บทที่ ยี่สิบ
คณะทูตเดินทาง
ในขณะที่เื่ที่เกิดขึ้นในห้องทรงอักษรที่วังหลวงยังมาไม่ถึงจวนสกุลฟ่านด้านในเรือนใหญ่ตอนนี้ฮูหยินฟ่านนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงมือเรียวกำผ้าเช็ดหน้าสีชมพูแน่นบิดอย่างไม่สบายใจ “เหยาจูแม่ได้ยินข่าวลือมาว่าตอนนี้ที่ชายแดนมีโรคสตรีระบาด หญิงใดติดไปถึงล้วนเป็หนักถึงชีวิตบางคนแท้งลูก บางคนเป็หมัน แม่ไม่อยากให้เ้าต้องไปเสี่ยงอันตราย”
ฟ่านหนิงที่นั่งตรงข้ามวางพัดสีงาช้างพาดบนตักแววตาที่แอบมีประกายขันซ่อนอยู่เงียบๆ โรคสตรีอะไรนั่นนางเป็คนกุขึ้นมาเองแท้ๆแต่นางเพียงทำสีหน้าเคร่งขรึมตอบเสียงนุ่ม “ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ ไว้รอท่านพ่อกลับมาเราค่อยขอให้ท่านถอนชื่อข้าออกจากคณะก็ได้”
ฮูหยินฟ่านพยักหน้าหงึกสีหน้ามีหวังขึ้นมาบ้าง
ไม่นานเสนาบดีฟ่านก็กลับจากการประชุมใหญ่เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศ เสื้อคลุมยาวสีแดงเืนกเข้มปักลายสีทองยังไม่ทันได้เปลี่ยนเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องชั้นในเจอสตรีทั้งสองโดยไม่ต้องไปตามตัว
ส่วนฮูหยินฟ่านเมื่อเห็นสามีกลับมาแล้วก็รีบลุกขึ้นเอ่ยไม่รอสิ่งใด“ท่านพี่!เราต้องคุยกันเื่คณะทูตเ้าค่ะ”นางดึงสามีเข้ามานั่งที่ด้านในแล้วกล่าวต่อ “ข้าไม่อยากให้ลูกของเราเดินทางไปกับคณะทูตแล้วข้าเผอิญได้ยินว่าตอนนี้มีโรคระบาดสตรี ช่างน่ากลัวยิ่งนักท่านถอนชื่อของนางออกเสียเถิดนะ”
ด้านเสนาบดีฟ่านกลับขมวดคิ้วแน่นกลับมาก็ไม่คิดว่าจะได้ยินข่าวลือเช่นนี้เขาพลันถอนหายใจยาวแล้วส่ายหน้าอย่างหนักใจ “ไม่ได้แล้วฮูหยินครั้งนี้มิใช่เพียงความ้าของข้า หากแต่มีราชโองการโดยตรงให้จากฝ่าาให้บุตรีของเรา...ฟ่านหนิงร่วมเดินทางไปด้วย”
เสียงในห้องเงียบกริบฮูหยินฟ่านถึงกับทรุดนั่งลงไปตามๆ กัน สีหน้าซีดเผือด “ราชโองการเช่นนั้นหรือ...จะให้แม่ทำอย่างไรดีเหยาจู แม่กลัวว่าเ้า...”น้ำเสียงของมารดาสั่นเครือ
ส่วนฟ่านหนิงนั้นชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถอนใจเบาๆ ดวงตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่เข้าใจอะไรที่ชาติที่แล้วไม่เคยเกิด ครานี้กลับเกิดขึ้นจนได้นางกุข่าวลือขึ้นมาเองจึงไม่ได้หวาดกลัว แต่สุดท้ายก็เลี่ยงเองไม่ได้โชคชะตานี้ช่างเล่นตลกเสียจริง ฟ่านหนิงเพียงแค่นหัวเราะในลำคอ “หนีไม่พ้นแล้วสินะ”
กลับกันตามที่ข่าวว่าฟ่านหนิงจะต้องเดินทางไปกับคณะทูตอย่างเลี่ยงไม่ได้แพร่ออกไปเรือนเล็กของอนุเฉิงกับบุตรีฟ่านลี่ได้ยินข่าวต่างก็รีบปิดประตูหัวเราะเยาะลับหลังเสียงดัง “เช่นนี้ก็ดีสิถ้าคุณหนูใหญ่ติดโรคสตรีกลับมา จะดูว่านางยังเชิดหน้าชูคออยู่ได้อีกหรือไม่หากตั้งครรภ์ไม่ได้ จะมีบุรุษผู้ใดกล้ารับนางเป็ภรรยาอีก”
รุ่งเช้าของวันออกเดินทางวังหลวงคลาคล่ำด้วยขุนนางและเหล่าทหารที่มารวมตัวอยู่หน้าประตูวังใหญ่เสียงฆ้องกลองประสานกับเสียงกีบม้าที่กระทบพื้นหินดังขึ้นเป็จังหวะ รัศมีทองจากดวงอาทิตย์อาบท้องฟ้าเหนือยอดกำแพงสูงให้บรรยากาศทั้งสง่างามและวิจิตรพร่างพราย
ภายในท้องพระโรงพื้นพรมแดงทอดยาวไปยังบัลลังก์ัเสนาบดีฟ่านในชุดคลุมสีน้ำแดงเืนกตามพิธีการปักลายทองก้าวออกมาข้างหน้าถัดไปคือถังหยวนที่สวมชุดขุนนางสีเขียวเข้มอย่างภูมิฐาน และจ้าวจวิ้นหยางในชุดสีนิลเข้มขลิบทองประดับและด้านหลังสุดมีฟ่านหนิงในอาภรณ์สตรีคุณหนูขั้นหนึ่งชุดผ้าไหมสีน้ำเงินครามปักลายวิจิตรด้วยดิ้นเงิน ดูงามสง่าผสมความอ่อนหวานผมถูกรวบครึ่งศีรษะประดับด้วยปิ่นทองและประดับมุกที่ผม
ฮ่องเต้ผู้นั่งบนบัลลังก์พระพักตร์สงบสุขุมทอดพระเนตรผู้ที่ได้รับแต่งตั้งที่กำลังจะออกเดินทางสายพระเนตรไล่ไปยังเสนาบดีฟ่าน ถังหยวน และจ้าวจวิ้นหยางทีละคนพลางกล่าว “การเดินทางครั้งนี้เป็เื่สำคัญยิ่งไม่เพียงเพื่อสานสัมพันธ์กับแคว้นมู่ก่านที่เป็มิตรมานานแต่ยังเป็ศักดิ์ศรีของแคว้นเรา”พระสุรเสียงทุ้มกังวานก้องไปทั่วท้องพระโรง“เสนาบดีฟ่าน เ้าเป็ผู้าุโข้าเชื่อมั่นว่าความรอบคอบของเ้าจะทำให้ทุกอย่างราบรื่น ถังหยวนเ้ารอบรู้ด้านพิธีการและอักษรศาสตร์ จงใช้ความสามารถนั้นให้เป็ประโยชน์ส่วนเ้าจ้าวจวิ้นหยาง…”
จ้าวจวิ้นหยางก้าวออกมาโค้งคำนับ “พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าจงนำคณะทูตนี้ไปอย่างองอาจแสดงให้เห็นว่าแคว้นต้าหลิงเฉิงของเรายิ่งใหญ่เพียงใด”
จ้าวจวิ้นหยางก้มหน้าพร้อมยิ้มบางๆตอบรับเสียงดังฟังชัด “กระหม่อมจะดูแลชาวคณะและให้การเดินทางนี้ราบรื่นพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นสายพระเนตรของเทียนซางฮ่องเต้ก็เหลือบมองไปยังฟ่านหนิงก่อนเอ่ยช้าๆ“บุตรีสกุลฟ่าน เ้าคือสตรีผู้แทนของแคว้น จงวางตนให้สมฐานะแสดงให้เห็นว่าสตรีแคว้นเรามีทั้งกิริยาและปัญญา หาได้อ่อนด้อยไม่”
ฟ่านหนิงก้มศีรษะลงอย่างรักษากิริยา
หลังรับโอวาท ทุกคนก็พร้อมใจกันคำนับจากนั้นออกจากท้องพระโรงเพื่อไปกลับเข้าขบวนที่ลานหน้าวังขบวนรถม้าและกองทหารยืนเรียงรายอย่างเป็ระเบียบผู้คนต่างสาละวนตรวจสอบสัมภาระและจัดแถว เสียงม้าวิ่งเหยาะๆ เสียงคนสั่งการดังระงม
ในจังหวะที่ฟ่านหนิงกำลังยืนมองรถม้าของตนเองอย่างพิจารณาจ้าวจวิ้นหยางก็เดินเข้ามาพร้อมท่าทีคล้ายกำลังตรวจความเรียบร้อยให้ เขายกมือไพล่หลังยืนเชิดหน้ามองไปรอบๆ ก่อนปรายตาไปยังฟ่านหนิงที่กำลังเม้มริมฝีปาก
“ครั้งนี้ลำบากคุณหนูใหญ่สกุลฟ่านแล้วกระมัง” น้ำเสียงของเขาเจือเย้าแหย่ “ต้องเสี่ยงชีวิตไปกับผู้นำคุ้มกันฝีมือด้อยเช่นข้าเสียด้วย”
ฟ่านหนิงเหลือบตาไปอย่างรำคาญแววตาวูบหนึ่งเกือบจะเถียง แต่ก็กลืนถ้อยคำลงในลำคอ นางกอดพัดงาช้างไว้แน่นคิดในใจว่าน่ารำคาญนัก! คนผู้นี้จะกวนประสาทข้าไปถึงไหนกันเล่าทว่าปากกลับเอ่ยเสียงเรียบ “ซื่อจื่ออย่าพูดเช่นนั้นเลยเ้าค่ะต้องลำบากท่านแล้ว ข้าฝากชีวิตไว้กับท่านด้วย”
ถ้อยคำฟังราวกับยอมจำนนหากแต่ในใจนางกำลังสาปแช่ง ‘ฝากชีวิตกับเ้าหรือ? เท่ากันข้าฝากเ้ากับพญายมเสียมากกว่า!’
แต่จ้าวจวิ้นหยางไม่รู้ความในใจหญิงสาวพอได้ยินกลับชะงักเล็กน้อย ดวงตาที่มักวาววับด้วยความยียวนพลันมีแววประหลาดใจริมฝีปากขยับคล้ายจะพูดอะไร แต่สุดท้ายกลับเพียงพยักหน้าเก้ๆ กังๆ “อืม...เ้าก็อย่าดื้อนักแล้วกัน” ว่าจบเขาก็สะบัดหน้าหนี เดินออกไปด้วยท่าทีแข็งกร้าวส่งผลให้แผ่นหลังดูประหลาดนัก
ฟ่านหนิงมองตามแล้วถอนหายใจก่อนก้าวขึ้นรถม้าครั้งนี้นางพาจางไป๋ซินติดตามรับใช้ส่วนตัวแทนหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยต่างชาติที่แล้วและมีเฟิงซวนที่เป็บ่าวชายอีกคนที่นางรบเร้าท่านพ่อให้เขาติดตามรับใช้บิดาอีกคนเพื่อจะได้เรียกใช้ง่ายได้ง่ายๆคนอื่นอาจไม่รู้แต่นางรู้ว่าคณะทูตครั้งนี้มีกลิ่นอายพิฆาตซ่อนอยู่
การเดินทางอันยาวไกลเริ่มต้นขึ้นขบวนรถม้าและทหารอารักขาเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงอย่างสง่างามแตรที่ดังขึ้นเป็สัญญาณการออกเดินทางก้องกังวานไปไกลเป็เสียงอวยพร
หลังพ้นเขตประตูเมืองมาแล้วฟ่านหนิงเอนตัวลงกับเบาะที่นั่งอยู่ภายในรถม้าจนเป็กึ่งนั่งกึ่งนอนพลางโบกพัดผ้าไหมขนาดเล็กในมือเบาๆการเดินทางที่ยาวนานนี้ไม่ใช่เื่น่าตื่นตาตื่นใจเพราะถ้าให้เอ่ยเหตุผลก็เพราะนี่เป็ครั้งที่สอง กลับกันยิ่งคิดว่าน่าเบื่อเสียอีก
หลายสัปดาห์กว่าจะถึงมู่ก่านและต้องนั่งหัวสั่นหัวคลอนเช่นนี้ทุกวัน‘เฮ้อ...จะไม่เบื่อหน่ายได้อย่างไร’ ฟ่านหนิงทอดถอนใจร่างเอนอิงเบาะนุ่มที่บุด้วยกำมะหยี่สีครามอ่อนด้านข้างมีผลไม้ที่สาวใช้จัดใส่ถาดมาวางไว้ นางหยิบองุ่นขึ้นมาลูกหนึ่งใส่ปากเคี้ยวเบื่อๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงทิวทัศน์ต้นไมู้เาสลับกันไปมาไม่รู้จักจบสิ้น
แต่ถึงกระนั้นอีกความคิดหนึ่งในใจผุดขึ้น‘ว่าไปก็ดีเหมือนกันที่ได้มา’ ถ้าไม่มาเ้าระบบนั่นคงสั่งให้นั่งทำหน้าที่สะพานเชื่อมให้หานอี้เหอกับถังหลันชิงอยู่ที่เมืองหลวงไม่มีวันหยุดพักแบบนั้นคงอารมณ์เสียทุกวันแน่!
เมื่อนึกถึงระบบฟ่านหนิงก็นิ่วหน้าเล็กน้อยรีบปัดความคิดทิ้งแล้วเอื้อมเปลี่ยนไปหยิบสาลี่ขึ้นมากัดอีกคำจากนี้เริ่มมาคิดสิ่งที่สำคัญกว่าจะดีกว่า นั่นคือ...การลอบสังหาร
ในชาติที่แล้วแม้ต้าหลิงเฉิงจะมีสัมพันธ์ไมตรีกับแคว้นมู่ก่านแต่ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสียทีเดียว แคว้นเฮยตูที่อยู่ทางทิศตะวันตกไม่พอใจเื่นี้พวกมันจึงส่งมือสังหารออกมา หมายจะสังหารคณะทูต เพื่อขัดขวางสัญญาสันติภาพโชคดีที่ครั้งนั้นหานอี้เหอวางแผนรอบคอบ คณะทูตจึงรอดมาได้
แต่ครั้งนี้ไม่มีทั้งหานอี้เหอและถังหลันชิง...แล้วใครจะเป็ขาทองคำค้ำชูเส้นเื่? ซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวแม้ฝีมือจะไม่ด้อยแต่หากไร้ตัวเอกหญิงคอยเกื้อหนุน เหตุการณ์ก็อาจผิดเพี้ยนใครจะรู้ว่าพวกเราทั้งหมดอาจเป็เพียงตัวประกอบที่ถูกกำจัดทิ้งได้ทุกเมื่อ
ฟ่านหนิงก็มุ่นหัวคิ้วยกมือเท้าคางอย่างครุ่นคิดนางก็ต้องหาทางปกป้องตัวเองได้แล้ว อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทั้งที
หลายวันผ่านไปกลายเป็หลายสัปดาห์เสียงกีบม้าที่ดังก้องโสตแทบเป็เสียงหลอนหูของฟ่านหนิงและของทุกคนในที่สุดเมื่อดวงตะวันใกล้คล้อยต่ำคณะทูตก็ออกจากแคว้นต้าหลิงเฉิงและเคลื่อนเข้าสู่เขตแดนแคว้นมู่ก่าน
เมืองแรกที่อยู่ตรงชายแดนมีนามว่า ‘ฉีหลาน’เมืองนี้เปรียบประตูด่านสำคัญที่ทุกคนต้องผ่านก่อนเข้าสู่แผ่นดินภายในผู้คนในเมืองออกมาต้อนรับกันคึกคัก ริมถนนสองข้างถูกประดับด้วยธงหลากสีและดอกไม้สดเสียงฆ้องกลองดังสนั่นหวั่นไหวต้อนรับขบวนทูต
ที่ประตูเมืองเ้าเมืองฉีหลานซึ่งมีนามว่า‘เสวียนอู่’ยืนรอต้อนรับเขาเป็บุรุษร่างสูงใหญ่ รูปหน้ายิ้มแย้มเป็มิตรดวงตาเป็ประกายบ่งบอกถึงความเจนจัดในราชการ
เสวียนอู่ก้าวออกมาพร้อมขุนนางท้องถิ่นอีกหลายคนต่างสวมชุดทางการประจำแคว้นมู่ก่านที่เน้นผ้าแพรสีเข้มปักลวดลายขนนกและสัตว์ป่าเขายกมือตรงอก ค้อมศีรษะต้อนรับ “ขอต้อนรับคณะทูตจากแคว้นต้าหลิงเฉิงข้ามีนามว่าเสวียนอู่ เ้าเมืองฉีหลานรู้สึกเป็เกียรติยิ่งที่ได้รับเกียรติให้ต้อนรับท่านทั้งหลาย”
เสนาบดีฟ่านก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ใบหน้ายิ้มอย่างสุขุม“ท่านเ้าเมืองมีน้ำใจนัก ขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่นนี้”
ถังหยวนเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ “เสียงฆ้องกลองและธงหลากสีที่ประดับสองข้างถนนสวยงามยิ่ง”
จากนั้นสายตาของเสวียนอู่เลื่อนไปยังจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนอยู่ด้านหน้าเกราะเบาของเขาเปล่งประกายสะท้อนแสงอาทิตย์สุดท้าย ร่างสูงสง่าเด่นกว่าใคร “ผู้นำคุ้มกันครั้งนี้คงเป็ท่านกระมัง? ได้ยินมาว่าท่านเป็ซื่อจื่อหลินฝูโหวผู้มีฝีมือเป็เลิศคณะทูตของต้าหลิงเฉิงย่อมปลอดภัยไร้กังวล”
จ้าวจวิ้นหยางยักคิ้วเล็กน้อยรอยยิ้มเจือความมั่นใจประดับใบหน้า “ครั้งนี้มาแวะพักที่ฉีหลานก็ต้องพึ่งท่านเสวียนอู่แล้วพวกเรารบกวนท่านเ้าเมืองด้วย”
คำตอบฟังเหมือนถ่อมตนแต่ความจริงไม่ปฏิเสธคำชมสักนิดทั้งสายตาของเขากลับทอประกายมั่นอกมั่นใจยิ่งยวดทำเอาขุนนางมู่ก่านบางคนที่ยืนอยู่ข้างเสวียนอู่ถึงกับแปลกใจไม่รู้ว่าซื่อจื่อแห่งหลินฝูโหวจะเป็บุคคลที่น่าสนใจเช่นนี้
เสวียนอู่หัวเราะเบาๆ “เด็กหนุ่มรุ่นใหม่ช่างห้าวหาญคืนนี้ข้าได้เตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ที่จวน หวังว่าทุกท่านจะไม่ปฏิเสธ”
“เป็เกียรติของพวกเรายิ่ง” เสนาบดีฟ่านเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
ขบวนจึงเคลื่อนเข้าสู่เมืองท่ามกลางสายตาผู้คนที่มุงดูอย่างสนใจ
ฟ่านหนิงที่อยู่ในรถม้าไม่ได้ออกไปร่วมบทสนทนากับเ้าบ้านรอจนขบวนเคลื่อนที่นางถึงแอบโผล่หน้าออกมามองเล็กน้อยชมภาพงานต้อนรับอึกทึกเต็มสองข้างทางทำอย่างที่ชาติที่แล้วไม่ได้ทำ
จนเมื่อคณะทูตเดินทางต่อมาถึงจวนเ้าเมืองฟ่านหนิงถูกจัดให้อยู่ในเรือนแยกอีกด้านหนึ่งของจวนเนื่องจากนางเป็สตรีเพียงคนเดียวในคณะทูตเรือนพักสงบเงียบรายล้อมด้วยสวนไผ่ ลมเย็นพัดกรูเข้ามาเบาๆทำให้ได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันเป็ระยะ
หลังจากบ่าวหญิงของจวนจัดแจงห้องพักเรียบร้อยแล้วฟ่านหนิงก็นั่งลงบนเก้าอี้ริมโต๊ะเล็กพลางทอดสายตามองเปลวตะเกียงที่ส่องสว่างอยู่ตรงหน้า ความทรงจำในชาติที่แล้วค่อยๆผุดขึ้นมา เหตุลอบสังหารครั้งนั้นเริ่มขึ้นที่เมืองฉีหลานนี่เองที่เริ่มที่นี่เพราะหากคณะทูตจากต้าหลิงเฉิงถูกสังหารในเขตแคว้นมู่ก่านฝ่ายนั้นย่อมต้องรับผิดชอบในความหละหลวมสิ่งนี้จะทำให้สัมพันธ์อันดีระหว่างสองแคว้นต้องแตกหักจึงไม่แปลกที่แคว้นเฮยตูจะลงมือทันทีที่มีโอกาส
ครั้งก่อนนางยังจำได้หานอี้เหอเหมือนรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเพราะสายสืบของเขาสืบเจอข้อมูลการแฝงตัวของสายลับเฮยตูอยู่ก่อนแล้วเขาจึงเตรียมยาสำหรับป้องกันพิษไว้ให้ทุกคนในคณะดื่มก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงจากนั้นเขาก็รอเวลาดักจับสายลับได้ทันที แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม ไม่มีหานอี้เหอไม่มียาป้องกันพิษ ทุกอย่างต้องอาศัยตาของนางสอดส่องเอง
ฟ่านหนิงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ถอนหายใจยาวจะไปบอกจ้าวจวิ้นหยางไปก็คงไร้ประโยชน์ เขาไม่ยอมฟังนางแน่ตลอดทางที่ผ่านมาทั้งสองจะพูดคุยกันดีๆ ด้วยสักประโยคก็ไม่เคยได้สำเร็จเขามีแต่จะกวนอารมณ์นางไม่หยุด
ความทรงจำในระหว่างการเดินทางมีแต่น่าหงุดหงิดใจเช่นตอนที่นางนั่งหลับในรถม้าพิงหน้าต่าง แต่เขากลับเคาะผนังรถม้าแล้วพูดเสียงดัง “คุณหนูใหญ่ฟ่าน นั่งพิงเช่นนั้นระวังตกลงมานะข้าไม่อยากรับผิดชอบ เพราะยิ่งข้าเป็ผู้คุ้มกันที่หละหลวม” คำเตือนก็เื่หนึ่งแต่การที่บุรุษตามมาค่อนขอดนางตลอดทางนี่มันอย่างไร
หรือบางครั้งเมื่อถึงเวลาพักกลางทางฟ่านหนิงเพียงก้าวลงจากรถม้า เขาก็ยื่นน้ำชาให้พร้อมรอยยิ้มยียวน “เดินทางรอนแรมเช่นนี้คุณหนูผู้สูงศักดิ์คงเหนื่อยรับน้ำชาจากข้าเถิด อย่างไรเสีย ข้าก็เป็เพียงผู้นำคุ้มกันด้อยฝีมือจะทำสิ่งใดได้ดีไปกว่านี้อีก”ทั้งที่ผ่านมาเกินสัปดาห์แล้วเขาจะเอาเื่เก่ามาพูดไม่หยุด
แต่ละคำของเขาช่างน่าหงุดหงิดฟ่านหนิงเองถึงกับเคยไล่เสียงแข็ง “หากไม่มีธุระก็ไปให้พ้นเถิดข้าอยากอยู่เงียบๆ” ทว่ายิ่งนานไปทุกครั้งที่นางไล่เขากลับยิ่งหัวเราะพอใจราวกับสิ่งนั้นคือคำเชื้อเชิญให้มาใหม่อีกหนจนนางเองหมดแรงเถียงด้วย
เพราะเหตุนี้ฟ่านหนิงจึงคิดว่าต่อไปจะพึ่งตนเองมากกว่าจะฝากความหวังกับชายหนุ่มผู้นั้นถึงอย่างไรนางก็มิได้ตัวเปล่า นอกจากความทรงจำชาติก่อน ตนยังมีจางไป๋ซินกับเฟิงซวนบ่าวสองคนที่คอยติดตามอย่างน้อยก็ช่วยเป็หูเป็ตาได้บ้าง
เวลาค่ำมาเยือนท้องฟ้าเหนือเมืองฉีหลานแต่งแต้มด้วยแสงดาว งานเลี้ยงต้อนรับถูกจัดขึ้นที่หอใหญ่กลางจวนเ้าเมืองแสงโคมไฟสว่างไสวส่องไปทั่ว เหล่าขุนนางและทหารต่างเข้าประจำที่บรรยากาศคึกคักยิ่งนัก
ฟ่านหนิงในชุดผ้าคลุมยาวสีแดงสดเดินออกมาจากเรือนสีแดงนั้นขับผิวขาวดุจหยกของนางให้โดดเด่นราวกับดอกเหมยแรกแย้มในหิมะ ทั้งนางยังประดับปิ่นทองประดับทับทิมบนมวยผมเครื่องประดับระยิบระยับล้อแสงสะท้อนของโคมไฟ
เมื่อฟ่านหนิงย่างก้าวเข้าสู่ห้องโถงทุกสายตาก็หันมาจับจ้องทันทีด้วยความโดดเด่นเป็หนึ่งยิ่งเป็ที่รู้กันว่าบุตรีเสนาบดีฟ่านเป็หญิงงามเลื่องลือแม้จะคาดหวังเื่รูปโฉมแต่หลายคนก็ไม่คิดว่าจะเหนือความคาดหมายไปอีกโดยเฉพาะบุตรชายของเ้าเมือง เขาเป็บุรุษหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ รูปงามสมบูรณ์คนหนึ่งเมื่อสายตาสบเข้ากับร่างสตรีชุดแดงชาดตรงหน้า เขาถึงกับตะลึงงันริมฝีปากขยับคล้ายจะเอ่ยคำชมแต่กลับไร้เสียงออกมา
ทว่าเ้าของร่างงามกลับมิได้สนใจแม้แต่น้อยฟ่านหนิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมกวาดไปทั่วห้องโถงนางมิได้ใส่ใจสายตาตะลึงชมเชยของผู้ใดสิ่งที่สนใจมีเพียงการจับสังเกตมือสังหารที่อาจแฝงกายอยู่ท่ามกลางผู้คน
คราวนั้นหานอี้เหอรู้ก่อนจึงเตรียมการไว้ล่วงหน้านางเพียงยืนดูยังรู้สึกมั่นใจ แต่ตอนนี้นางมีเพียงสายตาตัวเอง เริ่มสังเกตบ่าวไพร่ที่เดินยกอาหารเข้ามานางพยายามมองว่าใครมีท่าทางพิรุธ และหาคนที่พอจำได้รางๆ ถึงรูปลักษณ์
เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นขุนนางทั้งสองฝ่ายเริ่มสนทนากันอย่างรื่นเริงจ้าวจวิ้นหยางนั่งอยู่แถวหน้าเขามีสีหน้าสงบ แต่สายตาเฉียบคมของเขากลับกวาดไปรอบงานอยู่ไม่ขาดเช่นกันราวกับเขาเองก็จับตามองสิ่งผิดปกติไม่ต่างจากฟ่านหนิง
บรรยากาศงานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครงแต่นางรู้ว่าคืนนี้จะไม่ใช่คืนที่สงบสุขแน่