ด้านเฟิงหมิงอวี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคืบหน้าเท่าไรนักด้านหลี่ฮ้วนกลับดูแปลกไป
พื้นเพของตระกูลเขาถูกหนานหมิงเหอตรวจสอบจนไม่มีสิ่งใดเหลือดูเหมือนจะเป็นเพียงคนที่เกิดในตระกูลที่มีฐานะดีทั่วไป ไม่มีความพิเศษใด
ในเมื่อหาไม่เจอ เช่นนั้นก็ต้องหาต่อไปรอจนกว่าจะตรวจสอบเจอ... ทว่าก็ไม่ได้ถือว่าไม่ได้อะไรเลยสักอย่างเสียทีเดียวหลี่ฮ้วนสามารถซ่อนเบื้องหลังของเขาเอาไว้ได้อย่างมิดชิด แสดงให้เห็นว่าเขามีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
ด้านนี้มิพบสิ่งใดแต่ด้านหลี่ฮ้วนกลับมีการเคลื่อนไหวใหม่
หลี่ฮ้วนเปลี่ยนห้องพักใหม่
เพราะเรื่องไป๋ฝูฉวีที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้อานหยางรู้สึกโกรธยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าไป๋ฝูฉวีเป็นเพียงดอกถูซือที่อ่อนแอแต่คิดไม่ถึงเลยว่าไป๋ฝูฉวีจะมีแผนการที่ซ่อนเร้นเช่นนี้ นี่ถือเป็นการเรียกร้องที่มากจนเกินไป
เพราะตัวตนของนางถูกเฉินเหลียนเอ๋อร์เปิดเผยออกมายามนี้ในอาคารทางเหนือเมื่อเห็นนางก็ล้วนแต่พากันหลีกหนี ข่าวแพร่สะพัดไปถึงอาคารทางใต้บัณฑิตชายจำนวนไม่น้อยต่างก็พากันหัวเราะเยาะนาง
นางไม่ต่างอะไรไปจากหนูตามท้องถนนที่โดนผู้คนขับไล่ตนเองรู้แก่ใจดีว่ามิอาจอยู่ในสถานศึกษาตระกูลหยวนได้อีกต่อไป ชั่วชีวิตนี้ตนมิอาจแต่งงานกับเหล่าชายหนุ่มมากความสามารถในสถานศึกษาแห่งนี้ได้อีกมิสู้ใช้ความอับอายจากการโดนอานหยางควบคุมที่ตนมีให้เกิดประโยชน์ขอเงินจากอานหยางสามวันทีห้าวันที ภายหลังก็ยังเป็นที่พึ่งพาข้างตัวได้
รอจนเก็บหอมรอมริบได้มากขึ้นนางก็ค่อยลาออก นำเงินที่ได้เหล่านี้ไปแสวงหาหนทางที่ดีกว่า
แต่ไป๋ฝูฉวีไม่คิดว่าความอดทนของอานหยางที่มีต่อตนได้หมดไปตั้งนานแล้วเรื่องการขอเงินนี้แค่ครั้งสองครั้งยังพอไหว ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้าก็ทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยง
เพราะความโลภของไป๋ฝูฉวีทำให้อานหยางรู้สึกเบื่อหน่ายคิดว่าตนที่เป็นถึงคุณชายของตระกูลอานกลับต้องโดนสตรีต่ำต้อยเช่นนี้บังคับทั้งคำพูดและการกระทำของเขาที่ออกมาจึงล้วนแฝงความโกรธออกมาด้วย
เมื่อรวมกับนิสัยเดิมที่เป็นนิสัยคุณชายของเขาจึงเป็นเรื่องยากที่จะปรับให้เข้ากันได้ สหายร่วมหอพักของเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเขาจึงได้เจรจาสัมพันธ์เปลี่ยนห้องพักใหม่กับผู้อื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และผู้ที่เปลี่ยนห้องมาก็บังเอิญเป็นหลี่ฮ้วน
พูดไปแล้วก็น่าสนใจหลี่ฮ้วนและอานหยางต่างมีรสนิยมที่ตรงกัน ทั้งสองคนจึงกลายเป็นสหายรักกันภายในเวลาอันรวดเร็ว
และสิ่งที่เชื่อมทั้งสองคนเข้าด้วยกันก็คือเยี่ยนเจาเจา...หลี่ฮ้วนเองก็คิดว่าเยี่ยนเจาเจาเป็นคนน่ารัก ความชอบเกิดขึ้นมาในหัวใจ แต่ก็ได้เพียงคิดว่าเยี่ยนเจาเจาคือสิ่งที่มองได้ทว่าไม่สามารถจับต้องด้วยเหตุนั้นเขาจึงได้เป็นสหายรักของอานหยาง ทำให้หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ออก
ในเวลาเดียวกันพิษในร่างกายของเฉินโยวหนิงก็ถูกกำจัดออกไปหมดแล้วไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังไหวตัวแล้วหรือยัง แต่ก็ไม่ได้ทำสิ่งใดต่ออีกไม่มีแม้แต่ร่องรอยหลงเหลือไว้ให้สืบหาต้นตอ
เดือนเก้าเป็นเดือนเกิดของหนานหมิงเหอเยี่ยนเจาเจาตั้งใจขอวันหยุดจากสถานศึกษาตระกูลหยวนหนึ่งวัน เพื่อลงมือทำขนมมอบให้หนานหมิงเหอด้วยตัวเอง
เยี่ยนเจาเจาเป็นคนประเภทที่ทำได้ดีไปเสียทุกอย่างยกเว้นสิ่งเดียวคือไม่มีฝีมือในการทำอาหารเลยแม้แต่น้อย
อาหารของเยี่ยนเจาเจาเมื่อชาติก่อนแม้แต่เหลียงอินก็ยังกลืนไม่ลงในชาตินี้ก็คงไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน ขนมที่ทำอย่างไร้ประสบการณ์ของนาง หน้าตาไม่ต่างไปจากครั้งที่แล้วสักเท่าไร
เยี่ยนเจาเจามอบมันให้พี่ชายของตนได้ลิ้มลองหนานหมิงเหอกัดเข้าไปสองคำก็บอกเพียงว่าอร่อยมาก และยังบอกเยี่ยนเจาเจาด้วยว่าให้เอากลับไปให้เขาด้วย
เยี่ยนเจาเจาเกิดความรู้สึกประทับใจทั้งหมดที่มีล้วนมอบให้เขาไปหมดแล้ว กระทั่งตัวนางเองยังนึกสงสัยว่ารสชาติของมันเป็นอย่างไรกันแน่จึงแอบเหลือเอาไว้สองชิ้น พอกัดเข้าไปคำเดียวก็เกือบจะอาเจียนออกมา
นางใส่น้ำตาลมากเกินไป ไม่เพียงไม่อร่อยแต่ยังหวานยิ่งนักกัดขนมหวานเพียงคำเดียวแต่ต้องดื่มน้ำตามถึงสี่อึก ไม่รู้เช่นกันว่าหนานหมิงเหอกัดเข้าไปสองคำเหตุใดสีหน้าถึงไม่เปลี่ยนหัวใจถึงไม่เต้นกัน
เยี่ยนเจาเจาคิดทบทวนเกี่ยวกับตัวเองแม้จะไม่สามารถเทียบกับร้านขายขนมหรือเหลาอาหารได้ แต่เจ้าขนมหวานนี่รสชาติก็ไม่อร่อยเอาเสียเลยเกรงว่าหากในอนาคตไม่มีคนทำอาหารให้ทาน นางอาจจะอดตายไปเลยก็เป็นได้
ช่วงหนึ่งเดือนนี้เยี่ยนเจาเจาผ่านไปด้วยความสบายใจไป๋ฝูฉวีเองก็ค่อยๆ เก็บเงินอย่างมีความสุข เฉินเหลียนเอ๋อร์แอบเฝ้ามองไป๋ฝูฉวีพบกับเรื่องร้ายในมุมมืดอานหยางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรืออาจกล่าวได้ว่าหลายครอบครัวมีความสุขแต่ขณะเดียวกันก็มีหลายครอบครัวมีความทุกข์
ทว่าหลังจากเทศกาลล่าสัตว์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงในที่สุดกรรมตามสนองของไป๋ฝูฉวีที่เยี่ยนเจาเจาเฝ้ารอก็มาถึง... ไพ่ตายใบสุดท้ายของเฉินเหลียนเอ๋อร์ปรากฏแล้ว
ไป๋ฝูฉวีได้รับจดหมายหนึ่งฉบับเป็นจดหมายที่มารดาไป๋ส่งมา บอกว่าไม่รู้เหตุใดจู่ๆ นางก็ติดเชื้อโรคประหลาดร้ายแรงร่างกายรู้สึกไม่สบาย ต้องการให้ไป๋ฝูฉวีเดินทางกลับไปดูแลนาง
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในครอบครัวอีกทั้งเนื้อหาที่เขียนในจดหมายก็ยังเป็นน้ำเสียงที่ท่านแม่ใช้ ไป๋ฝูฉวีไม่ได้เกิดความสงสัยใดจึงขอลากลับบ้านด้านสถานศึกษาก็อนุญาตด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผลนี้
เพราะมารดาไป๋มีไป๋ฝูฉวีเป็นที่พึ่งเพียงคนเดียวนางจึงมาเช่าเรือนที่อยู่ในเมืองเล็กๆ บริเวณตีนเขาของสถานศึกษาตระกูลหยวน ไป๋ฝูฉวีจะได้สะดวกเวลาไปหานาง
ไป๋ฝูฉวีใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่นาน เพียงครึ่งเดือนก็กลับมาแล้วแต่ข่าวที่หนานหมิงเหอได้รับมาบอกว่า ระหว่างทางที่ไป๋ฝูฉวีเดินทางได้พบกับกลุ่มผู้ลี้ภัย
นางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ หน้าตาสวยงามราวบุปผาหยกอีกทั้งยังมีกิริยาอ่อนโยนน่าสงสาร เมื่อได้พบกับเหล่าคนที่ตบตาแฝงเล่ห์กลราวกับผ้าปิดหนังสุนัขเหล่านั้นได้พบสิ่งใดเข้าไม่ต้องจินตนาการก็ย่อมรู้ดี
หากไม่ใช่เพราะคนของหนานหมิงเหอรู้ว่าเจ้านายของตนไม่ต้องการให้ไป๋ฝูฉวีตายอย่างง่ายดายเกินไป ก็คงไม่แอบช่วยนางออกมาเป็นแน่มิฉะนั้นยามนี้เกรงว่าแม้แต่กระดูกก็คงไม่เหลือ
เยี่ยนเจาเจาถามหนานหมิงเหอว่าตอนนี้ไป๋ฝูฉวีเป็นอย่างไรหนานหมิงเหอพูดเพียงไม่กี่คำ นอกจากนั้นก็ไม่ได้บอกให้เยี่ยนเจาเจารู้อีก
“สภาพที่เห็นทำให้ผู้คนโกรธจนผมชี้”
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้เยี่ยนเจาเจาไม่ได้ถามอะไรออกไปอีก
ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้เป็นผู้จัดการวางแผนนางใช้แค่คำว่าบังเอิญ
ไป๋ฝูฉวีเองก็เป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมมากเช่นกันหลังจากพบเจอเรื่องราวที่น่ากลัวเช่นนั้น นางก็ยังเดินทางกลับมาเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนต่อเข้าเรียนรายวิชาตามปกติ มองอย่างผิวเผินก็ยังดูไม่ออกว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับนาง
หากมิใช่เพราะวันหนึ่งเยี่ยนเจาเจาได้เห็นรอยฟกช้ำที่หน้าผากของนางนางก็ยังมีสภาพที่เหมือนกับคนทั่วไป
ไป๋ฝูฉวีเองก็มิใช่คนโง่ เมื่อลองไตร่ตรองดูนางก็รู้ได้ว่ามีคนคิดร้ายกำลังวางแผนโดยมุ่งเป้ามาที่นางในช่วงเวลาสั้นๆ นางคิดไม่ออกว่าเป็นฝีมือของเฉินเหลียนเอ๋อร์หรือว่าอานหยางดังนั้นนางจึงทำได้เพียงหยุดความคิดนั้นเอาไว้เป็นการชั่วครู่
จากเหตุการณ์นี้ทำให้ไป๋ฝูฉวีได้รับบาดเจ็บเยี่ยนเจาเจาเองก็ปล่อยให้นางตายเช่นนี้ไม่ได้ เช่นนั้นจึงให้คนแอบนำยาบำรุงไปใส่ในชาและอาหารของนาง
ซึ่งในเวลาเดียวกันเยี่ยนเจาเจาก็พบว่ามีคนแอบเพิ่มบางอย่างลงไปในชาและอาหารของไป๋ฝูฉวีด้วยเช่นกัน
มิใช่ใครอื่นแต่เป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์
ยาที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ใส่ลงไปไม่ใช่ยาพิษแต่เป็นยากระตุ้นเสริมและบำรุงกำลังชั้นดี
ทว่าสรรพคุณของมันกล่าวออกไปก็เป็นเรื่องน่าขำล้วนเป็นอวี้จู๋ ตังกุย โต่วต๋ง ข้อกระดูก ฝูหลิง หวงฉวีและไป๋จู๋ แม้เยี่ยนเจาเจาจะไม่รู้เรื่องยาก็ยังดูออกว่ายาเทียบนี้เป็นยาที่ใช้สำหรับการบำรุงครรภ์
บำรุงครรภ์?
เช่นนั้นก็น่าสนใจขึ้นมาหน่อยแล้ว
คืนนั้นไป๋ฝูฉวีและอานหยางไม่ได้มีอะไรเกินเลยเช่นนั้นก้อนเนื้อที่อยู่ในท้องของนางเป็นบุตรผู้ใดจึงถือเป็นเรื่องควรค่าให้คิด
เยี่ยนเจาเจาเดาว่าเดิมทีเฉินเหลียนเอ๋อร์คงต้องการให้ไป๋ฝูฉวีจบชีวิตลงเพราะเหตุการณ์นี้ทว่าไป๋ฝูฉวีกลับไม่ตาย เฉินเหลียนเอ๋อร์จึงเปลี่ยนความตั้งใจต้องการให้ในท้องของไป๋ฝูฉวีมีเมล็ดพันธุ์ที่ชั่วร้ายเกิดขึ้น
หากในท้องของไป๋ฝูฉวีมีสิ่งใดอยู่จริงเช่นนั้นก็คงมีบทละครอีกมากมายให้ร้องเพิ่มแล้ว
หากเฉินเหลียนเอ๋อร์คาดเดาถูกต้องจริงๆว่าไป๋ฝูฉวีตั้งครรภ์จากการประสบเคราะห์ครั้งนี้ ด้วยความเจ้าเล่ห์ของไป๋ฝูฉวี ในยามที่รู้ว่าตนตั้งท้องจะต้องนำเด็กคนนี้ไปโยนใส่อานหยางอย่างแน่นอน
จากแผนการหาเงินของนางก่อนหน้านี้หากได้คลอดเด็กคนนี้ออกมา ก็จะกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีในการหอบเงินก้อนโตจากอานหยาง
ในตอนที่อานหยางหมดความอดทนและกัดกับไป๋ฝูฉวีราวกับสุนัขเช่นนั้นก็ตรงกับแผนการยิงนกครั้งเดียวได้ถึงสองตัวอันน่าพอใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นคนมีความสามารถที่แค่ไม่แสดงออกคนหนึ่งหากผู้คนได้เห็นได้รู้รับรองว่าจะต้องตกตะลึง เพราะนี่เป็นแผนการโจมตีแบบลูกโซ่โจมตีไปที่ผู้ใดผู้นั้นก็ต้องตาย
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
แต่การจะให้เฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นตัวละครเดี่ยวที่ขับร้องนั้นไร้ความหมายเยี่ยนเจาเจาคิดว่าช่วงนี้ชีวิตของเฉินเหลียนเอ๋อร์ผ่านไปอย่างราบรื่นมากเกินไปนางเองก็หาใช่คนที่มีจิตใจดีอะไร ถึงเวลาที่จะต้องเพิ่มปัญหาให้เฉินเหลียนเอ๋อร์แล้ว
เพราะเหตุนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงบอกไป๋ฝูฉวีว่าเหตุการณ์ที่นางโดนลักพาตัวโดยกลุ่มผู้ลี้ภัยนั้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นตอนจบของแผนการที่เฉินเหลียนเอ๋อร์วางเอาไว้อย่างดิบดี
หลังจากที่ไป๋ฝูฉวีรู้เข้าก็โกรธยิ่งนัก
การลงมือของนางโหดเหี้ยมน่ากลัวกว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่น้อยหลังจากที่รู้ว่าเป็นฝีมือของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้กระทำการอย่างบุ่มบ่าม แต่เคลื่อนไหวตามแผนการในรูปแบบเดียวกันกลับไปใช้เงินที่ได้มาจากอานหยางว่าจ้างเหล่าคนเดนตายให้เป็นผู้ลงมือ
ในท้องของไป๋ฝูฉวีมีบุตรอยู่หรือไม่ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดรู้ตัวของนางเองก็ยังมิได้รับรู้ถึงสิ่งนี้ ตอนนี้นางสนใจเพียงเลือดต้องคืนด้วยเลือด
ท่าทีที่แสดงต่อหน้าอานหยางยังคงปกติดีการขอเงินจากอานหยางก็ยิ่งหนักข้อขึ้น ทำให้อานหยางระเบิดความโกรธออกมาอย่างสุดทนด่าว่าไป๋ฝูฉวีนั้นเป็นคนไร้ยางอายต่อหน้าสหายร่วมห้องพักของตนเอง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเกิดเรื่องร้าวฉานระหว่างอานหยางและไป๋ฝูฉวีซึ่งนี่ทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์รู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
นางจึงใช้ข้ออ้างนี้หลอกให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ออกจากสถานศึกษาตระกูลหยวนไม่รู้ควรกล่าวว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นคนปัญญานิ่มหรือโง่งมดี นางใช้วิธีนี้ทำร้ายไป๋ฝูฉวีแต่กลับไม่นึกสงสัยเลยว่านี่อาจจะเป็นแผนการเอาคืนของไป๋ฝูฉวีสุดท้ายแล้วก็ยังออกไปราวกับเป็นคนโง่เขลา
เฉินเหลียนเอ๋อร์น่าเวทนายิ่งกว่าไป๋ฝูฉวีเยี่ยนเจาเจาไม่ได้คิดว่าฝีมือของเฉินเหลียนเอ๋อร์นั้นต่ำช้า พิษจากเหล็กในของต่อไม่นับว่าร้ายแรงพิษร้ายที่สุดคือจิตใจของสตรี ไป๋ฝูฉวีสังหารจิตใจของคน ลงโทษคนผู้นั้นด้วยอุบายของตัวเขาเอง
เมื่อมีเงินจะทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น ระหว่างทางที่เฉินเหลียนเอ๋อร์เดินทางไปยังเมืองหยางโจวก็ถูกคนดักเอาไว้เหล่าผู้รับใช้ที่ติดตามโดนสังหารทิ้งทั้งหมด นางหายสาบสูญไปกว่าสองเดือนกว่าคนในตระกูลจะตามหาพบ
ตอนนั้นใกล้ปิดการศึกษาประจำปีแล้วโดยปกติเวลานี้เฉินเหลียนเอ๋อร์จะส่งจดหมายกลับไปยังจวนของตระกูล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับบ้านในช่วงปีใหม่
ปีนี้กำลังจะปิดการศึกษาแล้วแต่ตระกูลเฉินกลับยังมิได้รับจดหมายส่งไปยังจวนของเฉินเหลียนเอ๋อร์ ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติพวกเขาจึงส่งคนมายังสถานศึกษาตระกูลหยวน ถึงได้รู้ว่าราวสองเดือนก่อนหน้านี้เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ขอลาหยุดบอกว่าที่ตระกูลเกิดเรื่องจึงต้องเดินทางออกจากสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว
เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้กลับจวน และเพราะว่าในสถานศึกษาตระกูลหยวนนางไร้ซึ่งปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าการออกไปครั้งนี้ของเฉินเหลียนเอ๋อร์ นางไปที่ใดกันแน่
เฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวเมื่อคนหายไปแน่นอนว่าจะต้องออกตามหา นางเป็นคนบอกว่าจะออกมาด้วยเหตุผลที่เหมาะสม สถานศึกษาตระกูลหยวนจึงไม่รับผิดชอบตระกูลเฉินจึงทำได้เพียงกัดฟันและกลืนเลือดลงคอไปเท่านั้น
ในตอนที่ตระกูลเฉินตามหาตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์พบนางก็กลายเป็นใบ้และสติฟั่นเฟือนไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
นอกจากไป๋ฝูฉวีและหนานหมิงเหอก็ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากเฉินเหลียนเอ๋อร์โดนพวกเดนตายเหล่านั้นพาตัวไปจะถูกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างไรบ้างมันโหดเหี้ยมทารุณ เป็นความทุกข์ทรมานมากกว่าที่ไป๋ฝูฉวีได้รับเสียอีก