เมื่อสองร่างเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตแห่งการประลอง เสียงประกาศเย็นเยียบ พลันดังสะท้อนก้องราวกลองศึกจากยอดฟ้า
"เริ่มการประลอง"
สุ้มเสียงหนักแน่นนั้น หาใช่มนุษย์กล่าว แต่เป็นกลไกที่ถูกตั้งค่าไว้แต่กาลก่อน ทว่ากลับก่อบรรยากาศขึงขังขึ้นในชั่วพริบตา
ทันใดนั้น!
เงาร่างมหึมาของอ๋าวหยินห่าวคำรามกึกก้องในอก ดวงตาแผดเผาไปด้วยเพลิงโทสะอันมิอาจดับ เขาแผ่พลังข่มขวัญประหนึ่งพยัคฆ์คำรามถลาลงจากยอดผา พุ่งเข้าใส่อวี้เหวินโดยไม่รีรอ!
ตูม!
พื้นลานใต้ฝ่าเท้าราวกับสะท้าน อ๋าวหยินห่าวหวังใช้เพียงการลงมือธรรมดา หากแต่หมายมั่นจะบดขยี้อีกฝ่ายให้จมธรณีด้วยหมัดเดียว!
ทว่า...
ร่างในอาภรณ์รัตติกาลดำมืด ดุจวิญญาณร้ายที่ล่องลอยเหนือผืนน้ำ อวี้เหวินขยับกายพลิ้วไหว หลบหลีกคมหมัดอันหนักหน่วงราวสายฟ้าฟาด ท่วงท่าเยือกเย็นดุจจันทราไร้เงา มิเปิดโอกาสให้พลังทำลายล้างสัมผัสแม้ปลายเส้นผม
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะดังกึกก้องกัมปนาท ทุกครั้งที่อ๋าวหยินห่าวปลดปล่อยพลัง อวี้เหวินกลับเคลื่อนกายหลุดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ เหล่าผู้เฝ้ามองต่างกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงจนสุดขีด!
อ๋าวหยินห่าวกระโจนไล่ตามติด พลังภายในร่างราวภูเขาไฟปะทุ โหมกระหน่ำใส่ร่างเงาอย่างบ้าคลั่ง ดุจพญามังกรคลั่งไล่ขย้ำเหยื่อ ทว่าทุกการโจมตีที่หนักหน่วงดุจขุนเขาถล่ม กลับไร้ผล ราวกับตีวายุที่ว่างเปล่า
ในที่สุด เพลิงโทสะที่อัดแน่นในอกก็ปะทุราวเขื่อนแตก!
"เจ้ามันก็ดีแต่ลมปาก!" อ๋าวหยินห่าวคำรามก้อง ใบหน้าถมึงทึงดุจยมทูต คิ้วหนาขมวดจนเกิดรอยลึก "อวดอ้างสรรพคุณ... ถึงคราวประจัญบาน กลับทำได้เพียงหลบเลี่ยงเยี่ยงหนูสกปรก!"
ทว่ามิได้ปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดหวั่นบนใบหน้าเย็นชา อวี้เหวินกลับยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน แววตาคมกริบดุจใบมีด
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเยาะหยันที่บาดลึกถึงวิญญาณ
"ก็ศิษย์พี่เล่นออกแรงราวพายุคลั่ง..." เขายกมือปัดปอยผมดำขลับที่ปลิวไสว "ศิษย์ผู้น้อยก็ต้องรู้จักถนอมตนบ้าง เกรงว่าหากพลาดพลั้งไป จะถูกครหาว่ารังแกผู้อาวุโส... เอ้ย ผู้ที่อ่อนด้อยกว่า"
เปรี้ยง!
วาจานั้นราวอสนีบาตฟาดผ่ากลางใจ อ๋าวหยินห่าว ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ ร่างกายกำยำสั่นสะท้าน พลังอำนาจภายในปั่นป่วนดุจคลื่นทะเลบ้าคลั่ง!
"บังอาจหยามข้าถึงเพียงนี้! ดี! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกถึงความต่ำต้อย!!"
สิ้นคำประกาศก้อง ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานดุจพญาอินทรีโผทะยานจากผาสูง แรงกดดันแผ่ซ่านจนพื้นศิลาแตกร้าวระงม โลหิตในกายสูบฉีด เส้นเลือดเขียวคล้ำปูดโปนทั่วแขนราวขุนเขา พลังอำนาจทวีความรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว!
หมัดมหึมาเหวี่ยงลงมาดุจค้อนเทพ ฟาดฟันอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว!
ทว่า... ครานี้ อวี้เหวินมิได้ล่าถอยอีกต่อไป
ดวงตาคมกริบดุจน้ำแข็งพันปี จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีโลหิตที่กำลังคลั่ง รอยยิ้มบางเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและอำนาจที่ซ่อนเร้น ผุดขึ้นที่มุมปาก อวี้เหวิน ค่อยๆ ขยับหมัดขวาขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นราวขุนเขาเคลื่อน!
หมัดหนึ่งยื่นตรงออกไป!
ตูม!!!
สองหมัดประสานกันกลางลาน เสียงปะทะสนั่นราวฟ้าคำรามสะท้านพื้นหิน! แรงปะทะแผ่กระจายออกรอบทิศทาง ฝุ่นผงคลุ้งฟุ้งจนผู้ชมเบือนหน้าหลบ
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงที่ยังคงก้องกังวาน... ร่างในชุดดำสนิทกลับยังคงยืนหยัดมั่นคง ณ จุดเดิม ดุจขุนเขาที่หยั่งรากลึกมิหวั่นไหว
ส่วนร่างสูงใหญ่ของอ๋าวหยินห่าว... กลับเซถอยหลังติด ๆ กันสามก้าวเต็ม! ใบหน้าถมึงทึงปรากฏร่องรอยแห่งความตึงเครียด กล้ามเนื้อที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้กลับสั่นระริกอย่างควบคุมมิได้ ดวงตาฉายแววเหลือเชื่อจนยากจะปิดบัง
ทั่วทั้งลานประลองพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวป่าช้า...
เหล่าผู้เฝ้ามองต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับอุทานเสียงต่ำด้วยความตกตะลึง
"เขา... เขารับหมัดนั้นได้จริงหรือ?"
"มิใช่แค่รับ... หากแต่ยังสะท้อนพลังกลับไป จนศิษย์พี่อ๋าวต้องถอยร่น!"
อวี้เหวินยืนหยัดสง่าผ่าเผย หยาดเหงื่อผุดพรายบนผิวกายภายใต้ชุดสีดำสนิท แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า ดุจเพลิงที่ซ่อนเร้นภายใต้เงามืด
ริมฝีปากบางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ทว่ากลับทรงพลังราวค้อนเหล็กทุบทำลายจิตใจ
"เป็นเช่นไรเล่า..." เขากระซิบเยาะ "ไหนล่ะ... ความต่ำต้อยที่เจ้ากล่าวมา?"
อ๋าวหยินห่าวก้มลงมองฝ่ามือตนเอง พบว่ากล้ามเนื้อกำยำสั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุม ใบหน้าเคร่งขรึมยิ่งขึ้น แววตาฉายชัดถึงความสงสัยที่กัดกินหัวใจ!
'ไอ้เด็กนี่มัน...'
อ๋าวหยินห่าวคำรามในใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความพิศวง 'ข่าวลือว่ามันอยู่เพียงแค่กำเนิดกายขั้นต้น... พลังที่ปะทะเมื่อครู่ก็มิได้เหนือกว่าขั้นต้น ทว่าเหตุใด... กายเนื้อและหมัดของมันจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?'
ฮึ่ม!
เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องในลำคอแกร่ง กล้ามเนื้อทั่วร่างกำยำขยายใหญ่ขึ้นอีกคราอย่างน่าตกตะลึง
"ถ้าเช่นนั้น... จงรับรู้เสีย! นี่แหละคือพลังที่แท้จริงแห่งกำเนิดกายขั้นสูง!!"
ร่างสูงใหญ่ราวพญาหมีของอ๋าวหยินห่าว แผ่พลังกร้าวกราดออกมาจนพื้นหินแตกร้าวเป็นเส้นสาย ใต้เท้าเขาเกิดเป็นรอยแยกขนาดเล็กหลายสาย เส้นเลือดสีม่วงคล้ำปูดโปนไปทั่วมัดกล้ามดั่งเส้นเถาเหล็ก ดวงตาเปล่งประกายดุจอินทรีโซรมเหยื่อ เปลวไอกดดันจากร่างกายลุกฮือแผ่ซ่านปกคลุมทั่วลานประลอง จนกระทั่งเหล่าผู้ชมที่อยู่ห่างไกลยังต้องชะงักเท้า ถอยร่นด้วยสัญชาตญาณแห่งความหวาดหวั่น!
"ฮ่าาาาาาา!"
เสียงคำรามสะเทือนฟ้าสะท้านดิน!
ในฉับพลันทันที ร่างมหึมาพุ่งทะยานดุจพญาเสือร้ายกระโจนใส่เหยื่อ หมัดใหญ่ดั่งค้อนทุบแท่นศิลา โถมกระหน่ำเข้าใส่ร่างในชุดดำ หมายบดขยี้ให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง!
ทว่า...
อวี้เหวินเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีปรากฏบนใบหน้าขาวผ่อง เขาก้าวเท้าแผ่วเบาเพียงครึ่งก้าว ราวภูตพรายเคลื่อนกายเหนือผิวน้ำ
เปรี้ยง!!!
หมัดอสูรปะทะเข้ากับฝ่ามือเรียวข้างหนึ่งอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท สะท้านสะเทือนไปทั่วลานประลอง แรงปะทะแผ่ซ่านดุจพายุโหมกระหน่ำ ฝุ่นผงคลุ้งฟุ้งบดบังสายตา ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับสร้างความตกตะลึงจนสุดขีด!
ร่างในชุดดำสนิทกลับยังคงยืนหยัดมั่นคง ดุจเสาหินพันปีมิหวั่นไหวต่อพายุ!
เพียงกายเนื้อเปล่าเปลือย มิได้สำแดงแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งเคล็ดวิชา!
เหล่าผู้เฝ้ามองเบิกตากว้างราวไข่ห่าน อุทานเสียงแผ่วด้วยความตะลึงงันจนมิอาจเชื่อสายตาตนเอง
"เจ้า!!" อ๋าวหยินห่าวคำรามลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะ เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ราวหนอนพิษ เขาชักแขนกลับแล้วโหมกระหน่ำเข้าใส่อีกระลอก!
ครานี้กระบวนท่าดุดันและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม! หมัด ศอก เข่า เท้า ถูกปลดปล่อยออกมาดุจพายุคลั่งโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องไร้ซึ่งความปราณี น้ำหนักในทุกการโจมตีหนักหน่วงราวขุนเขาถล่มทลาย มิได้หวังเพียงล้ม หากแต่หมายบดขยี้ร่างตรงหน้าให้แหลกละเอียดจนมิเหลือแม้แต่เถ้าธุลี!
อวี้เหวินสีหน้าเรียบนิ่ง ฝ่ามือเรียวยาวเคลื่อนไหวราวระบำ ปัดป้องสกัดกั้นด้วยท่วงท่าที่ดูเรียบง่าย ทว่าแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึกดุจสายน้ำที่ไหลริน มิปะทะปะทังโดยตรง หากแต่โอบล้อม แปรเปลี่ยน ปิดเปิดช่องว่างในระยะฉิวเฉียด
ทุกครั้งที่ปะทะกัน ร่างกำยำของอ๋าวหยินห่าวจะสั่นสะท้านและถอยร่นไปเพียงเล็กน้อย ดุจเรือน้อยที่ถูกคลื่นซัด ส่วนอวี้เหวินยังคงยืนหยัดมั่นคง ดุจต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกต้านทานพายุ
เสียงปะทะดังก้องเป็นระยะ คลื่นพลังที่ปะทุขึ้นกระแทกใส่เหล่าผู้ชมที่อยู่ใกล้เคียง จนต้องแตกฮือถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความหวาดหวั่น!
สายตาของหลัวเทียนอี้ ผู้ยืนชมอยู่ ณ เรือนพักศิษย์อันดับสาม เบื้องล่างลานประลอง ปรากฏร่องรอยแห่งความประหลาดใจเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบดุจใบมีดของชายหนุ่มเงยขึ้นมองร่างอวี้เหวินที่ยืนหยัดอย่างสง่างาม พลางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"อวี้เหวินผู้นี้... พลังฝีมือพัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้ว..."
น้ำเสียงราบเรียบดุจสายลมไร้ร่องรอย ทว่าลึกลงไปในความเงียบสงบนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความยอมรับที่มิอาจโต้แย้ง
บนลานประลอง
แม้หยาดเหงื่อจะไหลรินอาบใบหน้า อ๋าวหยินห่าวยังคงคำรามก้อง ก้าวถอยหลังเพื่อตั้งหลัก หอบหายใจหนักหน่วงราวสัตว์ร้ายที่เหนื่อยล้าจากการล่าเหยื่อ
ฝูงชนโดยรอบจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวด้วยดวงตาที่กระหายใคร่รู้ ราวกับกลัวว่าหากกะพริบตาเพียงเสี้ยววินาที จะพลาดชมฉากสำคัญ!
ขณะเดียวกัน หลินเซวียน ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากลานประลอง สวมอาภรณ์ครามเข้มขลับ ขนาบข้างด้วยสมุนสองคน ชายผอมสูงหน้าซีดเผือดและชายเตี้ยล่ำตาแคบ เขาประสานมือไว้เบื้องหน้า กำแน่นจนข้อขาวซีด ดวงตาคมดั่งเหยี่ยวจ้องมองฉากเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เด็กน้อยผู้นี้… ไม่ธรรมดาจริงๆ” เขาคิดในใจ
หากเป็นตนที่ต้องยืนอยู่ ณ ที่นั้น ย่อมถูกบดขยี้เสียยิ่งกว่าก้อนดินในพายุฝนเสียอีก
หวนรำลึกถึงคราที่ตนเคยบังอาจยั่วยุชายชุดดำผู้นั้น ณ หอภารกิจ โลหิตในกายหลินเซวียนพลันเย็นเยียบ หัวใจบีบรัดราวถูกคมมีดกรีด ริมฝีปากแห้งผากราวกับกระดาษสา "โชคดี... ช่างโชคดีนักที่ผู้อาวุโสท่านนั้นยื่นมือเข้ายุติการต่อสู้เสียก่อน"
ทว่าในฉับพลันนั้นเอง หลินเซวียนก็เปล่งเสียงตวาดก้องกังวาน!
"พี่ใหญ่! การประลองมิได้ห้ามการใช้ค่ายกล!"
เสียงนี้ดังแทรกกระแสเสียงการต่อสู้อันเร่าร้อน อ๋าวหยินห่าวซึ่งกำลังหอบหายใจถี่พลันชะงัก ดวงตาทอแววสั่นไหว
"จริงด้วย! เหตุใดข้าจึงหลงลืมไปเสียได้! พวกเรามิใช่ศิษย์แห่งหอค่ายกลดอกหรือ!"
เขาเงื้อกำปั้นหนาทุบลงบนศีรษะตนเองเบาๆ ด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะก้าวถอยหลัง ห่างจากร่างเงาในชุดดำอีกคราหนึ่ง
ร่างสูงใหญ่ราวขุนเขาเงาทะมึนบดบังรัศมีสุริยาจนครึ่งหนึ่งของลานประลองตกอยู่ในความมืดมิด ดวงตาคมกริบดุจตาพญาอินทรีจ้องมองอวี้เหวินที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ
ฝ่ามือหนาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการฝึกปรืออย่างหนักหน่วง ค่อยๆ คลี่ออกช้าๆ เพียงครู่เดียว กล่องหยกสีดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นตรงกลางฝ่ามือราวกับเนรมิต
"ค่ายกล..." อวี้เหวินหรี่ดวงตาคมกริบ พึมพำกับตนเอง แววตาฉายประกายความสนใจอย่างมิอาจซ่อนเร้น แม้เขาจะเคยได้ศึกษาตำราว่าด้วยค่ายกลมาบ้าง ทว่ายังไม่เคยได้ประจักษ์แก่สายตาถึงการนำค่ายกลมาใช้ในการประลองจริงเช่นนี้
อ๋าวหยินห่าวหัวเราะในลำคอ เสียงต่ำทุ้มดุจหินผาถล่ม ฝ่ามือแกร่งบีบกล่องหยกแน่นจนเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ เศษหยกแตกละเอียดปลิวว่อนในอากาศ เผยให้เห็นแผ่นยันต์ค่ายกลขนาดเท่าฝ่ามือ ลวดลายสลักเสลาวิจิตรพิสดาร ราวมังกรเงินเลื้อยพันเกี่ยวเถาวัลย์โบราณ ส่องประกายลึกลับน่าค้นหา
"ในเมื่อเจ้าประสงค์จะท้าทายถึงเพียงนี้... ข้าก็จะมิปรานี ให้เจ้าได้สัมผัสอานุภาพแห่งค่ายกลของข้า!"
น้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ดังก้องกังวานราวเสียงระฆังทองคำ มิมีร่องรอยแห่งความลังเลแม้แต่น้อย
ในฉับพลันนั้นเอง แผ่นยันต์ในมือแกร่งของอ๋าวหยินห่าวก็เปล่งแสงวูบวาบ ลำแสงสีเทาหม่นแตกกระจายออกสู่พื้นลานประลองรอบกายเป็นวงกว้าง พลันเกิดกระแสลมหมุนวนรุนแรง ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายปกคลุมทั่วบริเวณดุจม่านหมอก
เพียงเสี้ยวลมหายใจ เส้นสายยันต์สีเงินนับร้อยนับพันได้ถักทอร้อยเรียงกันเป็นลวดลายพิสดารบนพื้นดิน พลังลึกลับอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว บีบคั้นบรรยากาศโดยรอบให้เย็นยะเยือกราวกับตกอยู่ในแดนน้ำแข็ง
อวี้เหวินก้าวถอยหลังเล็กน้อย ดวงตาดำขลับเปล่งประกายวาววับ จับจ้องภาพเบื้องหน้าด้วยความสงบนิ่ง
"ค่ายกลระดับนี้... ข้าเคยอ่านพบบ้างในตำรา ค่ายกลนั้นแบ่งออกเป็นหลากหลายรูปแบบ..." ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในห้วงสมองของเขา
ในวันแรกที่อวี้เหวินเหยียบย่างสู่ตำหนักมังกรเมฆา ช่วงเวลาที่ศิษย์ใหม่พึงเลือกสรรเคล็ดวิชาเเก่ตนเอง เขามิได้ละเลยที่จะศึกษาตำราค่ายกลเบื้องต้น ณ หอคัมภีร์อันลึกลับของตำหนัก ข้อมูลอันล้ำค่าเกี่ยวกับศาสตร์แห่งค่ายกลจึงได้ประทับแน่นอยู่ในห้วงสำนึกของเขา
ค่ายกลนั้น จำแนกออกเป็นสามประเภทหลัก ได้แก่
ค่ายกลโจมตี มุ่งเน้นการเสริมพลังทำลายล้าง โจมตีศัตรูอย่างหนักหน่วงด้วยพลังแห่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสายฟ้าผ่า น้ำแข็งเอย เพลิงบรรลัยกัลป์ ลมกรด หรือแม้กระทั่งพลังโลหิตอันน่าสะพรึงกลัว
ค่ายกลป้องกัน สร้างปราการอันแข็งแกร่งเพื่อปกป้องตนเองหรืออาณาเขต สามารถต้านทานพลังโจมตีอันรุนแรงได้ดุจกำแพงเหล็ก
ค่ายกลผนึก ใช้ในการจำกัดการเคลื่อนไหว กักขังศัตรูไว้ในอาณาเขตที่กำหนด บั่นทอนอิสรภาพของผู้ถูกผนึก และค่ายกลจิตอสูรที่ใช้ในการทดสอบคุณสมบัติเพื่อเข้ารับเป็นศิษย์แห่งตำหนักมังกรเมฆาก็เป็นหนึ่งในค่ายกลประเภทนี้
ยิ่งเมื่อจำแนกตามระดับความเชี่ยวชาญของนักค่ายกลในแคว้นตงชิงอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมมีการจัดลำดับขั้นอย่างชัดเจน
ระดับที่หนึ่ง เทียบเคียงได้กับผู้บ่มเพาะพลังตั้งแต่ขอบเขตก่อตั้งรากฐาน ไปจนถึงขอบเขตกำเนิดกายอันแข็งแกร่ง
ระดับที่สอง เทียบเคียงได้กับผู้บ่มเพาะพลังตั้งแต่ขอบเขตหลอมรวมกายา ไปจนถึงขอบเขตเริ่มต้นพลังปราณ... ณ ตำหนักมังกรเมฆาอันเกรียงไกร เหล่าผู้อาวุโสค่ายกลที่ทรงพลังที่สุดก็ดำรงอยู่ในระดับนี้
ระดับที่สาม เทียบเคียงได้กับผู้บ่มเพาะพลังตั้งแต่ขอบเขตการก่อกำเนิด ไปจนถึงขอบเขตสำนึกฟ้าอันลึกล้ำ
ระดับที่สี่ เทียบเคียงได้กับผู้บ่มเพาะพลังตั้งแต่ขอบเขตผสานนภา ไปจนถึงเขตแดนสวรรค์อันสูงส่ง ยากจะพบพานดุจนิลกาฬในหิมะขาวบริสุทธิ์... ทั่วทั้งแคว้นตงชิงมีผู้บรรลุถึงเพียงไม่เกินห้าคนเท่านั้น
และในแต่ละระดับขั้น ยังแบ่งย่อยออกเป็นสี่ชั้น ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง และขั้นสมบูรณ์
ดวงตาคมกริบของอวี้เหวินฉายแววแห่งความเข้าใจลึกซึ้ง 'จากกระแสพลังที่แผ่ออกมา... อ๋าวหยินห่าวผู้นี้น่าจะเป็นนักค่ายกลระดับหนึ่ง ขั้นต้นเท่านั้น'
ความจริงแล้ว อ๋าวหยินห่าวนั้นสามารถควบคุมค่ายกลในระดับก่อตั้งรากฐานได้อย่างคล่องแคล่วไร้ที่ติ ทว่าเมื่อเป็นค่ายกลที่มีพลังในระดับกำเนิดกายขั้นต้นขึ้นไป เขากลับสามารถควบคุมพลังได้เพียงสามถึงสี่ส่วนเท่านั้น
และค่ายกลที่เขาหยิบยกออกมาใช้ในยามคับขันนี้ ก็คือค่ายกลระดับหนึ่ง ขั้นกลาง ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังควบคุมด้วยความยากลำบากยิ่ง!
รัศมีสีเทาหม่นเริ่มทอประกายเรืองรองรอบขอบเขตค่ายกล เส้นสายยันต์นับร้อยนับพันส่องสว่างขึ้นทีละน้อย ดุจอสรพิษสีเงินนับหมื่นเลื้อยคลานไปทั่วลานประลองอาณาบริเวณแห่งนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็นดินแดนพิศวง ที่ซึ่งพลังธาตุผันผวนแปรปรวนอย่างไม่อาจคาดเดา
แรงกดดันลึกลับเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ลมหายใจของอวี้เหวินเริ่มติดขัดเล็กน้อย ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัด
"ค่ายกลกักกันและบั่นทอนพลังกาย..." เขาพึมพำกับตนเอง ดวงตาคมกริบยังคงนิ่งสงบดุจผืนน้ำไร้คลื่น ทว่าภายในอกกลับเต้นระรัวดุจกลองศึก
ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมที่แทรกผ่านช่องว่างแห่งค่ายกล อ๋าวหยินห่าวก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขาเคลื่อนที่ แรงกดดันตามธรรมชาติราวพญาหมีคลั่งโถมเข้าใส่อวี้เหวินอย่างไม่ยั้งคิด!
"เจ้าเด็กน้อย... เจ้าคิดว่าด้วยฝีมือเพียงเท่านี้ จะสามารถเอาชนะข้าได้งั้นรึ?" อ๋าวหยินห่าวเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียม เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวานราวอสนีบาตคำรามก้องในทรวงอก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฝ่ามือหนาหนักราวค้อนเทพก็รวบรวมพลังกาย ตบลงบนอากาศเบื้องหน้าอย่างรุนแรง พลังหมัดที่กลั่นกรองจากเคล็ดวิชาลับประจำตระกูลอันเก่าแก่ "อินทรีโลกันต์กำราบพยัคฆ์" ที่เน้นเสริมพละกำลังให้แข็งแกร่งดุจขุนเขา ก็โหมกระหน่ำเข้าใส่ร่างของอวี้เหวินราวพายุทมิฬ!