮัสที่อยู่เบื่องล่าง
“หึ! ลูกเล่นเดิมๆน่า”
คาซาฮัสได้ใช้ดาบใหญ่ในมือฟันปัดใบมีดที่กำลังพุ่งเข้ามาให้กระเด็นลอยออกไป
“หึ! แค่นี้แกก็ไม่มีลูกเล่นเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว”
“โอ้! จะใช้รึป่าวนะ”
“อะไรนะ อ่า...”
คาซาฮัสที่กำลังได้ใจอยู่ๆตัวเขาก็ถูกอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาปักลงที่หลังของเขา
“นะ...นี่มัน...”
คาซาฮัสที่เหลียวหลังไปมองนั้นตัวเขาได้เห็นใบมีดที่ตัวเขาปัดทิ้งไปปักอยู่ที่รอยต่อของชุดเกราะที่ด้านหลังของตน
(เป็ไปตามที่คิดเอาไว้เลย ฉันคิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันจะต้องปัดใบมีดนั้นทิ้งไปอย่างแน่นอน ฉันก็เลยคำนวนเอาไว้ก่อนหน้าที่จะเตะใบมีดนั้นให้พุ่งเข้าใส่ตัวมัน พอมันปัดใบมีดนั้นทิ้งไป ใบมีดก็จะกระเด็นลอยเข้าไปชนกับใบดาบของฉันที่ลอยอยู่กลางอากาศทำให้ใบมีดนั้นกระเด็นพุ่งกลับมาปักลงเข้าที่หลังของมันตรงที่รอยต่อของชุดเกราะแบบพอดี)
เฟยได้ม้วนตัวกลางอากาศแล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว
พอเขาทำแบบนั้นใบดาบที่ชนเข้ากับใบมีดก่อนหน้านี้ก็ได้กระเด็นลอยกลับเข้ามาที่มือของเขาแบบพอดี เฟยจึงได้ใช้จังหวะนั้นใช้ทั้งสองมือจับมันเอาไว้
“จบกันแค่นี้แหละ!”
เฟยได้พุ่งตัวลงมาเข้าใส่คาซาฮัสพร้อมกับใบดาบในมือที่กำเอาไว้แน่นด้วยสองมือของเขา
“ฮะ! หน่อยแนะแก!”
คาซาฮัสที่กำลังจะดึงใบมีดที่ปักหลังเขาอยู่ออกแต่ว่าก็ต้องหยุดมือเอาไว้ก่อนแล้วหันกลับมาพยายามจะใช้ดาบใหญ่ในมือป้องกันการโจมตีอย่างฉับพลันของเฟยเอาไว้
จึ๊ก! แต่ถึงแม้ว่าคาซาฮัสจะพยายามหันกลับมาป้องกันอย่างไงก็ตามแต่ก็ไม่ทัน ตัวเขานั้นได้ถูกเฟยที่พุ่งตัวลงมาใช้ใบดาบในมือปักเข้าไปที่รอยต่อของชุดเกราะสวนคอแทงใบดาบนั้นเข้าไปสู่ร่างกายของคาซาฮัสจนเกือบมิตรด้าม
“...ก...”
“สำเร็จแล้ว”
“...กะ….แก...อะ...อย่าได้ใจไปหน่อยเลย”
คาซาฮัสที่ยังคงมีสติอยู่ได้ใช้ดาบใหญ่ของตนฟาดเข้าไปใส่เฟยที่กำลังจับใบดาบที่ปักคอของตนอยู่จนตัวของเฟยนั้นได้กระเด็นลอยออกไปจากคาซาฮัสพร้อมกับใบดาบที่ปักคอของเขาอยู่ก็กระเด็นออกไปพร้อมกันด้วย
ตึ้ง! เฟยที่โดนใบดาบของคาซาฮัสฟาดเข้าใส่นั้นได้กระเด็นลอยออกไปตกลงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงพร้อมกับได้กลิ้งไปมาจนหยุดนอนกองอยู่ที่พื้นไม่ไกลจากตรงนั้นมากนัก
“อัก! แคก!ๆๆ”
เฟยที่นอนกองอยู่กับพื้นได้กระอักเลือกออกมาก่อนที่จะกระสึกกระสนลุกขึ้นมา
(อ่า~เจ็บชะมัดเลย….สงสัยกระดูกซี่โครงจะหันไป2ซี่ได้ล่ะมั้งเนี่ย...)
เฟยได้ใช้มือซ้ายจับตรงสวนของซี่โครงที่หักไปเอาไว้ ส่วนมือขวานั้นได้ควานหาแล้วหยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นแถวๆนั้นขึ้นมาเอาไว้ในมือแล้วใช้มันประคองร่างกายของตนเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปกับพื้น
“ต้องรีบไปจากตรงนี้แล้ว...”
เฟยที่ตั้งใจที่จะรีบออกไปจากที่ตรงนั้น ครืน-- แต่ก่อนที่เฟยจะได้ทำแบบนั้นก็ได้มีอะไรบางอย่างถูกขว้างเข้ามาใส่ตัวเขาจากทางด้านหลัง
ตึ้ง! เฟยที่ััได้ว่ากำลังมีบางอย่างพุ่งเข้ามาตัวเขาจึงได้ใช้ดาบเล่มใหม่ในมือปัดมันออกไป ของสิ่งนั้นได้ลอยออกไปปักอยู่บนพื้นที่ด้านหน้าของเฟย
“นะ...นี่มัน...”
เฟยที่หันไปมองยังสิ่งนั้นที่ปักอยู่บนพื้นตัวเขาก็ได้เห็นว่าสิ่งนั้นมันก็คือใบมีดที่ตัวเขานั้นเตะเข้าใส่คาซาฮัสนั่นเอง ซึ่งใบมีดในตอนนี้นั้นมันได้ชุ่มไปด้วยเือุ่นๆที่กำลังไหล่ลงมาจากใบมีดไปสู่พื้นจนทำให้ดินตรงนั้นกลายเป็สีแดงฉานไป
“แฮ่ก...แฮ่ก….คิดว่าแกทำไว้กับข้าถึงขนาดนี้แล้วจะหนีไปได้ง่ายๆงั้นเหรอ!”
เสียงที่แหบแห้งได้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเฟยแล้วเสียนั้นกำลังใกล้เข้ามาเลื่อยๆ เฟยที่ได้ยินแบบนั้นตัวเขาจึงได้หันหลังกลับไปและสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นก็คือ
คาซาฮัสที่ใช้ผ้าพันแผลถูกแทงที่คอค่อยห้ามเืที่กำลังไหล่ออกมาแบบไม่หยุดเอาไว้พร้อมกับกำลังเดินเข้ามาทางนี้พร้อมกับดาบคู่ใจในมือขวาของตนที่เดินลากมากับพื้น
(อ่า~โดนเข้าไปถึงขนาดนั้นแล้วยังจะไม่ตายอีกเหรอ สมแล้วจริงๆที่ถูกเรียบว่าแข็งแกร่งที่สุดตายยากสมกับฉายาอสูรจริงๆเลย...แต่ว่าทำไมกันนะ?...พอได้เห็นตัวเขาที่เป็แบบนั้นแล้ว….หัวใจของเราถึงกับเต้นขึ้นมารั่วๆแบบนี้…)
เฟยที่ในตอนแรกนั้นคิดที่จะหนีไปจากที่นี่แล้วไปตั้งหลักก่อน ได้โยนความคิดแบบนั้นทิ้งไปแล้วยืนตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนั้น
(ขนาดโดนเข้าไปขนาดนั้นแล้วยังไม่คิดที่จะยอมแพ้หรือหลีกหนีแถมยังจะเดินเข้ามาท่าสู้กันซึ่งๆหน้าแบบนี้อีก….)
เฟยได้ยกดาบในมือขึ้นแล้วตั้งท่าชี้ไปยังคาซาฮัสที่กำลังใกล้เข้ามาเลื่อยๆ
(ในฐานะที่เป็นักรบเหมือนกันแล้วถ้าตัวฉันหนีไปจากที่ตรงนี้แล้วล่ะก็ คงได้เสียศักดิ์ศรีของนักรบอย่างแน่นอน!)
“เพราะฉะนั้นฉันจะขอเดิมพันสู้ตายอยู่ที่ตรงนี้แหละ! ย๊าก---!”
เฟยได้วิ่งเข้าไปหาคาซาฮัสพร้อมกับดาบในมือที่กวัดแกว่งไปมาตั้งท่าเตรียมพร้อมฟาดฟันคมดาบตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างพวกเขาทั้งสองคนแบบตรงๆโดยที่ไม่มีลูกเล่นใดๆอีกต่อไป
“เอ่อ~~~ใช้แล้วล่ะ มันต้องแบบนี้เซ้-! ย๊าก---!”
คาซาฮัสที่ได้แสยะยิ้มออกมาได้ใช้ทั้งสองมือยกดาบใหญ่ที่ถืออยู่ขึ้นมาแล้ววิ้งเข้าใส่เฟยที่กำลังวิ้งเข้ามาหาตัวเขาด้วยเช่นกัน
ทั้งสองคนที่วิ้งเข้าหาใส่กันได้ง่างดาบในมือขึ้นมา พอถึงระยะที่พอเหมาะทั้งสองได้เหวี่ยงดาบในมือฟาดฟันคมดาบนั้นฟาดฟันใส่อีกฝ่าย
ตึ้ง! คมดาบของทั้งสองได้ฟาดฟันเข้าปะทะกันอย่างรุ่นแรงจนทำให้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวและสายลมที่รุ่นแรงเกิดขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณ
พื้นดินได้เริ่มแตกร้าว เหล่ามวนเมฆที่ได้กระจัดกระจายตัวออกจากกันจนแสงสว่างยามเย็นที่สดสระกลาได้สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า
เสียงอันน่าเกรงขามที่ได้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณของสนามรบแห่งนี้ที่กำลังชุลมุนอยู่นั้น ได้ดึงดูดความสนใจของพวกเขา เหล่านักรบที่ฟาดฟันอาวุธของตนจากทั่วทุกมุมของสนามรบที่บ้าคลั่งให้ต่างพากันลามือออกจากการต่อสู่แล้วจับจ้องสายตาทั้งหมดเพื่อมองดูนักรบทั้งสองที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่อย่างองอาจนะมุมหนึ่งของสนามรบที่เงียบสงัด
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“หึ! ฮ่า!ฮ่า!ฮ่า! ทั่วทั้งสนามรบกำลังจับจ้องสายตามาที่พวกเราแกรู้มั้ยว่ามันหมายความว่ายังไงน่ะ”
คาซาฮัสที่ได้ฟาดฟันคมดาบเข้าใส่เฟยนั้นได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“หมายความว่าใครก็ตามที่เป็ผู้ชนะจะได้กลายเป็ผู้ได้รับชัยชนะในสมรภูมิแห่งนี้ยังไงล่ะ”
เฟยได้ฟาดฟันคมดาบที่เริ่มแตกร้าวเข้าใส่คมดาบมหึมาที่กำลังฟาดฟันเข้ามา ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“เอ่อแบบนั้นแหละ ก็เพราะว่ามันเป็แบบนั้นถึงได้ต้องทุ่มสุดกำลังยังไงล่ะ!”
คาซาฮัสได้เพิ่มความเร็วและแรงให้มากยิ้งขึ้นเข้าฟันเข้าใส่คมดาบของเฟยที่เริ่มแตกร้าวขึ้นเลื่อยๆ ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
“ชิ...”
(แฮ่ก...แฮ่ก...กระดูกที่หักมันกำลังแตกออกเลื่อยๆ...ไม่เพียงแค่นั้นดาบในมือของเรานั้นกำลังเกิดรอยร้าวเพราะแรงอันมหาสารของมันที่ฟันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง...ถ้ายังคงเป็แบบนี้ต่อไปล่ะก็ฝ่ายที่จะกลายเป็ชิ้นๆนั้นคงจะกลายเป็ตัวฉันอย่างแน่นอน...เพราะฉะนั้นจะต้องรีบจบการต่อสู้นี้โดยเร็วซะแล้วสิ..)
เฟยได้ะโถอยออกห่างจากคาซาฮัสมาประมาณสามก้าวก่อนที่จะตั้งท่าแล้วง่างดาบในมือขวาไปยังด้านหลังของตนใช้ร่างกายปิดบังคมดาบนั้นไม่ให้คาซาฮัสที่อยู่เบื่องหน้านั้นมองเห็นได้
(โอกาศมีแค่ครั้งเดียว...ถ้าพลาดก็จบกันแค่นี้...แต่ถ้าสำเร็จก็จะได้รับชัยชนะมา...ตัดสินกันภายในครั้งนี้แหละ!)
“ย๊าก--!”
เฟยได้วิ้งเข้าใส่คาซาฮัสอย่างไรซิ่งความลังเล่
“ไม่ยอมให้แกได้รับชัยชนะครั้งนี้ไปหรอก!”
คาซาฮัสที่ได้ง่างดาบขึ้นเหนือหัวเตรียมพร้อมจะฟาดฟันมันลงมาเข้าใส่เฟยที่กำลังใกล้เข้ามา
(การประดาบครั้งนี้จะเป็จังหวะที่จะตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งจุดจบของาอันยาวนาน ทั้งเกลียติยศในฐานะนักรบ ทั้งความรู้สึกของเหล่าผู้คนที่รอค่อยอยู่เื้ั เพราะงั้นแล้วถึงจะต้องตายที่นี่ก็จะไม่ยอมปล่อยให้ชัยชนะครั้งนี้หลุดมือไปได้อย่างเด็ดขาด!)
“ย๊าก-----!!!”
“ย๊าก--!”
ทั้งสองได้ะโกู้ร้องออกมาพร้อมกับได้กวัดแกว่งคมดาบในมือของพวกเขาเข้าใส่อีกผ่ายที่อยู่เบื่องหน้า
ตึ้ง! คมดาบของพวกเขาได้เข้าปะทะกันอย่างรุ่นแรงจนทำให้เกิดคลื่นอากาศที่พัดผ่านพื้นพิภพจนแตกกระจาย
ครืน~~~~เพล้ง! ดาบของเฟยนั้นได้แตกออกเป็สองถอนแล้วกำลังจะตกลงสู่พื้น
“หึ! จบกันแค่นี้แหละ!”
คาซาฮัสได้ง่างดาบขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือแล้วกำลังจะฟาดฟันลงมาใส่เฟยที่อยู่เบื่องหน้าที่ในตอนนี้นั้นเหลืออยู่เพียงแค่ดาบหักๆเล่มเดียวเท่านั้น
“ยังหรอกน่า จงพุ่งทะยานไปซะ---!”
เฟยได้ะโกู้ร้องออกมาในตอนนั้นคมดาบที่หักไปของเฟยที่กำลังจะตกลงสู่พื้นนั้นก็ได้ลอยขึ้นไปที่้าเพราะแรงลมที่เกิดขึ้นมาจากการปะทะกันเมื่อคู่ดึงมันให้ลอยขึ้นไป คมดาบที่หักไปกำลังจะร่วงหล่นลงมาเข้าใส่คาซาฮัสจาก้า
“ท่าเดิมใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก!”
คาซาฮัสที่เดาทางออกได้ตะวัดดาบใหญ่ที่ถือเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างเข้าใส่คมดาบนั้นปัดให้มันกระเด็นออกไปพุ่งลงไปปักลงที่พื้นอย่างไม่ไหวติง
“ไม่หรอนี้แหละคือจังหวะที่ฉันกำลังรอค่อยอยู่ล่ะ!”
เฟยได้ออกแรงทั้งหมดที่ตัวเขามีขว้างดาบหันในมือเข้าใส่าแที่คอของคาซาฮัสอย่างรวดเร็ว
ด้วยความที่ไม่ทันได้ตั้งตัวรวมกับที่ได้เสียงเืและแรงไปเป็จำนวนมากแล้วทำให้คาซาฮัสนั้นไม่สามารถหันกลับมาป้องกันเอาไว้ได้ จึก! ดาบที่หักไปได้พุ่งทะยานเข้ามาปักลงไปซํ้ารอยแผลที่คอของคาซาฮัสเข้าอย่างจัง
“..กะ!...”
“ย๊าก----!”
เฟยได้พุ่งเข้าไปสุดตัวกำหมัดขวาเอาไว้แน่นแล้วชกมันเข้าไปใส่ที่ด้ามจับของดาบที่ปักคาคอของคาซาฮัสอยู่เข้าอย่างแรง ตึ้ง! ดาบที่หักนั้นได้รับแรงส่งจากหมัดของเฟยทำให้มันแทงเข้าไปยังคอของคาซาฮัสจนทะลุกลายเป็รูขนาดใหญ่ที่มีเืจำนวนมากพุ่งทะยานออกมาราวกับนํ้าพุที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
ร่างอันใหญ่โตได้หยุดเคลื่อนไหวก่อนที่จะล้มตึงลงไปสู่พื้นพิภพที่ไรซึ่งแรงสั่นะเืและหลับไหลไปชั่วนิรันดร์
“แฮ่ก...แฮ่ก….”
(มะ...ไม่ได้...ฉันจะมานอนหมอบอยู่ที่ตรงนี้ไม่ได้..ลุกขึ้นมาสิตัวฉัน...ลุกขึ้นมาแล้วประกาศชัยชนะของพวกเรา...)
เฟยที่หอบแฮ่กๆๆได้พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้จนสำเร็จ ตัวเขาได้ดึงดาบใหญ่ในมือของคาซาฮัสออกมาแล้วชูมันขึ้นสู่ฟากฟ้าให้ทุกคนทั่วทั้งสนามรบนั้นได้เห็น
“พวกเราเป็ฝ่ายชนะแล้ว!”
“โอ้-----!!!!!!”
หลังสิ้นสุดเสียงคำประกาศแห่งชัยชนะของเฟยแล้วเหล่านักรบแห่งอาณาจักรพังทุกคนก็ได้ะโกู้ร้องออกมาด้วยความดีใจ ส่วนเหล่านักรบแห่งอาณาจักรเฮมุสที่สูญเสียแม้ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดไปนั้นก็ได้ต่างกันพากันวิ้งหนีหายรับตาไป
เฟยที่ได้หมดแรงลงได้ล้มตัวลงไปนั่งกองอยู่ที่ข้างๆกับร่างคาซาฮัสที่ไม่ไหวติง
“เฮ้อ~ชังเป็ศัตรูที่น่าสพึงกลัวจริงๆ”
เฟยที่ได้มองไปยังร่างของคาซาฮัสที่กองอยู่ข้าง
“ถึงแม้ว่าร่างกายจะตายไปแต่จิติญญาและเื่ราวของนายจะถูกเล่าขานไปชั่วนิรันดร์ในฐานะของนักรบที่แท้จริงที่ไม่หลีกหนีแล้วต่อสู้จนตัวตายถึงวินาทีสุดท้าย เพราะฉะนั้นแล้วจงหลับไหล่ให้สบายเถอะอสูรแห่งเฮมุส”
เฟยได้ใช้มือของตนเอื้อมไปปิดตาที่เปิดอยู่ของคาซาฮัสลงส่งตัวเขาให้หลับไหลอย่างสงบสุขในโลกหลังความตายที่ตัวเขาจะได้ก้าวเดินไปต่อจากนี้
และแล้วในที่สุดาระหว่างสองอาณาจักรที่มีมาอย่างยาวนานก็ได้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของอาณาจักรพังนะที่ราบบาลังแห่งนี้
หลังจากที่ได้สูญเสียแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดไปอาณาจักรเฮมุสที่หมดทางสู้นั้นก็ได้ขอประกาศยอมแพ้และได้ตกเป็เมืองขึ้นของอาณาจักรพังไปในที่สุด
โดยพันธสัญญายอมจำนนนั้นได้ถูกเขียนขึ้นที่เมืองหลวงของอาณาจักรเฮมุสโดยมีจักรพรรดิของทั้งสองอาณาจักรเป็คงลงนานโดยมีเฟยที่ในตอนนี้นั้นได้รับตำแหน่งนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้ล่ากับฉายาใหม่ผู้สังหารอสูรมาเป็ผู้คุ้มกันการเซ็นพันธสัญญายในครั้งนี้
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในขณะที่จักรพรรดิกำลังเสด็จกลับอาณาจักรพังโดยมีเฟยนั้นเป็ผู้คุ้มกันขบวนเสด็จอยู่นั้น อยู่ๆก็ได้มีใครบางคนวิ้งเข้ามาขวางทางเส้นทางขบวนของพวกเขาเอาไว้จนขบวนนั้นต้องหยุดลง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
เฟยที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ควบม้าที่ขี่อยู่ขึ้นไปดูที่ตรงด้านหน้าขบวนและเมื่อตัวเขาไปถึงสิ่งที่ตัวเขาเห็นอยู่นั้นนั่นก็คือเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ5ขวบที่กำลังยืนขวางเส้นทางขบวนของพวกเขาเอาไว้
เด็กชายคนนั้นมีผมสั้นสีนํ้าตาลดำที่มาพร้อมกับดวงตาที่มุ่งมั่นที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่กำลังจ้องเขม็งมายังเฟยที่อยู่ตรงหน้า
เฟยที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้ลงมาจากบนหลังม้าแล้วเดินเข้ามาหาเด็กชายผู้นั้น
“เ้าหนูน้อยทำไมเ้าถึงมายืนอยู่ที่ตรงนี้กัน เ้าไม่รู้รึว่ากำลังกีดขวางเส้นทางขบวนเสด็จขององค์จักรพรรดิแห่งพังอยู่น่ะ”
“..ฉะ….ฉันจะล้างแค้นให้กับท่านพ่อ ย๊าก-!”
เด็กชายได้หยิบมีดสั้นออกมาจากทางด้านหลังของตนแล้ววิ้งเข้าใส่เฟยที่อยู่ตรงหน้า ตึ้ง! แต่ด้วยความต่างชั้นของทุกสิ่งทุกอย่างทำให้เฟยนั้นใช้แค่มือเปล่าก็สามารถปัดมีดเล่มนั้นทิ้งออกจากมือของเด็กน้อยได้อย่างง่ายด้าย
“เฮ้ย! จับมันเอาไว้”
ตึ้ง! เหล่าผู้คุ้มกันคนอื่นๆที่เห็นแบบนั้นต่างพากันวิ้งเข้ามาจับกุมตัวของเด็กชายเอาไว้แล้วกดลงให้นอนลงกองอยู่กับพื้น
แต่ถึงแม้ว่าเด็กชายจะโดนจับกดลงนอนกับพื้นตัวเขาก็ยังคงพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะให้ตนนั้นหลุดออกมาจากมือของผู้คุ้มกันเ่าั้ให้ได้
“อย่าดิ้นสิ อยู่นิ้งๆสิเว้ย!”
“ปล่อยนะ! ข้าจะต้องฆ่ามันให้ได้! เพื่อล้างแค้นให้กับท่านพ่อที่ตาย!”
“....เด็กน้อยข้าขอถามพ่อของเ้านั้นคือใครกัน”
“ท่านพ่อของข้าน่ะคือนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งเฮมุสนามว่าคาซาฮัส...อสูรที่แกนั้นสังหารไปยังไงล่ะ!”
เด็กน้อยได้ะโออกมาทั้งนํ้าตาจนเฟยที่ได้ฟังและได้เห็นใบหน้าของเด็กชายนั้นถึงกับได้หยุดชะงักไปคู่นึ่ง
(งั้นเหรอ...เขาคือลูกชายของสุดยอดนักรบผู้นั้นสินะ...เพราะฉันเลยทำให้ตัวเขาต้องสูญเสียคนที่เป็พ่อไป...แต่ว่าในานั้นการสูญเสียของนักรบมันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้...สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังจากการจากไปนั้นก็มีเพียงแค่ความเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น...ตัวฉันคงจะช่วยเหลืออะไรเื่นั้นไม่ได้...แต่สิงเดียวที่ตัวฉันสามารถทำได้ในตอนนี้นั้นมีเพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้น...)
“....พวกเ้าไปเอาเ้าสิ่งนั้นออกมาจากรถม้าของฉันซะ”
“ครับท่าน”
หลังจากที่ได้รับคำสั่งเหล่านักรบก็ได้ไปยังรถม้าขนสัมภาระของเฟยแล้วนำสัมภาระชิ้นเดียวในรถออกมา
มันคือดาบขนาดใหญ่ที่มีใบดาบเป็สีส้มที่ไรซึ้งรอยขีดข่วนใดๆที่หนักมากซะจนต้องใช้นักรบถึง3คนในการแบกมันมายังตรงหน้าของเฟย
“นะ...นี่ครับท่าน”
“อ่าขอบใจมานะ”
เฟยได้รับดาบเล่มนั้นมาถือเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว
“นั่นมัน...”
“ใช้แล้วล่ะนี่คือดาบคู่กายของพ่อเ้านามว่าเทร่าริพ ดาบที่ว่ากันว่าสามารถแยกพื้นพิภพได้ยังไงล่ะ!”
“นั่นมันดาบของท่านพ่อเอาคืนมานะ!”
“ถ้าอยากได้ก็เข้ามาเอาไปสิ ปล่อยตัวเขาไปได้แล้ว”
“ครับท่าน”
เมื่อเหล่าผู้คุ้มกันที่ได้รับคำสั่งจึงได้ปล่อยเด็กน้อยไป
หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัวเด็กน้อยก็ไม่รอช้าแล้วรีบวิ้งเข้าไปหาเฟยในทันทีเพื่อหวังที่แย่งดาบเล่มนั้นในมือของเฟยมา
แต่พอเฟยได้เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงได้เหวี่ยงดาบในมือของตนปักมันลงที่พื้นตรงหน้าของเด็กชาย ตึ้ง!
“ฮะ...”
เด็กชายที่เห็นดาบขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้าตัวเขานั้นก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปพยายามที่จะยกมันขึ้นมาจากพื้น แต่ด้วยแรงอันน้อยนิดของตัวเขาทำให้ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนดาบเล่มนั้นมันก็ไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่น้อย
“เอาไม่ออกเลย...”
“ทีนี้เ้าเข้าใจแล้วใช้มั้ย”
“เข้าใจงั้นเหรอ? เื่อะไรกัน!”
“เื่ที่ว่าตัวเ้าในตอนนี้นั้นมันอ่อนแอเกินไปยังไงล่ะ!”
“อะ….”
เด็กชายที่ได้ยินแบบนั้นเข้าไปถึงกับหยุดชะงักไปเพราะรู้ซึ้งถึงความไรซึ้งพลังของตนเองแล้ว
“ตัวเ้าในตอนนี้นั้นไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะตัวฉันได้หรอกนะ”
“....”
“เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะทิ้งดาบเล่มนี้เอาไว้ที่นี่ พอถึงเวลาที่ตัวเ้านั้นสามารถใช้มันได้อย่างชํานาญแล้วล่ะก็ พอถึงตอนนั้นพวกเราค่อยมาตัดสินกันเถอะ”
เฟยได้หันหลังกลับแล้วเดินขึ้นม้าไป
“ข้าจะรอจนกว่าเวลานั้นจะมาถึงก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบเฟยนั้นก็ได้ควบม้าออกไปในทันทีโดยที่ไม่หันหลังกลับมามองเด็ดชายที่ยืนก้มหน้ามองพื้นเลยแม้แต่น้อย...