เอริคเข้าใจความรู้สึกของน้ำใสดีความรู้สึกโดดเดี่ยว มันแสนจะทรมาน น้ำใสเป็แบบนี้เพราะอุบัติเหตุแต่สำหรับเขามันไม่ใช่ สำหรับเขามันคือเื่ของเวรกรรม แม้เขาจะอยู่ใกล้กับพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง แต่เขากลับรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเหมือนตัวคนเดียวในโลก
เอริคเม้มริมฝีปากตัดสินใจไม่ถูกว่าควรเข้าไปหาหล่อนบอกให้หล่อนทานอาหารรักษาตัวเองให้แข็งแรงหรือเดินจากไปปล่อยให้หล่อนร้องไห้ให้สาแก่ใจดี เพราะบางทีการได้ปลดปล่อยความรู้สึกออกมาบ้าง มันอาจจะทำให้หล่อนดีขึ้น
น้ำใสยกมือขึ้นปาดน้ำตาเมื่อรู้สึกว่าตัวเองร้องไห้นานพอสมควรแล้วหญิงสาวสะบัดหน้าไปมาเบา ๆ คล้ายเรียกสติ
หมดเวลาอ่อนแอแล้วน้ำใส ได้เวลาที่ต้องลุกขึ้นสู้แล้ว
น้ำใสหันไปมองถาดอาหารอีกครั้งอาหารเย็นหมดแล้ว หล่อนรู้เพราะหล่อนไม่เห็นไอร้อนของอาหารพุ่งขึ้นเลย นี่หล่อนร้องได้นานขนาดนี้เชียวหรือ
น้ำใสสะบัดมือสองข้างแล้วบิดไปมาโยกตัวเอนไปด้านข้างข้าง ข้างซ้ายทีข้างขวาที รู้สึกดีขึ้นมากแล้วร่างกายคลายความเมื่อยขบลงไป จิตใจก็ดีขึ้น
น้ำใสเหยียดขาสองข้างออกเกร็งขาเหมือนเรียกพลังให้คืนกลับมา จากนั้นก็สะบัดข้อเท้า
ใช้ได้ ขาพอมีแรง
น้ำใสพยายามลุกจากเตียงหญิงสาวถัดตัวมาจนถึงริมขอบเตียงไม้ ค่อย ๆ หย่อนขาทั้งสองข้างลงแตะพื้น น้ำใสใช้มือจับขอบเตียงเพื่อช่วยพยุงตัวเองไว้ขณะกำลังยืดตัวขึ้นยืนรู้สึกขาชาหนึบนิดหน่อย ยืนนิ่งสักพักดีกว่า
น้ำใสยืนอยู่ในท่าเดิมไม่นานหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก นับเลขในใจ หนึ่ง สอง สาม แล้วก้าวขาออกไป น้ำใสก้าวขาไปได้เพียงสองก้าวขาหล่อนอ่อน พับลงไปเฉย ๆ ตัวหล่อนเอนน้ำใสใร้องลั่น
“ว้าย” แล้วตัวหล่อนก็ลงไปนอนกองกับพื้นเสียงดังตุ๊บ
“อูย เจ็บจัง” น้ำใสรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวโดยเฉพาะที่หัว แผลเดิมยังไม่หายดีเลยดีนะที่พื้นบ้านเป็ไม้กระดานมีความยืดหยุนหล่อนถึงไม่เป็อะไรมากไม่ถึงกับหัวร้างข้างแตกเพิ่มขึ้นอีก ทำไมเรี่ยวแรงมันหมดเอาดื้อ ๆ แบบนี้นะ หล่อนคงจะนอนมากเกินไป หรือไม่ก็ไม่มีแรงเพราะยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
น้ำใสใช้สองมือพยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้น ขั้นแรกทำได้เพียงแค่นั่งพับเพียบกับพื้นน้ำใสกระถดตัวถอยหลังเพื่อจะใช้เตียงเป็หลักยึดอีกครั้ง
น้ำใสเอื้อมมือขึ้นไปคว้าขอบเตียง นับในใจหนึ่ง สอง สามอีกครั้งแล้วโหนตัวขึ้นจากนั่งให้ลุกขึ้นจนสำเร็จ หญิงสาวสามารถยืนได้
น้ำใสดีใจยิ้มกับตัวเองนิสัยไม่ยอมแพ้ของหล่อนมันซึมซับอยู่ในสายเื เื่แค่นี้ จิ๊บ จิ๊บ
น้ำใสมองไปยังโต๊ะไม้กลางห้องซึ่งมีถาดอาหารวางอยู่หญิงสาวก้าวขาช้าเนิบออกทีละข้าง หล่อนไม่อยากลงไปนอนวัดพื้นแบบเมื่อกี้นี้อีก
น้ำใสก้าวขาไปได้เพียงแค่ก้าวเดียวสมาธิของน้ำใสก็ถูกรบกวนเมื่อมีเสียงประตูเปิดออกดังแอ๊ดแล้วร่างใครบางคนก้าวผ่านเข้ามาในห้องทำให้หล่อนใร้อง
“ว๊าย” น้ำใสเสียศูนย์ ขาหล่อนพับและกำลังจะยืนไม่อยู่ตัวหล่อนเอนลงอย่างรวดเร็วจนเกือบจะหล่นลงไปเบื้องล่างแต่แล้วเอริคก็วิ่งถลาไปคว้าตัวน้ำใสมากอดไว้ได้ทัน ก่อนที่หญิงสาวจะร่วงลงไปกองกับพื้นสองมือแข็งแรงของชายหนุ่มสอดอยู่ใต้เอวสาวน้อยที่หลังโค้งแอ่นเพราะเสียหลัก
ด้วยความใทำให้น้ำใสเผลอกอดเอวชายหนุ่มแน่นหญิงสาวหอบหายใจแรง น้ำใสผงกหัวขึ้นเพื่อทรงตัวส่วนเอริคก้มหน้าลงมองด้วยความเป็ห่วง ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนจมูกเกือบจะชนกันห่างกันเพียงแค่นิดเดียว ตาสบตานิ่ง น้ำใสเป็ฝ่ายเอียงหน้าหลบสายตาอ่อนโยนของอีกฝ่าย ใจหล่อนเต้นตูมตามรู้สึกร้อนบริเวณใบหน้าเป็ครั้งแรกนับั้แ่รู้สึกตัวขึ้นมาที่น้ำใสรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
วงแขนที่กำลังกอดกระชับหล่อนอยู่มันทำให้น้ำใสประหลาดใจในตัวผู้ชายคนนี้ แท้จริงแล้วเขาเป็คนแบบไหนกันแน่นะบางครั้งเหมือนเป็คนหยาบกระด้าง บางครั้งอ่อนโยน หรือเป็คนสองแบบในร่างเดียว
แล้วทำไมหล่อนจะต้องรู้สึกสนใจผู้ชายคนนี้ด้วย ไม่เข้าใจตัวเองเลย
เธอเป็อะไรของเธอ น้ำใส
++++++++++++++++++++++++++
เอริคเห็นพวงแก้มสาวน้อยเป็สีแดงระเรื่อวงหน้านั้นดูสวยสะดุดตา โดยเฉพาะประกายช่างสงสัยที่ฉาบฉายในแววตาที่จ้องเขาอยู่
บอกไม่ถูกว่าเขาพอใจหรือไม่ ที่แน่ ๆ เขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้
เอริคจึงเป็ฝ่ายเปลี่ยนอากัปกิริยาก่อนชายหนุ่มยืดตัวขึ้น ฉุดให้หญิงสาวยืดตัวตามจนทั้งสองคนยืนตัวตรงเอริคปล่อยมือตัวเองจากเอวของหญิงสาวเปลี่ยนเป็อ้อมมาจับบริเวณเหนือข้อศอกทั้งสองข้างของหล่อนแ่เบาแทนในขณะที่มือของน้ำใสยังเกาะอยู่ที่เอวของชายหนุ่ม
น้ำใสรู้สึกตัว ร้อง
“อุ๊ย” แล้วรีบชักมือตัวเองออกด้วยความเขินอาย ‘ตายแล้ว เผลอกอดเขาอยู่ได้ น่าอายจริงน้ำ ใส’ น้ำใสอยากเอาหน้าแทรกพื้นหนีสายตาคมกริบคู่นั้นสายตาที่เหมือนมนตร์สะกด สะกดให้น้ำใสทำอะไรไม่ถูก น้ำใสยอมให้เอริคประคองตัวหล่อนค่อย ๆ เดินมาที่โต๊ะกลางห้อง เอริคปล่อยมือจากตัวน้ำใสหนึ่งข้างเพื่อจัดเก้าอี้ให้เข้าที่แล้วกดตัวแกมบังคับหญิงสาวให้นั่งลง
“ผมว่าคุณควรทานอาหารเสียก่อนดีกว่า จะได้มีเรี่ยวแรงกว่านี้” เอริคพูดเหมือนสั่งจนคนฟังค้อนขวับด้วยแววตา
ทำมาเป็สั่งนึกหรือว่าจะทำได้
“แต่ดิฉัน...” น้ำใสตั้งท่าเถียงกลับถูกชายหนุ่มตัดบทเอาดื้อ ๆ
“อย่าเพิ่งพูดหรือถามอะไรตอนนี้ ผมยังไม่มีอารมณ์ตอบคำถามของคุณไว้คุณทานอาหารนี่ให้หมด พักผ่อนอีกหน่อย ให้มีแรงมากกว่านี้ ตอนนั้นเราค่อยมาคุยกัน”
แค่ตอบคำถามต้องมีอารมณ์ด้วยคนอะไร ร้ายชะมัด แต่คิดดูอีกที ตอนนี้เราหิวมากจริง ๆ ซะด้วย ขืนไม่กินอะไรมีหวังเป็ลมเป็แล้งไปแน่ ต่อให้ก่อนก็แล้วกันไม่ใช่ว่าฉันกลัวนายหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด น้ำใจนึกในใจตอบกลับชายหนุ่มด้วยแววตา
น้ำใสหันหน้ากลับมาสนใจอาหารตรงหน้าโดยเอริคยังยืนประกบอยู่ ผัดผัก ต้มจืด ไข่เจียวอาหารธรรมดาที่น่าจะอร่อยที่สุดในโลกสำหรับน้ำใสในวันนี้
น้ำใสเลื่อนจานข้าวสวยมาใกล้ตัวหยิบช้อนกำลังจะตักข้าว แต่เมื่อรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องอยู่น้ำใสจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาคล้ายบอกเป็นัยว่า ขอเวลาส่วนตัวหน่อย
เอริคมองสาวน้อยที่มองหน้าเหมือนจะเอาเื่หากเขาไม่ออกไปจากห้องนี้แล้วนึกขำในท่าทางของเ้าหล่อน ชายหนุ่มจึงเดินถอยห่างออกมาปล่อยให้เธอได้ทานอาหารตามลำพังตาม้า
ผู้หญิงคนนี้ฉลาดไม่น้อย ไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นที่เชื่อเขาทุกเื่จน
เอริคหยุดความคิดไว้เพียงแค่นี้ทำไมต้องคิดถึงเื่ที่ผ่านมาด้วยนะ ตอนนี้เราต้องทำให้ที่นี่เกิดความเปลี่ยนแปลง
อย่าลืมซิ เราต้องแก้ไขที่นี่ จำไว้! เอริคย้ำกับตัวเองเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วเขาก็จำไม่ได้
++++++++++++++++++++++