ฟ่านหนิงเหอมัวเอ้อระเหยอยู่ในตลาดพักใหญ่ด้วยอยากเดินเล่นให้หนำใจก่อนกลับวังหลวงอีกสามวัน กลับมาถึงร้านขายสุราฮุ่ยิก็นั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว จึงรีบนั่งลงรินน้ำชาดื่มลงคออึก ๆ
"ค่อยยังชั่วหน่อย" แล้วหันมาพูดกับฮุ่ยิที่มองเขาอยู่
"ข้าให้เ้าทายว่าข้าเจอใครที่ตลาด"
"หรือว่าเ้าเจอ..เ้าเจอ..ผอสระอี..ผี อย่างนั้นเหรอหนิงเทียน"
"ผีบ้าผีบออะไรกัน..ถ้าเ้ารู้ว่าข้าเจอใครเ้าคงใยิ่งกว่าเจอผีเสียอีก"
ฮุ่ยิจึงจ้องหน้าฟ่านหนิงเหอเพื่อรอฟังว่าเขาเจอใคร ฟ่านหนิงเหอก้มลงมากระซิบเบา ๆ
"ข้าเจอ องค์ชายโจวเยี่ยนจื่อ"
"เ้าเจอองค์ชาย"
"เ้าว่ามันน่าสงสัยหรือไม่ เื่นี้มันต้องมีลับลมคมในแน่ ๆ"
ิญญาผีบรรพบุรุษทั้งตายเก่าตายใหม่ขององครักษ์นักสืบเข้ามาประทับร่างทั้งคู่ทันที หรือเป็เพราะความอยากรู้อยากเห็นก็ไม่อาจรู้ได้ ทั้งคู่หันมาพยักหน้าให้กัน
"เ้าคิดว่าไง..ฮุ่ยิ"
"ข้าก็คิดเหมือนเ้า..หนิงเทียน"
เช้าตรู่สองสหายคู่หูคู่เดิมจึงเริ่มแผนการสืบหาความเคลื่อนไหวของเฟยหลางกับองค์ชายโจวเยี่ยนจื่อ โดยอาศัยสายข่าวเก่าของฟ่านหนิงเหอทั้งหอนางโลม ร้านค้าต่าง ๆ ที่สนิทมักคุ้นกับเขาต่างช่วยกันหาเบาะแส และที่เป็ทางลัดแหล่งข่าวที่ดีที่สุดคือน้องสาวของเฟยหลาง นั้นคือ เฟยเซียน
ฟ่านหนิงเหอจึงเดินไปเลียบ ๆ เคียง ๆ แถวร้านของคุณหนูเฟยเซียน จนพบนางกำลังเดินออกจากร้านจึงแกล้งเดินผ่านหน้าร้านไป
"คุณชายฟ่านหนิงเหอ" เฟยเซียนร้องเรียกเมื่อเขาเดินผ่าน
"ข้าฟ่านหนิงเทียน เฟยเซียนเ้าจำคนผิดแล้ว"
"คุณชายหนิงเทียนข้าขออภัย ท่านทั้งสองเหมือนกันมาก ว่าแต่ท่านกลับมาจากเมืองหลวงแล้วทำไมไม่ให้คนแจ้งข่าว ข้าจะได้ไปเยี่ยม"
เฟยเซียนยืนบิดไปมาด้วยความเขินอาย สำหรับนางสองพี่น้องฝาแฝดงามทั้งคู่ถึงนางจะปักใจกับฟ่านหนิงเหอ แต่ถ้าได้ฟ่านหนิงเทียนก็ไม่เลวเลยทีเดียว
"ขอขออภัยที่ไม่ได้แจ้งข่าว ข้าอยากจะมาหาเ้าจะแย่แต่ข้าเกรงว่าพี่ชายเ้าจะตีข้าเหมือนที่ตีหนิงเหอ วันนี้พี่ชายเ้าไม่อยู่หรือเ้าถึงมาคุยกับข้าได้"
"วันนี้พี่ชายข้าไม่อยู่ออกไปบ่อนั้แ่เช้า เห็นว่าคืนนี้มีนัดพบสหายเพื่อสังสรรค์กันที่ริมแม่น้ำ กว่าจะกลับก็คงดึกดื่นเช่นเคย"
"ข้าคงต้องขอตัวก่อน"
"คุณชายท่านจะรีบไปไหน..วันนี้พี่ข้าไม่อยู่ คุณชายท่านอย่าเพิ่งไป..."
เมื่อได้ข่าวสำคัญฟ่านหนิงเหอถึงกับรีบเดินหนีทันที ทิ้งให้ดรุณีน้อยเฟยเซียนร้องเรียกตามหลัง แล้วกระทืบเท้าไปบนถนน
คืนพระจันทร์เต็มดวงแสงจันทร์ที่สว่างพอให้เห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งกำลังขนลังไม้ขึ้นเรือที่จอดเทียบท่าอยู่ยังท่าเรือที่ห่างไกลผู้คน
ฟ่านหนิงเหอในชุดสีดำมีผ้าสีดำปิดใบหน้าไว้เพื่ออำพรางตัวเลียบเลาะริมแม่น้ำมาเรื่อย ๆ
ตอนแรกฮุ่ยิจะตามมาด้วย แต่เขาคิดว่ามาคนเดียวจะสะดวกกว่าในการตามสืบ เขาจึงต่อรองให้ฮุ่ยิไปสืบบริเวณบ่อนในตลาดแทนเพื่อหาข่าว ส่วนเขาจะลองหาตามริมแม่น้ำ จนพบคนกลุ่มนี้ แต่เรือลำนี้ไม่ใช่ลำที่เขาพบตอนกลางวันไม่เห็นแม้แต่เงาของโจวเยี่ยนจือ หรือเขาจะไม่เกี่ยวกับเื่นี้ แต่ทำไมเฟยหลางถึงอยู่ที่นี่ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสับสน ั์ตาสีนิลจดจ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังทำงานอย่างเร่งรีบ ผ่านไปครึ่งชั่วยามความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วลำเรือ กลุ่มคนที่เดินกันขวักไขว่ขึ้นลงเรือบัดนี้เหลือเพียงชายสองคนที่ยืนเฝ้าเรือลำนี้ไว้
ฟ่านหนิงเหอแอบลงไปในน้ำ แล้วว่ายน้ำไปทางด้านหลังลำเรือที่ไม่มีคนเฝ้าจนสามารถแอบขึ้นไปบนเรือได้สำเร็จ เขาถึงกับชื่นชมตนเองวิชาจากโรงเรียนบอดี้การ์ดที่ร่ำเรียนมาถือว่าไม่เสียเปล่า เขาเห็นลังไม้จำนวนมากอยู่ในเรือ จึงดึงมีดพกที่เหน็บเอวไว้ ออกมาเปิดลังไม้ลังหนึ่งอย่างเบามือ ปรากฏว่ามันอัดแน่นไปด้วยตำลึงเงินเต็มลัง อีกฝั่งเป็ลังไม้ที่มีลักษณะใบยาวเขาเปิดออกดูเขาถึงกับร้องอุทานออกมา
"มันคืออาวุธ"
อาวุธจำนวนมาก แสดงว่าเรือลำนี้เต็มไปด้วยเงินและอาวุธ พวกเขาเอาไปทำอะไรกันทำไมต้องลักลอบขนดึก ๆ ดื่น ๆ ด้วย
"เ้าเป็ใคร"
ชายคนหนึ่งที่เฝ้าเรือเปิดประตูเข้ามายังห้องเก็บของในเรือเห็นเขาเข้า จึงร้องะโให้อีกคนเข้ามาช่วยจับผู้บุกรุก เขามีเพียงมีดสั้นที่พกมาจึงทำได้เพียงใช้วิชาหมัดมวยตอบโต้กระบี่สองเล่มที่ฟาดฟันใส่ร่างเขาจนแทบไม่ให้หยุดพักหายใจ
คมกระบี่ฟาดลงมาเขาเบี่ยงหลบแต่มันบาดเข้าบริเวณไหล่จนเสื้อเขาขาดตามรอยคมกระบี่ และรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตรงไหล่ ท่ามกลางความเสียเปรียบฟ่านหนิงเหอที่ติดพันอยู่กับการต่อสู้ ชายสวมชุดดำอีกคนที่มีผ้าสีดำปิดครึ่งใบหน้าปรากฏกายขึ้นด้านหลัง อ้อมแขนแข็งแรงโอบกอดเอวบอบบางไว้ ั์ตาคุกรุ่นไปด้วยความโกรธเมื่อเห็นร่องรอยเสื้อตรงไหล่เขาฉีกขาดและมีเืซึมออกจากาแที่โดนคมกระบี่ ทิ้งความสงสัยให้กับฟ่านหนิงเหอว่าคนที่เข้ามาช่วยเขาตอนนี้คือผู้ใด
กระบี่จากชายชุดดำผู้มาใหม่ฟันฉับเข้าใส่ชายสองคนที่เข้าโรมรันฟ่านหนิงเหอ ก่อนจะใช้เท้าถีบจนสองคนกระเด็นล้มลงบนพื้นเรือ ข้อมือแข็งแรงคว้าข้อมือเขาไว้แน่นแล้วดึงให้เขาวิ่งตามอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหนีเข้ามาหลบในป่าซ่อนตัวยังหลังพุ่มไม้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง
ทั้งคู่นั่งลง ฟ่านหนิงเหอมองมือใหญ่ที่ตอนนี้ยังจับข้อมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ท่านปล่อยข้าได้แล้ว"
ชายชุดดำปลดผ้าปิดหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา
"โจวจินเยว่ เป็ท่าน"
"เ้ามาทำอะไรบนเรือ"
โจวจินเยว่มองคนที่กำลังปลดผ้าปิดหน้าลงมาไว้ที่คอด้วยโทสะที่คุกรุ่น สายตาที่มองมายังเขาฉายแววตำหนิและดุจนคนมองถึงกับใจสั่น
"ท่านรู้ได้ยังไงว่าเป็ข้า"
"ข้าเห็นเ้าั้แ่ก่อนเอาผ้าปิดหน้าแล้วเดินลงไปในน้ำแล้ว"
"ท่านได้รับราชโองการให้ทำภารกิจอีกแล้วเหรอ"
"อืม"
ฟ่านหนิงเหออยากถามใจจะขาดว่าเื่ที่โจวจินเยว่มาสืบที่เมืองอิงโตวเป็เื่อะไร แต่ด้วยรู้ว่าไม่สมควรเพราะน่าจะเป็ภารกิจลับ จึงได้แต่พูดแก้ตัวเสียงอ่อยเื่ที่เขามาอยู่ที่นี่คืนนี้
"ข้าแค่มาสืบว่าพวกเขาทำอะไรกัน"
"เ้ารู้เื่นี้ได้อย่างไร"
"ข้าเห็นองค์ชายโจวเยี่ยนจื่อกับเฟยหลางนักเลงประจำเมืองอิงโตวติดต่อกัน ข้าก็แค่สงสัยว่าพวกเขาทำอะไรกัน"
"เ้ารู้จักองค์ชายโจวเยี่ยนจื่อได้อย่างไร"
"ข้าเจอเขาในตลาด"
"เ้าไม่ต้องพูดต่อแล้ว เ้ากลับเข้าวังกับข้าเดี๋ยวนี้"
"เดี๋ยวก่อนท่านอ๋อง ข้าไม่กลับ ฮุ่ยิอยู่ที่นี่กับข้า ข้าจะกลับได้อย่างไร"
"เื่นั้นข้าจัดการเอง..แต่เ้าต้องกลับกับข้าเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง"
คำสุดท้ายที่ได้ยินเล่นเอาฟ่านหนิงเหอไปไม่เป็ เถียงไม่ออก ได้แต่เดินคอตกตามโจวจินเยว่ขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้สำหรับกลับเข้าวังทั้งที่เนื้อตัวเปียกปอน เสื้อฉีกขาด โคลนยังติดใบหน้า เรียกได้ว่าเมื่อขึ้นนั่งบนรถม้าเขาแทบไม่อยากนั่งลงให้เก้าอื้บนรถม้าสกปรก
"ท่านอ๋องข้าว่าข้าค่อยกลับจะดีกว่าท่านดูสภาพข้าสิ จะให้นั่งรถม้าไปกับท่านได้อย่างไร"
"ถอดเสื้อผ้าเ้าออก"
"ห๊ะ! ข้าไม่ถอด"
"เ้าจะถอดเองดี ๆ หรือจะให้ข้าถอดให้" สายตาดุส่งมาอีกครั้ง เล่นเอาคนที่หนาวสั่นจากการลงน้ำเสื้อผ้าเปียกชื้น สั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม
"ได้ข้าถอด ข้าถอด แต่ท่านหันไปทางอื่นได้หรือไม่"
"ข้าเคยเห็นแล้วเคยจับมาแล้วทั้งตัวเ้า เ้าจะอายข้าทำไม"
โจวจินเยว่กล่าวใบหน้านิ่งสงบ แต่ก็ยอมเบี่ยงหน้าไปด้านข้างพอเป็พิธี เสื้อผ้าชุดนั้นให้เ้าเปลี่ยน
ฟ่านหนิงเหอมองไปที่ชุดสีดำที่พับไว้เรียบร้อยตรงมุมหนึ่งของรถม้า เขาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดตาของตัวเองให้สะอาด ผมที่เคยรวบไว้สูงถูกปลดลงมาปล่อยยาวไปตามแผ่นหลัง เขาเอาผ้าขึ้นมาเช็ดผมไปเรื่อย ๆ มองคนที่นั่งนิ่งข้างกายที่เงียบมาสักพักอย่างสงสัย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามออกไป
จนเดินทางมาได้สักระยะความง่วงงุนจึงทำให้เขาสัปหงก ไปหลายครั้ง แต่ก็ฝืนลืมตาขึ้นทุกครั้ง จนเขาลืมตัวสัปหงกจนไหล่ข้างที่โดนกระบี่บาดเข้าเนื้อไปกระแทกเข้ากับผนังรถม้าอย่างจังจนลืมตาสว่างขึ้นมาฉับพลัน
"โอ๊ย!"
เขาเอามือมาจับที่แผลไว้ คิดในใจแผลเล็กนิดเดียวทำไมถึงเจ็บขนาดนี้
โจวจินเยว่ที่นั่งเงียบมาตลอดทางถึงกับรีบคว้าร่างเขาเข้ามา จะปลดสายคาดเอวเขาออก
"ท่านอ๋องหยุดก่อน..ท่านจะทำอะไร ท่านจะทำอะไรหยุดนะ"
"ข้าแค่จะดูแผลให้เ้า..หยุดดิ้นได้แล้ว"
"แผลนิดเดียวข้าไม่เป็ไร"
"ข้าบอกให้อยู่นิ่ง ๆ"
เมื่อเสื้อถูกปลดไปกองอยู่ที่เอว โจวจินเยว่จึงเห็นแผลเป็ทางที่ไหล่
"เ้านี่ไม่ระวังเลยจริง ๆ"
ฟ่านหนิงเหอคิดในใจ โดนดุอีกตามเคย จึงยอมนั่งนิ่ง ๆ ให้โจวจินเยว่จัดการหยิบขวดยาจากอกเสื้อมาโรยใส่แผลให้ ความแสบเมื่อยาเจอแผลสดทำให้เขาถึงกับสูดปาก จับแขนคนใส่ยาให้ไว้แน่น
"นี่เราจะกลับเมืองหลวงกันคืนนี้จริง ๆ เหรอ"
ฟ่านหนิงเหอเงยหน้าขึ้นถามโจวจินเยว่ที่กำลังผูกสายผ้าคาดเอวให้เขาหลังจากใส่ยาเสร็จ
"อืม..จำเป็ต้องกลับคืนนี้"
ความเงียบปกคลุมภายในรถม้าอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงล้อรถกระทบพื้นถนนครืด ๆ คราวนี้ฟ่านหนิงเหอสัปหงก ฝืนเปลือกตาอันหนักอึ้งไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ร่างบอบบางที่โงนเงนไปมาดวงตาปิดสนิทถูกดึงเข้าสู่อ้อมแขนคนที่นั่งข้าง ๆ อย่างง่ายดาย ฟ่านหนิงเหอขยับตัวไปมาเหมือนหาท่าที่เหมาะและสบายที่สุดในการนอน จนร่างแทบจะจมลงกลางอกของคนที่กอดไว้